ร่างกฎหมายรื้อระบบ “ภาษีบาป” จุดกระแสถกเถียง “ศุภชัย” ยันไม่ยุบ 4 องค์กร แค่เปลี่ยนเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณ ฝ่ายต้านห่วงกระทบสื่อสาธารณะ-งานสร้างเสริมสุขภาพ “กรณ์” หนุนทบทวน นักกฎหมายชี้เอื้อทุนเหล้า-บุหรี่ ด้าน “ป้ามล-หมอเอก” เปิดศึกปมเงิน สสส. ขณะที่ปม สตง.ตรวจสอบการใช้เงินไทยพีบีเอสถูกขุดกลับมาอีกครั้ง
4 ตุลาคม 2569 - กระแสถกเถียงกรณีการเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบจัดสรรเงินจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพสื่อ ภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้ที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับกองทุนออกมาแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ขณะที่ประเด็นการใช้เงินของหน่วยงานที่ได้รับเงินจากระบบดังกล่าว โดยเฉพาะ สสส.และไทยพีบีเอส ถูกหยิบกลับมาตั้งคำถามควบคู่กันไป
ร่างกฎหมายที่กำลังเป็นประเด็นมี 4 ฉบับ เกี่ยวข้องกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยสาระสำคัญอยู่ที่การยกเลิกกลไกนำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้หน่วยงานหรือกองทุน และเปลี่ยนมาใช้การจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ทั้งนี้ ร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส กฎหมายผู้สูงอายุ และกฎหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย เสนอโดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กับคณะ ส่วนร่างแก้ไขกฎหมาย สสส.เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ
เม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอครั้งนี้มีจำนวนไม่น้อย โดยมีการประเมินจากฐานการจัดสรรปัจจุบันว่า เงินของทั้ง 4 ส่วนรวมกันอยู่ในระดับประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี ประกอบด้วย สสส.ประมาณ 4,000 ล้านบาท ไทยพีบีเอสมีเพดาน 2,000 ล้านบาท ขณะที่กองทุนผู้สูงอายุและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติอยู่ในระดับกองทุนละประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขดังกล่าวทำให้การถกเถียงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องแหล่งเงินของไทยพีบีเอส แต่ขยายไปถึงโครงสร้างการใช้เงินจากภาษีสุราและยาสูบทั้งระบบ
‘ศุภชัย’ ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
นายศุภชัยออกมาชี้แจงหลังเกิดกระแสคัดค้านว่า การเสนอร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของภารกิจที่แต่ละองค์กรทำอยู่ แต่สิ่งที่ต้องการแก้ไขคือ “วิธีการได้มาซึ่งเงิน” จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากสุราและยาสูบส่งตรงให้แก่องค์กรหรือกองทุนโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มาเป็นการจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี
นายศุภชัยให้เหตุผลว่า แนวทางดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยเมื่อรัฐมีระบบงบประมาณที่ต้องผ่านการพิจารณาและตรวจสอบ การใช้เงินสาธารณะก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ส่วนสาเหตุที่เสนอแก้พร้อมกัน 4 ฉบับ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ามุ่งเป้าไปยังองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากจะใช้หลักวินัยการเงินการคลังก็ควรใช้กับหน่วยงานที่มีโครงสร้างเงินลักษณะเดียวกัน
ต่อมาเมื่อเกิดข้อโต้แย้งว่า หากยกเลิกเงินบำรุงดังกล่าวจะเท่ากับทำให้ผู้ประกอบการสุราและยาสูบจ่ายเงินลดลง นายศุภชัยชี้แจงเพิ่มเติมว่า แนวทางที่เสนอไม่ได้มีเป้าหมายลดภาระให้ผู้ประกอบการ โดยรัฐสามารถปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรองรับ เพื่อให้จำนวนเงินที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายโดยรวมยังคงเท่าเดิม เพียงแต่เงินจะเข้าสู่ระบบรายได้ของรัฐก่อนนำไปจัดสรรผ่านกระบวนการงบประมาณ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เมื่อถูกถามถึงการเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนกีฬา และไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ปฏิเสธที่จะตอบในประเด็นดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า วันนั้นมาประชุมเรื่องสถานการณ์ป้องกันภัยพิบัติ ก่อนออกจากวงสัมภาษณ์
