ศึกงัดกกต.-ศาลฎีการะอุ วัดใจ 9 ตุลาการฯ เบรกเกมหรือลั่นระฆัง?

คำวินิจฉัยของ “วิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์” เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่กลับแนววินิจฉัยคดีฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ที่มีความเห็นว่าราษฎรหรือประชาชนสามารถฟ้อง กกต.ได้โดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จากเดิมที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้อง

ในเชิงบริบทการเมืองทำให้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองและผู้คนในแวดวงการเมือง-นักกฎหมายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึง และบางรายมองในเชิง "มิติ-บริบทการเมือง" ว่า เรื่องนี้ยิ่งทำให้แนวรบทางความคิด-การตีความอำนาจตามกฎหมายของ 2 โครงสร้างอำนาจที่สำคัญ

 “คณะกรรมการการเลือกตั้งVSศาลฎีกา”

ยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้น

เรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนระดับหนึ่ง ต้องไล่ไปทีละสเต็ป เริ่มจากก่อนหน้านี้ที่ประชุม กกต.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และการยกคำร้องของ กกต.เป็นที่สุดจนศาลฎีกาตรวจสอบซ้ำไม่ได้ใช่หรือไม่ หลังศาลฎีการับคำร้องคดีที่ผู้สมัคร สว.ได้ร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้ไต่สวนเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร สว.ไว้พิจารณา 3 คดี และในจำนวนนี้เป็น สว.ปัจจุบัน 3 คนที่ถูกโยงว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน คือ วรรษมนต์ คุณแสน, แดง กองมา และสมพาน พละศักดิ์

มติ กกต.ดังกล่าวซึ่ง 5 เสียงข้างมากนำโดย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ซึ่งก็เป็น 5 เสียงเดิมที่มักเกาะกลุ่มกันลงมติในประเด็นสำคัญๆ โดยเฉพาะ "คดีฮั้วสว." มติข้างต้น ถูกมองในมิติการเมืองว่าเป็นการยื่นตีความเพื่อ จำกัดขอบเขตอำนาจศาลฎีกา ไม่ให้ก้าวล่วงในคดี สว. เพราะหากผลการไต่สวนพิจารณาคดีดังกล่าวของศาลฎีกาฯ ออกมาว่าการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และการรับรอง สว.ที่เป็นคดีความอยู่ในเวลานี้ หากผลคำตัดสินออกมา ไม่เป็นคุณ-เป็นโทษ กับ กกต.ในลักษณะว่า กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือก สว.มีความบกพร่องร้ายแรง ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ ทำให้เกิดความเสียหายในการเลือก สว.และระบบนิติบัญญัติ ก็จะทำให้ กกต.เสี่ยงจะโดนร้องเอาผิดตามมาทั้งคดีอาญาและอาจต้องหลุดจากตำแหน่ง

ทำให้ กกต.จึงยื่นศาล รธน.เพื่อขอให้ศาล รธน.รับคำร้องและมีคำวินิจฉัยให้ศาลฎีกาฯ ไม่สามารถเข้ามาไต่สวนได้ คดีที่รับไว้ก็ให้จำหน่ายคดีออกไป เพราะ กกต.ถือหลักว่า การตรวจสอบคุณสมบัติ-การรับรองต่างๆ คืออำนาจเด็ดขาดของ กกต.ที่เมื่อวินิจฉัยรับรองไปแล้วย่อมถือเป็นเด็ดขาดที่สุด องค์กรอื่นแม้แต่ศาลฎีกาฯ ก็ไม่สามารถมาตรวจสอบซ้ำได้

  อีกทั้งมีการมองกันว่า คำร้องของ กกต.อาจเพื่อหวังสกัด-ต้านผลการไต่สวนคำร้อง คดีฮั้ว สว. ที่มติ กกต.ให้เอาผิด 77 รายชื่อ ซึ่งในจำนวนนี้มี สว.ชุดปัจจุบัน 26 คนรวมอยู่ด้วย เพราะหากศาล รธน.ตีความจำกัดอำนาจศาลฎีกาฯ ไว้ก่อน ก็จะทำให้เมื่อคดีฮั้ว สว.เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาฯ ในปีหน้า แนวทางการไต่สวน-การตัดสินคดี จะถูกจำกัดลง คือให้องค์คณะของศาลฎีกาฯ ไต่สวน-ตัดสินคดีในส่วนที่เกี่ยวกับ 77 รายชื่อตามคำร้องที่จะส่งไปเท่านั้น ไม่ให้มีการขยายแนวไต่สวนลามไปถึง เครือข่ายอำนาจสีน้ำเงิน ที่เคยตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต. เช่น อนุทิน นายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, เนวิน ชิดชอบ, มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาฯ เป็นต้น

เพราะจริงอยู่ว่า การไต่สวนของศาลฎีกาฯ รวมถึงระบบศาลทั้งหมด ก็จะต้องพิจารณาคดีหรือตัดสินคดีว่า จำเลย-ผู้ถูกร้อง-ผู้คัดค้าน มีการกระทำความผิดหรือมีพฤติการณ์ตามคำร้อง-คำฟ้องหรือไม่ ไม่สามารถไปไต่สวนขยายความเอาผิดหรือออกคำสั่งลงโทษบุคคลอื่นที่ไม่ได้อยู่ในคำร้อง-คำฟ้องได้ แต่หากแนวการไต่สวนหรือคำตัดสินคดีฮั้ว สว.ของศาลฎีการะบุถึงพฤติการณ์ในรูปคดีฮั้ว สว.มีการกระทำผิดแบบขบวนการมีการ

"เชื่อมโยง เอ่ยชื่อถึงบุคคลอื่นนอกจาก 77 รายชื่อ อีกทั้งระบุถึงเครือข่ายการเมืองในคำพิพากษา"

ก็ย่อมทำให้ กกต.เจอสภาพบังคับ ถูกสังคมกดดันให้หาช่องไปไต่สวน-สอบสวนเอาผิดเพิ่มในภายหลัง ซึ่งก็เคยมีเคสให้เห็นมาแล้วบางคดี บางศาล

เมื่อ กกต.มีมติส่งศาล รธน.ข้างต้น จึงไม่พ้นถูกมองด้วยแว่นขยายทางการเมืองว่า นอกจากเพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้โดนเอาผิดหากรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร สว.โดยไม่ชอบ ก็ยังถูกมองว่า เพื่อปิดทางไม่ให้เกิด คดีฮั้ว สว.สำนวนใหม่-คดีที่ 2 ที่อาจจะตามมา หลังจบคดี 77 รายชื่อที่อาจลุกลามไปถึง เครือข่ายอำนาจสีน้ำเงิน และยังเป็นการป้องกันตัวเองของ กกต. โดยเฉพาะ กกต.เสียงข้างมาก 5 เสียงอีกด้วย ไม่ให้โดนร้องเอาผิดข้อหาละเว้นหน้าที่กรณีมีมติไม่ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด 427 คน โดยเฉพาะกลุ่ม 229 ชื่อตามสำนวนของอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 26

ทำให้ กกต.ยื่นศาล รธน. “ตีความขอบเขตอำนาจศาลฎีกา” เพื่อสกัดศาลสูงไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง

  อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเชื่อว่าก็มีโอกาสที่ศาล รธน.จะไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ จึงไม่สามารถมารับคำร้องวินิจฉัยเรื่องหน้าที่และอำนาจของ "ศาลยุติธรรม-ศาลฎีกา" เพราะหากศาล รธน.รับคำร้องก็เสี่ยงจะเป็นการ ขยายอำนาจตัวเอง ล่วงไปถึงศาลยุติธรรม ได้ และผลที่ตามมาคือ

“เกิดปัญหาในเรื่องการขัดกันของขอบเขตอำนาจศาล ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับศาลฎีกา”

ที่จะเป็นเรื่องใหญ่มาก หากศาลรัฐธรรมนูญกับศาลฎีกา เกิดมีความเห็นข้อกฎหมายต่างกันจนถึงขั้นงัดง้างกัน แต่หลายฝ่ายก็ยังมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น ศาล รธน.ไม่น่าจะรับคำร้องไว้

เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ปี 2540 ที่ให้มีศาล รธน.เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จนถึง รธน.ปัจจุบัน 2560 มีการเขียนอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะให้ยึดหลักเขตอำนาจจำกัด (Enumerationsprinzip)คือให้วินิจฉัยคำร้องที่ "จำกัดเฉพาะเท่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นรายเรื่องอย่างชัดแจ้ง" เท่านั้น เมื่อมาตรา 210 (2) ไม่ให้อำนาจไว้ ศาล รธน.จะรับคำร้องไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สุดท้ายก็อยู่ที่ 9 ตุลาการศาล รธน.ที่นำโดย “อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาล รธน.” ที่เคยอยู่ศาลฎีกามาหลายปี จนเป็นอดีตประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา กับ 8 ตุลาการศาล รธน.แล้วว่า จะลงมติรับหรือไม่รับคำร้องดังกล่าว เมื่อ กกต.ส่งคำร้องมายังศาล รธน.

หากศาล รธน.ไม่รับคำร้อง ก็จะทำให้คดีที่อยู่ในศาลฎีกาฯ ที่กล่าวไว้ข้างต้นจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนศาลฎีกานัดตัดสินคดี แต่ถ้าศาล รธน.รับคำร้อง แม้ยังไม่มีการลงมติวินิจฉัยออกมา แต่ก็จะเป็นการรับคำร้องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนสูงทางการเมืองและวงการกฎหมาย

และในสถานการณ์ที่กำลังขมึงเกลียวกันดังกล่าว การที่ ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยให้ราษฎร-ผู้สมัคร สว.ฟ้อง กกต.ตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้เมื่อ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ทำให้ “กกต.และแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.” จะตกเป็นผู้ถูกร้องในคดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการเลือก สว.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่ตัดสินคดีเร็วกว่าศาลอาญาปกติได้นับจากนี้ โดยที่ในความเป็นจริง ประธานศาลอุทธรณ์ก็ได้ออกคำวินิจฉัยของตัวเองบนหลักกฎหมาย-ประสบการณ์การตัดสินคดี จนขึ้นมาถึงประธานศาลอุทธรณ์ ที่วงการศาลก็คือ เบอร์ 2 รองจากประธานศาลฎีกา โดยไม่ได้มีเรื่องอะไรอื่นเข้ามาเจือสม

เพียงแต่แวดวงการเมืองย่อมอดไม่ได้จะนำเรื่องนี้มาผูกโยงวิเคราะห์กันไปตามบริบทการเมือง ที่พอดีก่อนหน้านี้ กกต.มีปัญหางัดกับศาลฎีกาฯ อยู่ ทั้งที่คงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน   

จุดพีกของเรื่องนี้อยู่ที่ 9 ตุลาการศาล รธน.จะรับคำร้องของ กกต.ไว้วินิจฉัยหรือไม่ หากไม่รับคำร้อง ความร้อนแรงของเรื่องจะเบาลง แต่หากรับคำร้อง ศาล รธน.ก็ไม่พ้นถูกลากโยงเข้าไปเป็น "คู่ขัดแย้ง" องค์กรที่ 3 ของแนวปะทะ "กกต.-ศาลฎีกาฯ-ศาลรธน."!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ฉันทานุมัติ' ประชาชน โต้ครหาน้ำเงินกินรวบ

ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุขึ้นทุกขณะ ฝ่ายรัฐบาลกำลังเปิดยุทธการไล่ต้อนพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างหนักหน่วง ทั้งในมิติการโต้ตอบข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์

รัฐต้องพึ่งได้-คุมเข้มเงินบริจาค  ปิดช่องมูลนิธิ หากินกับศรัทธา

ปรากฏการณ์ "โป๊ะแตก" ในสังคมไทย หลังเกิดกรณีข้อกล่าวหาและประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นกับมูลนิธิของ "บุ๋ม" ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี

“กกต.”คว้ามือ"ศาลรธน." แก้ลำโดนสาวลึก"ฮั้วสว."

ศึกชิงแดนอำนาจระหว่าง องค์กรอิสระ กับ องค์กรตุลาการ เป็นจุดที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจาก กกต.มีความคืบหน้าในการส่งดำเนินคดีอาญาขบวนการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 77 ราย ซึ่งมี สว.ชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วยถึง 26 ราย

‘ขอบเขตอำนาจ’ กมธ. กับสภาวะ ‘สีน้ำเงินกินรวบ’

ศึกสภาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อปัญหามหากาพย์เกี่ยวกับ “ขอบเขตอำนาจหน้าที่” ของ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุดของสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาถึงจุดพีกและเกิดการปะทะทางการเมืองอย่างรุนแรง

ทดสอบ“แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ระบบรับมือวิกฤตที่ต้องใช้ได้จริง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในภูมิภาคอื่น เช่น สงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” หรือสัญญาณการโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านกำลังใกล้เข้ามา ทำให้ชาติต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับความมั่นคงระดับประเทศและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน