'ภาษีบาป' เดือด! 4 ร่างกฎหมายจุดศึก รื้อเงินบำรุง-หนุนค้านโต้กันยับ

ร่างกฎหมายรื้อระบบ “ภาษีบาป” จุดกระแสถกเถียง “ศุภชัย” ยันไม่ยุบ 4 องค์กร แค่เปลี่ยนเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณ ฝ่ายต้านห่วงกระทบสื่อสาธารณะ-งานสร้างเสริมสุขภาพ “กรณ์” หนุนทบทวน นักกฎหมายชี้เอื้อทุนเหล้า-บุหรี่ ด้าน “ป้ามล-หมอเอก” เปิดศึกปมเงิน สสส. ขณะที่ปม สตง.ตรวจสอบการใช้เงินไทยพีบีเอสถูกขุดกลับมาอีกครั้ง

4 ตุลาคม 2569 - กระแสถกเถียงกรณีการเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบจัดสรรเงินจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพสื่อ ภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้ที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับกองทุนออกมาแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ขณะที่ประเด็นการใช้เงินของหน่วยงานที่ได้รับเงินจากระบบดังกล่าว โดยเฉพาะ สสส.และไทยพีบีเอส ถูกหยิบกลับมาตั้งคำถามควบคู่กันไป

ร่างกฎหมายที่กำลังเป็นประเด็นมี 4 ฉบับ เกี่ยวข้องกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยสาระสำคัญอยู่ที่การยกเลิกกลไกนำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้หน่วยงานหรือกองทุน และเปลี่ยนมาใช้การจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ทั้งนี้ ร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส กฎหมายผู้สูงอายุ และกฎหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย เสนอโดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กับคณะ ส่วนร่างแก้ไขกฎหมาย สสส.เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ

เม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอครั้งนี้มีจำนวนไม่น้อย โดยมีการประเมินจากฐานการจัดสรรปัจจุบันว่า เงินของทั้ง 4 ส่วนรวมกันอยู่ในระดับประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี ประกอบด้วย สสส.ประมาณ 4,000 ล้านบาท ไทยพีบีเอสมีเพดาน 2,000 ล้านบาท ขณะที่กองทุนผู้สูงอายุและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติอยู่ในระดับกองทุนละประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขดังกล่าวทำให้การถกเถียงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องแหล่งเงินของไทยพีบีเอส แต่ขยายไปถึงโครงสร้างการใช้เงินจากภาษีสุราและยาสูบทั้งระบบ

‘ศุภชัย’ ยันไม่ยุบ 4 องค์กร

นายศุภชัยออกมาชี้แจงหลังเกิดกระแสคัดค้านว่า การเสนอร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของภารกิจที่แต่ละองค์กรทำอยู่ แต่สิ่งที่ต้องการแก้ไขคือ “วิธีการได้มาซึ่งเงิน” จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากสุราและยาสูบส่งตรงให้แก่องค์กรหรือกองทุนโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มาเป็นการจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นายศุภชัยให้เหตุผลว่า แนวทางดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยเมื่อรัฐมีระบบงบประมาณที่ต้องผ่านการพิจารณาและตรวจสอบ การใช้เงินสาธารณะก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ส่วนสาเหตุที่เสนอแก้พร้อมกัน 4 ฉบับ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ามุ่งเป้าไปยังองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากจะใช้หลักวินัยการเงินการคลังก็ควรใช้กับหน่วยงานที่มีโครงสร้างเงินลักษณะเดียวกัน

ต่อมาเมื่อเกิดข้อโต้แย้งว่า หากยกเลิกเงินบำรุงดังกล่าวจะเท่ากับทำให้ผู้ประกอบการสุราและยาสูบจ่ายเงินลดลง นายศุภชัยชี้แจงเพิ่มเติมว่า แนวทางที่เสนอไม่ได้มีเป้าหมายลดภาระให้ผู้ประกอบการ โดยรัฐสามารถปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรองรับ เพื่อให้จำนวนเงินที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายโดยรวมยังคงเท่าเดิม เพียงแต่เงินจะเข้าสู่ระบบรายได้ของรัฐก่อนนำไปจัดสรรผ่านกระบวนการงบประมาณ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เมื่อถูกถามถึงการเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนกีฬา และไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ปฏิเสธที่จะตอบในประเด็นดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า วันนั้นมาประชุมเรื่องสถานการณ์ป้องกันภัยพิบัติ ก่อนออกจากวงสัมภาษณ์

6 องค์กรสื่อห่วงการเมืองแทรก

ขณะที่ฝั่งคัดค้าน ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดในส่วนของไทยพีบีเอสคือ หากเปลี่ยนจากเงินบำรุงที่กฎหมายกำหนดโดยตรงมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะกระทบต่อหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะหรือไม่ เพราะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและฝ่ายการเมืองจะต้องกลับไปของบประมาณจากระบบที่รัฐบาลและรัฐสภามีบทบาทในการจัดสรร

6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกแถลงการณ์ร่วม ยืนยันความจำเป็นของสื่อสาธารณะที่ต้องเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ การเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ พร้อมระบุว่าความเป็นอิสระทางการเงินมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ หากจะเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำเป็นต้องมีหลักประกันทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าไทยพีบีเอสจะมีรายได้เพียงพอ มั่นคง และไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจทางการเมืองในการเพิ่มหรือลดงบประมาณแต่ละปี

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของ 6 องค์กรสื่อไม่ได้เรียกร้องให้คงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม โดยระบุด้วยว่าไทยพีบีเอสควรใช้โอกาสนี้ทบทวนบทบาท พันธกิจ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน โครงสร้างบริหาร การจัดสรรทรัพยากร และคุณภาพเนื้อหา พร้อมพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นถึงความแตกต่างระหว่างสื่อสาธารณะกับสื่อของรัฐและสื่อเชิงพาณิชย์ รวมถึงความคุ้มค่าของการใช้เงินสาธารณะ

คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส โดยเห็นว่าความเป็นอิสระทางการเงินเป็นเงื่อนไขสำคัญของสื่อสาธารณะ หากงบประมาณต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในแต่ละปี อาจเกิดภาวะที่ผู้ถูกตรวจสอบมีอำนาจกำหนดทรัพยากรของผู้ตรวจสอบ แม้จะไม่มีการแทรกแซงโดยตรงก็อาจสร้างแรงกดดันต่อการทำหน้าที่ขององค์กรได้ พร้อมเรียกร้องให้ผู้เสนอถอนร่างดังกล่าว

‘กรณ์’ หนุนทบทวนระบบเดิม

อีกความเคลื่อนไหวที่ได้รับความสนใจในวันที่ 4 ต.ค. คือท่าทีของนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาสนับสนุนให้มีการทบทวนระบบเงินจากภาษีสุราและยาสูบ แต่ไม่ได้ให้การสนับสนุนข้อเสนอของรัฐบาลโดยปราศจากเงื่อนไข

นายกรณ์เห็นว่า เมื่อบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไป การตั้งคำถามว่าองค์กรหรือกองทุนที่ได้รับเงินในระบบเดิมยังใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์วัตถุประสงค์เดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ รวมถึงกรณีไทยพีบีเอสซึ่งก่อตั้งขึ้นในสภาพแวดล้อมของวงการสื่อเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันช่องทางรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนเปลี่ยนไปอย่างมาก

แต่ในอีกด้าน นายกรณ์ตั้งคำถามกลับไปยังรัฐบาลด้วยว่า หากจะอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังและนำเงินกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ รัฐบาลเองก็ต้องพิสูจน์ว่าการใช้งบประมาณของรัฐมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคุ้มค่า เพราะหากนำเงินออกจากกองทุนแล้วกลับไปอยู่ในระบบงบประมาณที่มีการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องวินัยการคลังแต่อย่างใด

‘บรรเจิด’ ห่วงทุนเหล้า-บุหรี่ได้ประโยชน์

ด้าน ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ นักกฏหมายออกมาโต้แนวคิดดังกล่าว โดยเฉพาะข้อเสนอที่ว่าเมื่อยกเลิกเงินบำรุงแล้ว รัฐสามารถออกกฎกระทรวงหรือปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อให้ผู้ประกอบการสุราและยาสูบจ่ายเงินเท่าเดิม

นายบรรเจิดเห็นว่า ระบบ Earmarked Tax หรือการกำหนดรายได้จากภาษีไว้สำหรับภารกิจเฉพาะมีเหตุผลรองรับ และไม่ได้ขัดหลักวินัยการเงินการคลัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากยกเลิกกลไกเงินบำรุงโดยที่การจัดเก็บทดแทนไม่สามารถทำได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ผลที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นว่าผู้ประกอบการสุราและยาสูบมีภาระลดลง ขณะที่ภารกิจของ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนกีฬาไม่ได้หายไป และรัฐต้องนำเงินงบประมาณจากแหล่งอื่นมารองรับแทน

ประเด็นดังกล่าวทำให้การถกเถียงเรื่อง 4 ร่างกฎหมายขยับจากคำถามเดิมว่า “ควรให้เงินเข้าสู่ระบบงบประมาณหรือไม่” ไปสู่คำถามเพิ่มเติมว่า หากยกเลิกเงินบำรุงแล้ว ภาระที่ผู้ประกอบการสุราและยาสูบจ่ายอยู่เดิมจะถูกจัดเก็บในรูปแบบใด และจะมีหลักประกันอย่างไรว่ารายได้ของรัฐจะไม่ลดลง

‘ป้ามล’ ชี้รัฐรับทุน สสส.ก้อนใหญ่

ขณะเดียวกัน การถกเถียงในส่วนของ สสส.ร้อนแรงขึ้นอีกด้าน หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินของกองทุนและตั้งคำถามถึงองค์กรภาคประชาสังคมหรือ NGO ที่ได้รับทุนสนับสนุน จนนางทิชา ณ นคร หรือ “ป้ามล” นักสิทธิเด็กและนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการ สสส.ในสัดส่วนภาคสังคม ออกมาเปิดเผยประสบการณ์จากการทำงานในบอร์ด

นางทิชาระบุว่า โครงสร้างกรรมการ สสส.ไม่ได้มีเฉพาะภาคประชาสังคม แต่มีผู้แทนภาครัฐระดับสูง โดยมีปลัดกระทรวงจากหลายกระทรวงร่วมอยู่ด้วย และประธานกรรมการคือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย พร้อมโต้กระแสที่มุ่งไปยัง NGO ว่า ผู้ที่เสนอขอทุนจาก สสส.ก้อนใหญ่ไม่ได้มีเฉพาะองค์กรภาคประชาสังคม แต่มีหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ขอรับงบประมาณด้วย

นางทิชายังวิพากษ์ถึงปัญหาสังคมและสุขภาพหลายเรื่องที่ภาคประชาสังคมต้องเข้าไปทำงานภายหลังนโยบายของรัฐสร้างผลกระทบ โดยยกตัวอย่างประเด็นเกี่ยวกับกัญชา กระท่อม และบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมตั้งคำถามถึงการกล่าวหา NGO ว่าเป็นผู้เข้าไป “ดูดเงิน” จาก สสส.เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่การใช้เงินของกองทุนมีภาครัฐเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและในฐานะผู้รับทุนเช่นกัน

‘หมอเอก’ สวนป้ามล จี้เปิดบัญชีให้หมด

หลังจากนั้น นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้นางทิชาในวันเดียวกัน โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดนางทิชาจึงทราบรายละเอียดว่า สสส.จ่ายเงินให้ใครเท่าใด พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมามีความพยายามขอข้อมูลผ่านคณะกรรมาธิการหลายชุด แต่ยังไม่ได้ข้อมูลในระดับที่สามารถนำมาตรวจสอบภาพรวมได้

นพ.เอกภพตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะการกระจายเงินของ สสส.ว่า อาจมีทั้งกลุ่มที่ได้รับเงินจำนวนมากและหน่วยงานจำนวนมากที่ได้รับเงินหลักหมื่นหรือหลักแสนบาท ซึ่งหากดูเพียงยอดรวมอาจทำให้ภาพคลาดเคลื่อนได้ จึงเสนอให้ สสส.เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินย้อนหลังตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบันในรูปแบบข้อมูลที่สามารถนำไปประมวลผลได้ เพื่อให้สังคมตรวจสอบว่าเงินถูกจ่ายให้ใคร โครงการใด และจำนวนเท่าใด

ข้อโต้เถียงระหว่าง “ป้ามล” กับ “หมอเอก” ทำให้ประเด็น สสส.ขยับจากข้อถกเถียงเรื่องโครงสร้างแหล่งรายได้ไปถึงเรื่องการเปิดเผยข้อมูลผู้รับทุน โดยฝ่ายหนึ่งชี้ว่าภาครัฐเองเป็นผู้รับเงินก้อนใหญ่ ขณะที่อีกฝ่ายเรียกร้องให้เปิดข้อมูลทั้งหมดออกมาเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเลขว่าเงินของกองทุนกระจายไปอยู่ที่ใครบ้าง

ขุดปม สตง.ตรวจไทยพีบีเอส

นอกจาก สสส.แล้ว ประเด็นการใช้เงินของไทยพีบีเอสก็ถูกหยิบกลับมาพูดถึงในช่วงที่มีการถกเถียงเรื่อง 4 ร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เข้าตรวจสอบการใช้จ่ายของไทยพีบีเอสเมื่อต้นปี 2569

รายงานข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า สตง.จัดทีมเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบหลายประเด็น หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหารควบคู่กับการได้รับค่าพาหนะเหมาจ่าย ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้างและการจ้างผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยมีประเด็นการจ้างบริษัทเอกชนรายเดียวผลิตรายการต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 รวมมูลค่ากว่า 36 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงวิธีการจัดจ้าง

ข้อมูลดังกล่าวถูกนำกลับมาใช้ตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสของไทยพีบีเอสอีกครั้งในช่วงการถกเถียงเรื่องแหล่งรายได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ สตง.ดังกล่าวเป็นกระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียนและการใช้จ่าย จึงยังต้องแยกออกจากการวินิจฉัยว่ามีผู้ใดกระทำผิดหรือไม่

ขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านการเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสเห็นว่า การตรวจสอบการใช้เงินกับการรักษาความเป็นอิสระทางการเงินเป็นคนละประเด็นกัน หากพบข้อบกพร่องในการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหาร ก็สามารถใช้กลไกตรวจสอบที่มีอยู่ดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของสื่อสาธารณะทั้งหมด

4 ร่างยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น

ท่ามกลางการตอบโต้ที่ขยายวงออกไปทั้งเรื่องความเป็นอิสระของสื่อ การใช้เงิน สสส. บทบาท NGO การตรวจสอบไทยพีบีเอส และภาระของผู้ประกอบการสุราและยาสูบ ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา โดยเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายก่อนเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป

จึงทำให้ช่วงเวลาที่เหลือของการรับฟังความคิดเห็นยังต้องจับตาว่า ข้อถกเถียงเรื่อง “ภาษีบาป” ซึ่งเริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีจัดสรรเงิน จะขยายไปสู่การเปิดข้อมูลการใช้เงินของทั้ง 4 องค์กร รวมถึงการทบทวนบทบาทและกลไกตรวจสอบของแต่ละหน่วยงานมากน้อยเพียงใด ก่อนที่ร่างกฎหมายจะเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาของรัฐสภา.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ

แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป

ภาษีบาปยังระอุ! นักกฏหมาย โต้ ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทน ทำไม่ได้จริง

เปลี่ยนเส้นทางภาษีบาปยังระอุ นักกฏหมาย โต้ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทน  ทำไม่ได้จริง  ยัน Earmarked Tax สมเหตุสมผล ไม่ขัดหลักวินัยการเงินการคลัง

'กรณ์' ยก 'ไทยพีบีเอส' จี้รบ.ทบทวนบทบาทสื่อ ใช้เงินบาป ลั่นไม่ใช่ใครมีสิทธิใช้ภาษีนี้ตลอดไป

กรณ์ ชี้กรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ ไปเป็นงบปะมาณรายจ่ายประจำปี

โฆษกรัฐบาลยันไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน แค่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ

โฆษกรัฐบาล โต้ปมเงินเหล้า–บุหรี่ ย้ำไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน–ตัดภารกิจ แต่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ ชี้ร่างกฎหมายยังไม่บังคับใช้ มุ่งโปร่งใส–วินัยการคลัง