นักวิชาการชำแหละ EIA เขื่อนพูงอย เผยทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้า "เขื่อนปากมูล" จะลดลง 41% ขณะที่ "แก่งตะนะ" แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังจะถูกท่วมในหน้าแล้ง-เครือข่ายเตรียมจัดใหญ่เวทีสาธารณะวิพากษ์ผลกระทบ
11 พฤษภาคม 2569 - ศ.ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ นักวิชาการจากศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยถึงผลการอ่านรายละเอียดในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment-EIA)ของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพูงอย (Phu Ngoy HPP) ซึ่งจะกั้นแม่น้ำโขงในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ประชิดพรมแดนไทยด้าน จ.อุบลราชธานี ว่าเขื่อนแห่งนี้ไม่ควรถูกสร้างขึ้น เพราะจะเพิ่มสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งบนแม่น้ำโขงสายหลัก และเพิ่มความเสี่ยงข้ามพรมแดนต่อประเทศไทย กระทบต่อแม่น้ำมูลและพื้นที่แก่งตะนะ สร้างความกังวลเรื่องน้ำเท้อและน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี คุกคามการอพยพของปลาและระบบประมง และอาจผลิตซ้ำบทเรียนความผิดพลาดทางสังคมและนิเวศจากเขื่อนปากมูล
ศ.ดร.กนกวรรณกล่าวว่า รายงาน EIA ระบุว่า เขื่อนพูงอยเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงในลาว โดยมีระดับน้ำกักเก็บเต็ม 98.00 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก) และมีพื้นที่กักน้ำยาวประมาณ 80 กม. ตั้งแต่กม.ที่ 851 ถึงกม.ที่ 931 ของแม่น้ำโขง ซึ่งรายงาน EIA ยังระบุอย่างชัดเจนว่า การดำเนินงานของเขื่อนพูงอยจะทำให้เกิดการท่วมขังของแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาตลอดแนวพื้นที่กักน้ำ รวมถึงแม่น้ำมูลในประเทศไทยบริเวณแก่งตะนะ และถือเป็นประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน
ศ.ดร.กนกวรรณกล่าวว่า ผู้พัฒนาโครงการคือ Charoen Energy and Water Asia Co., Ltd. ได้จัดทำเอกสารเพิ่มเติมชื่อ Supplementary Report: Response to concerned issues of Phou Ngoy Mekong Hydroelectric Power Project เมื่อเดือนพฤษภาคม 2023/2566 เพื่อตอบข้อกังวลที่หน่วยงานไทยหยิบยกขึ้นในการประชุมกับคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2022 ที่กรุงเทพฯ เอกสารนี้ระบุเองว่าเป็นเอกสารที่ผู้พัฒนาโครงการจัดทำให้ สปป.ลาว และ สปป.ลาว ส่งให้ประเทศสมาชิกพิจารณาเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าเท่านั้น เป็นเอกสารที่สะท้อนว่า ยังมีข้อกังวลสำคัญจำนวนมากจากฝั่งไทยที่ผู้พัฒนาโครงการต้องตอบ
“เมื่ออ่านรายงาน EIA และเอกสารเพิ่มเติมร่วมกัน ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ โครงการนี้ไม่ควรเดินหน้า เพราะเอกสารของโครงการเองยืนยันว่ามีผลกระทบข้ามพรมแดน มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำเข้าสู่แม่น้ำมูล มีความเสี่ยงต่อแก่งตะนะ มีผลต่อการดำเนินงานของเขื่อนปากมูล มีชุมชนไทยจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ศึกษา และยังมีข้อมูลหลายด้านที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมากในประบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า”นักวิชาการนักวิชาการจากศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กล่าว
ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า เอกสารเพิ่มเติมที่ผู้พัฒนาโครงการจัดทำขึ้นทำให้ข้อคัดค้านมีความหนักแน่นขึ้น โดยเมื่ออ่านรายงาน EIA และเอกสารเพิ่มเติมของผู้พัฒนาโครงการร่วมกัน ข้อสรุปสำคัญคือ เขื่อนพูงอยยังไม่ควรถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลคือ 1.รายงาน EIA ระบุชัดว่าโครงการมีผลกระทบข้ามพรมแดน และจะทำให้เกิดการท่วมขังตามแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา รวมถึงแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ
2.เอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่า แก่งตะนะจะถูกท่วมแม้ในฤดูแล้งภายใต้ระดับเดินเครื่อง +98 เมตร และมาตรการลดระดับน้ำถูกเสนอเฉพาะช่วงเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ปีใหม่และสงกรานต์
3.เอกสารเพิ่มเติมระบุว่า การเดินเครื่องเขื่อนพูงอยจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนปากมูลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 เมตร และอาจทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลลดลงประมาณ 41%
4.มีชุมชนไทยอย่างน้อย 12 แห่ง ประชากร 6,738 คน และ 2,091 ครัวเรือนอยู่ในพื้นที่ศึกษา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้น 5.เอกสารเพิ่มเติมยอมรับว่ายังต้องมีข้อมูลฐานระดับครัวเรือนเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบต่ออาชีพประชาชน และข้อมูลด้านระบบนิเวศ คุณภาพน้ำ และผลกระทบอื่น ๆ ยังต้องปรับปรุงในกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า
6.ทั้ง EIA และเอกสารเพิ่มเติมยืนยันว่าพื้นที่โครงการเป็นระบบนิเวศปลาที่สำคัญ โดยพบปลา 162 ชนิดจาก 27 วงศ์ และปลาจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการอพยพ โดยเฉพาะกลุ่มปลาขาวที่มี 110 ชนิด หรือประมาณ 68% ของชนิดปลาที่พบ
“ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จุดยืนเชิงนโยบายที่หนักแน่นที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการขอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่ดีขึ้น แต่คือการไม่ควรสร้างเขื่อนพูงอย การปกป้องแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลจำเป็นต้องหยุดโครงการเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขงสายหลัก เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาไทย ให้ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ยอมรับความรู้ท้องถิ่นและความรู้ของผู้หญิง และปรับทิศทางพลังงานไปสู่ทางเลือกที่ไม่ทำลายความเชื่อมโยงของแม่น้ำ ระบบประมง และวิถีชีวิตของชุมชน”ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าว
ด้านไพรินทร์ เสาะสาย ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ Rivers and Rights กล่าวว่า โครงการเขื่อนภูงอย บนแม่น้ำโขงสายหลักแห่งที่ 5 ที่บริษัทเอกชนของไทยที่เป็นผู้พัฒนาโครงการหลักและมีความพยายามผลักดันที่ให้เกิดกระบวนการแจ้ง ปรึกษาหารือ และข้อตกลงร่วมหน้า(PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขงปี ปี 2563 แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งภาคประชาชนไทยยังมีคำถามสำคัญว่า กระบวนการ PNPCA คือใบอนุญาตสำคัญของการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลัก ท่ามกลางการสร้างวาทกรรมว่า เขื่อนไฟฟ้ายังถูกเรียกว่าพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและราคาถูกสำหรับภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนและผลกระทบด้านชีวิตของชุมชนโดยเฉพาะประชาชนในสปป.ลาวที่ถูกโยกย้ายถิ่นฐานจากโครงการหลายหมื่นคนที่ยังไม่สามารถมีชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีดังเดิมได้