6 องค์กรสื่อห่วงการเมืองแทรก
ขณะที่ฝั่งคัดค้าน ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดในส่วนของไทยพีบีเอสคือ หากเปลี่ยนจากเงินบำรุงที่กฎหมายกำหนดโดยตรงมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะกระทบต่อหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะหรือไม่ เพราะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและฝ่ายการเมืองจะต้องกลับไปของบประมาณจากระบบที่รัฐบาลและรัฐสภามีบทบาทในการจัดสรร
6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกแถลงการณ์ร่วม ยืนยันความจำเป็นของสื่อสาธารณะที่ต้องเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ การเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ พร้อมระบุว่าความเป็นอิสระทางการเงินมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ หากจะเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำเป็นต้องมีหลักประกันทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าไทยพีบีเอสจะมีรายได้เพียงพอ มั่นคง และไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจทางการเมืองในการเพิ่มหรือลดงบประมาณแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของ 6 องค์กรสื่อไม่ได้เรียกร้องให้คงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม โดยระบุด้วยว่าไทยพีบีเอสควรใช้โอกาสนี้ทบทวนบทบาท พันธกิจ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน โครงสร้างบริหาร การจัดสรรทรัพยากร และคุณภาพเนื้อหา พร้อมพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นถึงความแตกต่างระหว่างสื่อสาธารณะกับสื่อของรัฐและสื่อเชิงพาณิชย์ รวมถึงความคุ้มค่าของการใช้เงินสาธารณะ
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส โดยเห็นว่าความเป็นอิสระทางการเงินเป็นเงื่อนไขสำคัญของสื่อสาธารณะ หากงบประมาณต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในแต่ละปี อาจเกิดภาวะที่ผู้ถูกตรวจสอบมีอำนาจกำหนดทรัพยากรของผู้ตรวจสอบ แม้จะไม่มีการแทรกแซงโดยตรงก็อาจสร้างแรงกดดันต่อการทำหน้าที่ขององค์กรได้ พร้อมเรียกร้องให้ผู้เสนอถอนร่างดังกล่าว
‘กรณ์’ หนุนทบทวนระบบเดิม
อีกความเคลื่อนไหวที่ได้รับความสนใจในวันที่ 4 ต.ค. คือท่าทีของนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาสนับสนุนให้มีการทบทวนระบบเงินจากภาษีสุราและยาสูบ แต่ไม่ได้ให้การสนับสนุนข้อเสนอของรัฐบาลโดยปราศจากเงื่อนไข
นายกรณ์เห็นว่า เมื่อบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไป การตั้งคำถามว่าองค์กรหรือกองทุนที่ได้รับเงินในระบบเดิมยังใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์วัตถุประสงค์เดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ รวมถึงกรณีไทยพีบีเอสซึ่งก่อตั้งขึ้นในสภาพแวดล้อมของวงการสื่อเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันช่องทางรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนเปลี่ยนไปอย่างมาก
แต่ในอีกด้าน นายกรณ์ตั้งคำถามกลับไปยังรัฐบาลด้วยว่า หากจะอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังและนำเงินกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ รัฐบาลเองก็ต้องพิสูจน์ว่าการใช้งบประมาณของรัฐมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคุ้มค่า เพราะหากนำเงินออกจากกองทุนแล้วกลับไปอยู่ในระบบงบประมาณที่มีการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องวินัยการคลังแต่อย่างใด
‘บรรเจิด’ ห่วงทุนเหล้า-บุหรี่ได้ประโยชน์
ด้าน ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ นักกฏหมายออกมาโต้แนวคิดดังกล่าว โดยเฉพาะข้อเสนอที่ว่าเมื่อยกเลิกเงินบำรุงแล้ว รัฐสามารถออกกฎกระทรวงหรือปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อให้ผู้ประกอบการสุราและยาสูบจ่ายเงินเท่าเดิม
นายบรรเจิดเห็นว่า ระบบ Earmarked Tax หรือการกำหนดรายได้จากภาษีไว้สำหรับภารกิจเฉพาะมีเหตุผลรองรับ และไม่ได้ขัดหลักวินัยการเงินการคลัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากยกเลิกกลไกเงินบำรุงโดยที่การจัดเก็บทดแทนไม่สามารถทำได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ผลที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นว่าผู้ประกอบการสุราและยาสูบมีภาระลดลง ขณะที่ภารกิจของ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนกีฬาไม่ได้หายไป และรัฐต้องนำเงินงบประมาณจากแหล่งอื่นมารองรับแทน
ประเด็นดังกล่าวทำให้การถกเถียงเรื่อง 4 ร่างกฎหมายขยับจากคำถามเดิมว่า “ควรให้เงินเข้าสู่ระบบงบประมาณหรือไม่” ไปสู่คำถามเพิ่มเติมว่า หากยกเลิกเงินบำรุงแล้ว ภาระที่ผู้ประกอบการสุราและยาสูบจ่ายอยู่เดิมจะถูกจัดเก็บในรูปแบบใด และจะมีหลักประกันอย่างไรว่ารายได้ของรัฐจะไม่ลดลง
‘ป้ามล’ ชี้รัฐรับทุน สสส.ก้อนใหญ่
ขณะเดียวกัน การถกเถียงในส่วนของ สสส.ร้อนแรงขึ้นอีกด้าน หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินของกองทุนและตั้งคำถามถึงองค์กรภาคประชาสังคมหรือ NGO ที่ได้รับทุนสนับสนุน จนนางทิชา ณ นคร หรือ “ป้ามล” นักสิทธิเด็กและนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการ สสส.ในสัดส่วนภาคสังคม ออกมาเปิดเผยประสบการณ์จากการทำงานในบอร์ด
นางทิชาระบุว่า โครงสร้างกรรมการ สสส.ไม่ได้มีเฉพาะภาคประชาสังคม แต่มีผู้แทนภาครัฐระดับสูง โดยมีปลัดกระทรวงจากหลายกระทรวงร่วมอยู่ด้วย และประธานกรรมการคือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย พร้อมโต้กระแสที่มุ่งไปยัง NGO ว่า ผู้ที่เสนอขอทุนจาก สสส.ก้อนใหญ่ไม่ได้มีเฉพาะองค์กรภาคประชาสังคม แต่มีหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ขอรับงบประมาณด้วย
นางทิชายังวิพากษ์ถึงปัญหาสังคมและสุขภาพหลายเรื่องที่ภาคประชาสังคมต้องเข้าไปทำงานภายหลังนโยบายของรัฐสร้างผลกระทบ โดยยกตัวอย่างประเด็นเกี่ยวกับกัญชา กระท่อม และบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมตั้งคำถามถึงการกล่าวหา NGO ว่าเป็นผู้เข้าไป “ดูดเงิน” จาก สสส.เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่การใช้เงินของกองทุนมีภาครัฐเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและในฐานะผู้รับทุนเช่นกัน
‘หมอเอก’ สวนป้ามล จี้เปิดบัญชีให้หมด
หลังจากนั้น นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้นางทิชาในวันเดียวกัน โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดนางทิชาจึงทราบรายละเอียดว่า สสส.จ่ายเงินให้ใครเท่าใด พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมามีความพยายามขอข้อมูลผ่านคณะกรรมาธิการหลายชุด แต่ยังไม่ได้ข้อมูลในระดับที่สามารถนำมาตรวจสอบภาพรวมได้
นพ.เอกภพตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะการกระจายเงินของ สสส.ว่า อาจมีทั้งกลุ่มที่ได้รับเงินจำนวนมากและหน่วยงานจำนวนมากที่ได้รับเงินหลักหมื่นหรือหลักแสนบาท ซึ่งหากดูเพียงยอดรวมอาจทำให้ภาพคลาดเคลื่อนได้ จึงเสนอให้ สสส.เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินย้อนหลังตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบันในรูปแบบข้อมูลที่สามารถนำไปประมวลผลได้ เพื่อให้สังคมตรวจสอบว่าเงินถูกจ่ายให้ใคร โครงการใด และจำนวนเท่าใด
ข้อโต้เถียงระหว่าง “ป้ามล” กับ “หมอเอก” ทำให้ประเด็น สสส.ขยับจากข้อถกเถียงเรื่องโครงสร้างแหล่งรายได้ไปถึงเรื่องการเปิดเผยข้อมูลผู้รับทุน โดยฝ่ายหนึ่งชี้ว่าภาครัฐเองเป็นผู้รับเงินก้อนใหญ่ ขณะที่อีกฝ่ายเรียกร้องให้เปิดข้อมูลทั้งหมดออกมาเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเลขว่าเงินของกองทุนกระจายไปอยู่ที่ใครบ้าง
ขุดปม สตง.ตรวจไทยพีบีเอส
นอกจาก สสส.แล้ว ประเด็นการใช้เงินของไทยพีบีเอสก็ถูกหยิบกลับมาพูดถึงในช่วงที่มีการถกเถียงเรื่อง 4 ร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เข้าตรวจสอบการใช้จ่ายของไทยพีบีเอสเมื่อต้นปี 2569
รายงานข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า สตง.จัดทีมเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบหลายประเด็น หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหารควบคู่กับการได้รับค่าพาหนะเหมาจ่าย ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้างและการจ้างผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยมีประเด็นการจ้างบริษัทเอกชนรายเดียวผลิตรายการต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 รวมมูลค่ากว่า 36 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงวิธีการจัดจ้าง
ข้อมูลดังกล่าวถูกนำกลับมาใช้ตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสของไทยพีบีเอสอีกครั้งในช่วงการถกเถียงเรื่องแหล่งรายได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ สตง.ดังกล่าวเป็นกระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียนและการใช้จ่าย จึงยังต้องแยกออกจากการวินิจฉัยว่ามีผู้ใดกระทำผิดหรือไม่
ขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านการเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสเห็นว่า การตรวจสอบการใช้เงินกับการรักษาความเป็นอิสระทางการเงินเป็นคนละประเด็นกัน หากพบข้อบกพร่องในการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหาร ก็สามารถใช้กลไกตรวจสอบที่มีอยู่ดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของสื่อสาธารณะทั้งหมด
4 ร่างยังอยู่ขั้นรับฟังความเห็น
ท่ามกลางการตอบโต้ที่ขยายวงออกไปทั้งเรื่องความเป็นอิสระของสื่อ การใช้เงิน สสส. บทบาท NGO การตรวจสอบไทยพีบีเอส และภาระของผู้ประกอบการสุราและยาสูบ ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา โดยเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายก่อนเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป
จึงทำให้ช่วงเวลาที่เหลือของการรับฟังความคิดเห็นยังต้องจับตาว่า ข้อถกเถียงเรื่อง “ภาษีบาป” ซึ่งเริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีจัดสรรเงิน จะขยายไปสู่การเปิดข้อมูลการใช้เงินของทั้ง 4 องค์กร รวมถึงการทบทวนบทบาทและกลไกตรวจสอบของแต่ละหน่วยงานมากน้อยเพียงใด ก่อนที่ร่างกฎหมายจะเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาของรัฐสภา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ
แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป
ดร.อานนท์ ฟาดไทยพีบีเอสต้องยุบ ซัดใช้ 'ภาษีบาป' กันสบาย!
ดร.อานนท์ วิจารณ์ไทยพีบีเอส ชี้สื่ออิสระมีเต็มโซเชียล ไม่ต้องพึ่ง “ภาษีบาป” ตั้งคำถามจะมี TPBS ต่อไ
ภาษีบาปยังระอุ! นักกฏหมาย โต้ ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทน ทำไม่ได้จริง
เปลี่ยนเส้นทางภาษีบาปยังระอุ นักกฏหมาย โต้ออกกฎกระทรวงเก็บภาษีทดแทน ทำไม่ได้จริง ยัน Earmarked Tax สมเหตุสมผล ไม่ขัดหลักวินัยการเงินการคลัง
'กรณ์' ยก 'ไทยพีบีเอส' จี้รบ.ทบทวนบทบาทสื่อ ใช้เงินบาป ลั่นไม่ใช่ใครมีสิทธิใช้ภาษีนี้ตลอดไป
กรณ์ ชี้กรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ ไปเป็นงบปะมาณรายจ่ายประจำปี
โฆษกรัฐบาลยันไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน แค่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ
โฆษกรัฐบาล โต้ปมเงินเหล้า–บุหรี่ ย้ำไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน–ตัดภารกิจ แต่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ ชี้ร่างกฎหมายยังไม่บังคับใช้ มุ่งโปร่งใส–วินัยการคลัง
'ป้ามล' แฉยับภาครัฐขอใช้งบ สสส. มากกว่าเอ็นจีโอ
นางทิชา ณ นคร (ป้ามล) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ใน คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข

