ตม.ภูเก็ต เร่งช่วยนักท่องเที่ยวคาซัคสถานตกค้างกว่า 1,200 คน

ตม.ภูเก็ต เร่งช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวคาซัคสถานตกค้างกว่า1,200 คน และตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพิ่ม2จุดให้กลุ่มวีซ่าหมดอายุและติดเชื้อโควิด-19

12 ม.ค.2565 - พ.ต.อ.ธเนศ สุขชัย ผกก.ตม.จว.ภูเก็ต กล่าวว่า ในภูเก็ต มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ดื้อไม่ยอมเข้าระบบรักษากักตัว ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ปิดเคสไปแล้วกว่า 30 เคส ขึ้นไป ช่วงนี้มีนักท่องเที่ยววีซ่าหมดอายุด้วย ทำให้งานของ ตม.ภูเก็ต ทวีคูณขึ้นไปอีกเพราะเมื่อนักท่องเที่ยววีซ่าหมดอายุ และติดเชื้อโควิดด้วย เขาแต่ละคนจะถูกกระจายตัวไปกักตามโรงแรมต่างๆหรือรพ.ต่างๆ

ทางตม.ภูเก็ต อำนวยความสะดวกด้วยการเปิดช่องทางพิเศษ ที่ ด่านตม.ภูเก็ต ด้วยส่วนหนึ่ง และให้จัดทีมเชิงรุกออกไปช่วยอำนวยความสะดวกตามโรงแรมและมอบให้ พ.ต.ท.อุดม ทองจีน รองผกก.ตม.จว.ภูเก็ต พาทีมออกช่วยเหลือนักท่องเที่ยววีซ่าหมดอายุ และเปิดจุดบริการอำนวยความสะดวก อีก 2 จุด คือ 1.บลูทรี 2.ตม.ป่าตอง ติดต่อทีมนี้ได้ที่ 081-978-4645 การเพิ่มจุดบริการขึ้นเป็นการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ช่วงนี้จะมีปัญหานักท่องเที่ยวคาซัคสถานที่เขาไม่ปกติ ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ ตม.ในเมืองดูแลวีซ่าให้ตอนนี้บริการแล้วประมาณ 100 เคส ช่วยไปแล้วเรียบร้อย นอกจากนี้ ตม.ภูเก็ต จะประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 14 มกราคม เพื่อเตรียมรับสถานการณ์หากจะมีการแพร่ระบาดโควิดในกลุ่มแรงงานต่างด้าว

ด้าน พ.ต.ท.สภา จิตต์หลัง รองผกก.ตม.ท่าอากาศยานภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตได้รับหนังสือจากสถานทูตคาซัคสถานแจ้งมาให้ช่วยเหลือดูแลนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถาน เนื่องจากสถานการณ์คาซัคสถานได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม มีการระงับเที่ยวบินเข้าออกที่เมืองอัลมาตี ทั้งหมด เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีผู้โดยสารตกค้างของคาซัคสถาน เนื่องด้วยมีไฟลท์บินเข้าออกประมาณ 9 เที่ยวบินต่อสัปดาห์มาจากเมืองอัลมาตี กับเมืองนูร์ซุลตัน (Nur Sultan)

เมื่อประกาศยกเลิกเที่ยวบินเข้าออกทำให้มีนักท่องเที่ยวตกค้างกว่า 1,200 คน เนื่องจากต้องมาขอวีซ่า on arrival ทำให้อยู่ได้แค่ 15 วัน มีผู้โดยสารที่อยู่เกินเวลา หรือ overstay กว่า 2,000 คน เพิ่งมีการเดินทางออกไปได้เมื่อวันที่ 10 มกราคม จำนวน 2 เที่ยวบิน วันที่ 11 มกราคม จำนวน 1 เที่ยวบิน และวันนี้(12 มกราคม) จะมีเที่ยวบินตีเปล่ามาจากเมืองนูร์ซุลต่าน จำนวน 1 เที่ยวบิน พรุ่งนี้ (13 มกราคม)อีก 2 เที่ยวบิน

โดย กลุ่มผู้โดยสารที่ตกค้างกับอยู่เกินเวลา ทาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ออกแนวทางช่วยเหลือคือ กลุ่มที่จะoverstay ให้ไปยื่นขออยู่ต่อที่ตม. จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นงานที่เพิ่มขึ้นมา จำนวน 1,200 คน ส่วนผู้โดยสาร ที่ overstay 1วันและประสงค์จะเดินทางออก ทางตม.สนามบินผ่อนผันให้แต่ถ้าเกินกว่า 1 วัน คือ 2-3 วันถ้าไม่ยื่นขออยู่ต่อจะโดนปรับวันละ 500 บาท ซึ่งมีการปรับไปแล้วกว่า 40 ราย เมื่อวันที่10 มกราคม กว่า 40 ราย จะเป็นอย่างนี้อีกสักพักหนึ่ง คาดว่า ใน 2-3 วันน่าจะเคลียร์ผู้โดยสารหมดเพราะว่าตอนนี้ไฟลท์ทั้งหมดจะไปขึ้นที่นูซุลต่านและกลับที่เดียวกันเพราะอัลมาตียังไม่เปิด ซึ่ง สถานการณ์ในคาซัคสถานที่ทราบมาหลังวันที่15 มกราคม นี้ สถานการณ์น่าจะปกติขึ้น นักท่องเที่ยวน่าจะเคลียร์ได้หมด และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังไม่มีปัญหาเรื่องติดเชื้อโควิด

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กสิกรไทย'อวดกำไร Q1 แตะ 1.46 หมื่นล้าน

'กสิกรไทย'เปิดกำไรไตรมาสแรกพุ่ง 1.4 หมื่นล้าน โต 6.35% จากรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจประกันภัยและบริการ ชี้พิษตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทยสะดุดคาดทั้งปีโตเพียง 0.8–1.2%

สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'

20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.