“ปัจจุบันทางเลือกในการจัดหาพลังงานที่สะอาด ต้นทุนน้อย และใช้เวลาในการก่อสร้างที่สั้นกว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่มีมากมายและราคาถูกกว่าค่าไฟฟ้าจากเขื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอำนาจให้ประชาชนสามารถที่จะผลิตพลังงานได้เช่นนโยบาย Solar Rooftop ที่ภาคประชาชนกำลังผลักดันอยู่จึงเป็นทางเลือกสำคัญของการจัดหาพลังงานและควรลดการพึ่งพาพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านในภาวะวิกฤตทางพลังงานและการเมืองเชิงภูมิศาสตร์ในตอนนี้”ไพรินทร์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง จัดเวทีสาธารณะ “สามปีเขื่อนพูงอย: ข้อเท็จจริง ผลกระทบ และคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง”ขึ้นที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวเปิดเวที และนายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จะพูดถึง “นโยบายการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง”
หลังจากนั้นเป็นการเสวนาในหัวข้อ “การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของเขื่อนพูงอย และข้อกังวลของประชาชน” ซึ่งวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ผู้เชี่ยวชาญชาญด้านไฟฟ้าพลังน้ำ ความปลอดภัยเขื่อน อุทกวิทยา สทนช.,รศ.ดร.พีรธร บุณยรัตพันธุ์ ปรึกษาอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ-สังคม ภายใต้คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย,นายมนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง,ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกตุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ,นางสมปอง เวียงจันทร์ สมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล และนายนิกร วีสเพ็ญ มูลนิธิเจ้าคำผง
ส่วนช่วงบ่ายจะมีเวทีอภิปรายผลกระทบจากโครงการเขื่อนพูงอย และกระบวนการ PNPCA โดยวิทยากรประกอบด้วย ดร.วินัย วังพิมูล ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สทนช.,ผศ.ดร.สิตางศ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ,นางสาวไพรินทร์ เสาะสาย มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ,นายพงศกร จุฬา กลุ่มชาติพันธุ์บรู บ้านเวินบึก,นางบุญทัน เพ็งธรรม เครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติชุมชนอุบลราชธานี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โรงแรมฟอร์จูน นครพนมฯ ร่วมสนับสนุนงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ประจำปี 2568” อย่างยิ่งใหญ่
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม ได้มีพิธีเปิดงาน บวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ประจำปี 2568 ซึ่
'อนุทิน' ลั่น! พร้อมรบ ขอให้มั่นใจทหาร หากจำเป็นพร้อมตัดน้ำ-ไฟ-อินเตอร์เน็ต กัมพูชา ทันที
'อนุทิน' มอบนโยบายป้องกันน้ำท่วม 3 จว.อีสานใต้ เน้นป้องกันเชิงรุก ย้ำแจ้งเตือนต้องเร็ว ส่วนปัญหาขัดแย้งไทย - กัมพูชา หากจำเป็นพร้อมตัดน้ำ - ไฟ - อินเตอร์เน็ต ทันที ขอ ปชช.ให้มั่นใจทหารจะไม่ให้ใครรุกล้ำอธิปไตย ลั่น หากถึงจุดนั้นพร้อมรบด้วย
'ไชยชนก' ลั่น! อย่าเอาเรื่องปรับครม. มารกสมอง มองคนไทยสามัคคีจะเกิดพลังมหาศาล
'ไชยชนก' ชี้ ท้องถิ่นมีหน้าที่ดูแลปชข.อย่าเอาเรื่องปรับครม. มารกสมอง ให้เอาเวลามานั่งคิดดูว่าเราทำทุกอย่างที่เราทำได้แล้วหรือยัง ย้ำต้องสร้างความตื่นตัว แต่ไม่ตระหนก หลังพื้นที่มีภัยมั่นคง-ธรรมชาติ มองคนไทยสามัคคีพร้อมปกป้องชาติหากใช้ตรรกะเดียวกัน
ข่าวดี! สมัครด่วน อบรมทำงานโลจิสติกส์ฟรี
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดตั้ง “สถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA)”
นายกฯแพทองธาร กล่าวถ้อยแถลงไทยยึดหลัก 3 ข้อ เสริมสร้างประชาคมลุ่มน้ำโขง
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) ของการประชุมระดับสุดยอดผู้นำ ครั้งที่ 8 แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)
เช็กเลย! 'สถานการณ์น้ำ' ภาพรวมทั้งประเทศ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ เวลา 7.00 น. ดังนี้ 1.ปริมาณฝนสะสม 24 ชม. สูงสุด

