บุรีรัมย์ เปิดเส้นทางแนวชายแดน “ช่องตากิ่ว” ถนนสุริยะวิถี ละหานทราย-ตาพระยา เร่งระบายรถพร้อมจัดตั้งจุดบริการประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่
30 ธ.ค.24564 - พลโท สวราชย์ แสงผล แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้ พันเอก ธนาธิป เรียงอิศราง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี พร้อมด้วย พันเอก จิระกิจ จิตรภักดี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ประสานความร่วมมือกับ หน่วยเฉพาะกิจตาพระยา กองกำลังบูรพา เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา และส่วนราชการ ทั้งจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเส้นทางแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา บริเวณช่องตากิ่ว ถนนสุริยะวิถี ละหานทราย-ตาพระยา เพื่อใช้เป็นเส้นทางพิเศษเดินทางจากภาคกลางและภาคตะวันออกไปยังภาคอีสาน
เพื่อลดปัญหาการจราจรสะสมและหนาแน่นในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2565 โดยได้มีการจัดตั้งจุดบริการประชาชน ที่เตรียมพร้อมทั้งน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น เครื่องดื่มชูกำลัง รวมไปถึงหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ นอกจากนั้น ยังมีห้องสุขา และจุดปฐมพยาบาล และจุดพักเหนื่อย ระหว่างทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย
สำหรับในเส้นทางสุริยะวิถี นั้น จะมีจุดบริการประชาชน จำนวน 4 จุด ระยะทาง 15 กิโลเมตร โดยจุดที่ 1 อยู่บริเวณสามแยกทางออกจาก อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้วมีการดำเนินการจัดตั้งจุดคัดกรองยานพาหนะ โดยมีเจ้าหน้าที่จากกองร้อยทหารพราน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ประจำจุดบริการ ส่วนจุดที่ 2 อยู่บริเวณทางก่อนขึ้นช่องตากิ่ว มีการตั้งจุดพักรถและจุดบริการประชาชน โดย อบต.ทับไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ร่วมกับการบริการของ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และรถสุขาเคลื่อนที่ จุดที่ 3 เป็นจุดพักรถชั่วคราว สามารถพักรถกรณีฉุกเฉิน มีห้องน้ำบริการประชาชน และจุดที่ 4 เป็นจุดตรวจสุริยะวิถี กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 215 จัดตั้งเป็นจุดบริการประชาชน โดยเป็นการปฏิบัติร่วมของกองกำลังทหารพรานที่ 26 ขณะเดียวกันทางเทศบาลตำบลหนองแวง อำเภอละหานทราย ได้มีการเตรียมพื้นที่พักรถ บริการกาแฟ น้ำดื่ม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉิน ไว้พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
โดยเส้นทางสุริยะวิถี เปิดบริการให้ประชาชนสัญจร ตั้งแต่เวลา 19.00 น. ของวันที่ 24 ธันวาคม ที่ผ่านมา และจะเปิดในลักษณะเดินรถทางเดียว ขึ้นจากตาพระยาสู่ภาคอีสาน ในวันที่ 29 ธันวาคม 64 – 1 มกราคม 65 และจะเปิดให้ประชาชนเดินทางกลับสู่จังหวัดทางภาคกลางและภาคตะวันออก ในวันที่ 2 – 4 มกราคม 2565 เพื่อความคล่องตัวในการเดินรถ และลดอุบัติเหตุระหว่างเส้นทาง สำหรับการจราจรในเส้นทางตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีปริมาณรถสะสม 2,354 คัน สภาพการจราจรคล่องตัว และไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแต่อย่างใด
ขณะที่ชาวบ้านในชุมชนและประชาชนที่สัญจรในเส้นทางดังกล่าว ได้ออกมาขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่ได้เปิดช่องทางพิเศษให้ประชาชนได้สัญจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ ลดการสะสมของยานพาหนะได้เป็นอย่างมาก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หวิดวัดร้าง! เจ้าอาวาส 7 พรรษา- ลูกวัด โดนจับยาบ้า
บุรีรัมย์ยกเลิก จัดงานธรรมสัญจร กะทันหัน หลังเจ้าอาวาสและพระลูกวัด ถูกจับยาบ้า ชาวบ้านช็อก รับไม่ได้ เพราะศรัทธาโดยเฉพาะเจ้าอาวาสบวช 7 ถึง 7 พรรษา ผญบ.เตรียมหารือเจ้าคณะอำเภอ หวั่นวัดร้าง
ทร.ชี้ไทย-เขมรส่อรอบ3
วุฒิสภาจัดเสวนา เกาะกูดสู่ความมั่นคงชายแดน ทหารดีใจ สว.ประสานอนุมัติงบสร้างถนนบนเกาะกูด ใช้ขนปืนใหญ่ข่มกัมพูชา "บิ๊ก ทร." ชี้ในฐานะมุมมองนักการทหารเชื่อว่ามีโอกาสปะทะแนวชายแดนรอบใหม่ เพราะเขมรค่อนข้างสูญเสียเยอะ มีการเสริมเขี้ยวเล็บวันใดวันหนึ่งอาจจะฮึดขึ้นมาอีกรอบ
ทหารเรือจับตาชายแดนตราด ชี้มีโอกาสปะทุอีกรอบ ลั่นพร้อมโต้กลับ
“ผบ.กก.รฝ.1” เผยสถานการณ์ชายแดนยังต้องเฝ้าระวัง ประเมินฝ่ายตรงข้ามอยู่ระหว่างเสริมขีดความสามารถ และมีโอกาสที่สถานการณ์จะปะทุขึ้นอีก ย้ำกองทัพเรื
รักจนวาระสุดท้าย 'ตา-ยาย' จากไปวันเดียวกัน หลังครองคู่ดูแลกันมาตลอดชีวิต
สะเทือนใจลูกหลาน คู่ชีวิตวัย 70 และ 69 ปี ชาวบุรีรัมย์ ล้มป่วยทั้งคู่ “ตา” อาการทรุดแต่เหมือนรอ “ยาย” กลับจากโรงพยาบาล เมื่อได้นอนเคียง
จับสึกเจ้าอาวาสพร้อมลูกวัด ซิ่งเก๋งฝ่าไฟแดงขนยาบ้า ยึดของกลางเกือบ 200 เม็ด
ตำรวจ ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ สนธิกำลังร่วม ตชด. ทหาร และฝ่ายปกครอง จับสึกเจ้าอาวาสวัดกับพระลูกวัดใน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ พร้อมของกลางยาบ้าร่วม 200 เม็ด หลังไปซื้อมาจากพระอีกรูปที่ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ขณะเจ้าอาวาสที่ถูกจับบ่นเสียดาย และห่วงอยู่ไม่ทันจัดงานบุญที่วัด 20 ก.ย.นี้ เผยทั้งวัดมีพระ 4 รูป ถูกจับ 3 รูป เหลือ 1 รูป
'คนบ้านกรวด' ผวาประชุม UNCLOS ทำสถานการณ์ไทย-เขมร ตึงเครียดซ้ำ
ชาวบ้านชายแดน อำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กังวลประชุมเขตแดนทางทะเลไทย-เขมร อาจทำให้สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เผยยังได้ยินเสียงปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชาที่ยิงยั่วยุต่อเนื่อง ลั่นคนในพื้นที่ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งหรือปะทะซ้ำอีก เพราะกระทบความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพ

