21 ต.ค.2564 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีไฟไหม้บริษัท วัฒนา ฟูตแวร์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรองเท้า ตั้งอยู่ในภายในซอย กิ่งแก้ว 9 /1 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และโรงงานใกล้เคียงได้รับความเสียหายกว่าร้อยล้านบาท และมีกระแสข่าวว่าทางโรงงานจะลอยแพพนักงานกว่า 200 ชีวิตนั้น ล่าสุดเจ้าของโรงงานออกมายืนยันไม่เคยพูดและไม่มีความคิดที่จะทำแบบนั้น
ส่วนกระแสข่าวที่ว่าเป็นการเผาเอาเงินประกันหรือไม่นั้น ตนยืนยันว่าถึงแม้จะกระทบเรื่องโควิค 19 แต่ยังมีผลกำไรอยู่กว่าครึ่ง ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องเพื่อเอาเงินประกัน และขอรับรองจะดูแลพนักงานทุกคนตามกฎหมาย
วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจสอบภายในบริษัท วัฒนา ฟุตแวร์ จำกัด ที่เกิดเหตุไฟไหม้ พบว่าเครื่องจักรเกิดความเสียหายจากความร้อนเกือบทั้งหมด โครงสร้างของอาคารเสียหาย ซึ่งทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ได้ออกหนังสือให้หยุดประกอบกิจการทั้งหมด มาปิดประกาศไว้ที่หน้าโรงงานตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว
นายกิตติ จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการของโรงานเปิดเผยว่า จากข่าวที่มีพนักงานบางคนให้ข่าวว่า ทางโรงงานขอปิดกิจการ และจ่ายค่าตอบแทนเพียงเดือนสุดท้ายเท่านั้น ตนขอชี้แจงว่า ตนไม่มีแนวคิดที่จะปิดโรงงาน ตนสร้างธุรกิจนี้มากว่า 30 ปี ดูแลพนักงานตามกฎหมายมาตลอด จนพนักงานหลายต่อหลายคนอยู่กันมานานถึง 30-40 ปี แต่การช่วยเหลือต้องขอเวลาให้ทางโรงงานรวบรวมข้อมูลในหลาย ๆ ด้าน เพื่อประเมินสถานการณ์ของทางโรงงานก่อน แต่อาจเป็นเพราะข้อความห่วงใยของตนที่บอกผ่านเจ้าหน้าที่ไปถึงพนักงานว่า ตอนนี้โรงงานไฟไหม้ จึงต้องขอปิดก่อนให้ทุกคนกลับบ้าน และจะจ่ายเงินเดือนของเดือนนี้ตามปกติ ส่วนเดือนถัดไปค่อยมาหารือกันใหม่อีกครั้ง จนมีพนักงานบางคนฟังไม่เข้าใจแล้วไปให้ข่าว แต่ถ้าถึงจุดที่ทางโรงงานไม่มีทางออก และต้องปิดกิจการจริงๆ ตนก็ขอยืนยันว่า จะชดเชยให้พนักงานทุกคนตามกฎหมายแน่นอน
ส่วนเรื่องมีกระแสข่าวว่า เผาเอาเงินประกันหรือไม่ ในเรื่องนี้ตนยืนยันว่าไม่เคยมีความคิดแบบนี้ในหัวของตนเลย ตนสร้างธุรกิจนี้มาค้าขาย และทุกวันนี้ ถึงจะมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 แต่ทางโรงงานของเราก็ยังมียอดขายเดือนละ 10-20 ล้านบาท ลดลงมาก่อนการแพร่ระบาดของโควิด 19 เดือนละกว่า 40 ล้านบาท หากโรงงานต้องหยุดกิจการยิ่งนานเท่าไร ทางโรงงานยิ่งขาดโอกาสทางการตลาดมากเท่านั้น
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ามีสารเคมีภายในโรงงานขณะเกิดเพลิงไหม้ ฟุ้งกระจายไปในอากาศนั้น ตนยืนยันว่า สารเคมีบางชนิดที่ใช้ในการผลิต อย่างเช่น ทินเนอร์ ซึ่งมีปริมาณไม่มาก ทางโรงงานจัดซื้อมาเท่าที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น ไม่มีการสั่งมาเก็บสต็อก และขณะเกิดเพลิงไหม้ และหลังเกิดเพลิงไหม้ ทางกรมควบคุมมลพิษได้มาตรวจวัด และมีผลรับรองออกมาแล้วว่าไม่เกินระดับอันตรายต่อสุขภาพ และทางโรงงานเองก็ได้ทำประกันภัยไว้วงเงิน 142 ล้าน ซึ่งต้องรอเจ้าหน้าที่หลาย ๆ ฝ่ายเข้าตรวจสอบร่วมกัน เพื่อหาหลักฐานสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จับคาจานข้าว! ล่อลวงเด็กสาววัย 15 แอบอัดคลิปข่มขู่
ว่าที่ พ.ต.ท.ไพรวรรณ ตั้นหลก สารวัตร กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (สว.กก.2 บก.ป.) ร.ต.ท.วิเชียร ใจทา รอง สว.(ป.) กก.2 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป.ร่วมกันจับกุม นายธเนศ อายุ 34 ปี
สลด! รถตู้พุ่งชนสาวเมียนมาข้ามทางม้าลาย ดับ 1 เจ็บ 1
ร.ต.ท.ธนวัฒน์ เจริญสุข รองสว.(สอบสวน) สภ.บางพลี รับแจ้งเหตุ รถตู้ชนคนข้ามถนน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ หน้าบริษัทแสตนดาร์ดแคน จำกัด ถนนเทพารักษ์ กม.14
ฮ.ตก เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันรอดหวุดหวิด
เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดเล็ก ราคาไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท เครื่องยนต์ขัดข้องร่วงตกกลางป่าหญ้า ไฟลุกท่วมเครื่อง เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันหนีตายหวุดหวิด บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
6 แรงงานเมียนมา รุมกระทืบคนไทย แค่ต่อว่าเคาะห้องผิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายกัน หอพักแห่งหนึ่งภายในซอยเทพารักษ์ 90 ตำบลเทพารักษ์
สงกรานต์พระประแดงเดือด! โจ๋เมายิงสามีดับ เมียเจ็บ
พ.ต.อ.อภิชาติ ทองแพ ผกก.สภ.พระประแดง รับรายงานมีเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธปืน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย
สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'
20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.

