‘ไทย ซีเพลน’ ชูธงลุยเปิดบริการปลายปี 69 นำร่อง ‘ภูเก็ต–กระบี่’ กระตุ้นท่องเที่ยวทางน้ำ

‘ไทย ซีเพลน’ ปักหมุดเปิดให้บริการปลายปีนี้ รับฤดูกาลท่องเที่ยว ประเดิมเที่ยวบินชมวิวและเช่าเหมาลำเชื่อม ‘ภูเก็ต–กระบี่’ ตั้งเป้าขยายจุดขึ้นลงทางน้ำทั่วประเทศภายใน 8 ปี รองรับตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ-ต่างชาติรูปแบบใหม่

29 ก.ค.2569-นายกสิณพจน์ รอดโค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย ซีเพลน จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของบริษัทในพื้นที่ภาคใต้ไม่ได้มาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง แต่เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางผ่านเครือข่ายสายการบินในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งสามารถบินตรงเข้าสู่จังหวัดกระบี่ได้ ทำให้ในเวลานี้บริษัทยังไม่มีแผนศึกษาตลาดหรือเปิดเส้นทางเชื่อมต่อมายังอำเภอเบตง จังหวัดยะลา หรือพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากยังไม่ใช่ฐานลูกค้าของบริษัท

อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสนใจแนวคิดการเชื่อมโยงเมืองรองกับเมืองรองอย่างมาก เพราะรูปแบบธุรกิจของไทย ซีเพลน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสนามบินขนาดใหญ่เหมือนการบินพาณิชย์ทั่วไป การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจึงใช้เงินน้อยกว่ามาก หากพื้นที่ใดเปิดโอกาสให้พัฒนาจุดขึ้นลงทางน้ำได้ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาทต่อจุด เทียบกับสนามบินที่ต้องใช้งบก่อสร้างระดับหลายพันล้านบาท ส่งผลให้สามารถขยายเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่า

ทั้งนี้ มองว่าหลายพื้นที่ของประเทศมีศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางซีเพลน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสงขลา รวมถึงพื้นที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งแม้อาจไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลัก แต่สามารถทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้ โดยในหลายพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือหรือระบบขนส่งทางน้ำที่มีอยู่แล้ว

สำหรับภาพรวมของโครงข่ายที่บริษัทศึกษาไว้ ปัจจุบันได้จัดทำแผนเครือข่ายเส้นทางบินทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งจุดขึ้นลงทางน้ำและสนามบินไว้อย่างชัดเจน หากสามารถดำเนินแผนได้ครบถ้วนตามเป้าหมาย บริษัทประเมินว่าจะใช้เวลาประมาณไม่เกิน 8 ปี ภายใต้เงื่อนไขว่าการระดมทุนและการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนเป็นไปตามแผน

ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มกระบวนการระดมทุนรอบแรก วงเงิน 150 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินงานร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินตั้งแต่ปี 2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอข้อมูลแก่กองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) และนักลงทุนภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าในช่วงเดือนหน้าจะเข้าสู่ขั้นตอนการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและเริ่มเปิดรับการลงทุนอย่างเป็นทางการ

นายกสิณพจน์ กล่าวว่า หลังผ่านการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว กพท. จะเข้าตรวจสอบใน 2 ส่วน ได้แก่ การรับรองพื้นที่ขึ้นลงทางน้ำ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แผนความปลอดภัย แผนฉุกเฉิน และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการตรวจรับรองมาตรฐานของสายการบิน ทั้งด้านนักบิน ช่างอากาศยาน บุคลากร คู่มือปฏิบัติงาน และระบบความปลอดภัย หากผ่านทุกขั้นตอน บริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยว

สำหรับระยะแรก บริษัทจะเปิดให้บริการ 2 รูปแบบ ได้แก่ เที่ยวบินชมวิว (Sightseeing) และเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Private Charter) โดยเส้นทางชมวิวจะเปิด 2 เส้นทาง คือ ท่าเรือน้ำลึก–หาดกะรน–ป่าตอง–พระใหญ่–กลับสู่ท่าเรือน้ำลึก และเส้นทางท่าเรือน้ำลึก–อ่าวมาหยา เกาะพีพี ใช้เวลาบินประมาณ 20 นาที ส่วนเที่ยวบินเช่าเหมาลำจะเชื่อมต่อระหว่างสนามบินภูเก็ต ท่าเรือน้ำลึก และสนามบินกระบี่ รวมถึงรองรับการเดินทางระหว่างบกกับน้ำ และระหว่างสนามบินทั้งสองแห่ง โดยเที่ยวบินจากภูเก็ตไปกระบี่จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากเดิมที่เดินทางด้วยรถยนต์ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ บริษัทจะใช้เครื่องบินขนาด 9 ที่นั่ง สามารถให้บริการได้ประมาณวันละ 5 เที่ยวบิน ตามข้อกำหนดด้านชั่วโมงปฏิบัติงานของนักบิน และกฎการบินของซีเพลนที่อนุญาตให้บินเฉพาะเวลากลางวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก โดยการปฏิบัติการจะพิจารณาทั้งสภาพอากาศ ความสูงของคลื่น และความปลอดภัยในการขึ้นลงเป็นสำคัญ

สำหรับด้านกลุ่มลูกค้า บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 70% และคนไทย 30% โดยมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงที่พักโรงแรมระดับราคาห้องพักมากกว่า 8,000 บาทต่อคืน ซึ่งผลตอบรับจากผู้ประกอบการโรงแรมถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แม้หลายแห่งยังรอให้โครงการเปิดดำเนินการจริงก่อนตัดสินใจทำสัญญาร่วมธุรกิจ

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทลงทุนแล้วประมาณ 70 ล้านบาท ไม่รวมมูลค่าเครื่องบิน โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร การขอใบอนุญาต การจัดตั้งสำนักงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การลงทุนก่อสร้างจุดขึ้นลงทางน้ำแต่ละแห่งใช้งบประมาณประมาณ 10-12 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะการจัดทำรายงาน IEE ใช้งบประมาณกว่า 3.5 ล้านบาท ส่วนแพลตฟอร์มทุ่นลอยสำหรับจอดเครื่องบินมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท

นายกสิณพจน์ กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรผลิตนักบินซีเพลนโดยเฉพาะ บริษัทจึงอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการบินพลเรือน และพันธมิตรโรงเรียนการบินในประเทศเยอรมนี เพื่อนำหลักสูตรเข้ามาพัฒนานักบินไทย รวมถึงบุคลากรภาคพื้นและช่างอากาศยาน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมซีเพลนในอนาคต และลดการพึ่งพาบุคลากรจากต่างประเทศ ซึ่งมีต้นทุนสูงและกำลังเป็นที่ต้องการของหลายประเทศทั่วโลก

เพิ่มเพื่อน