ศึกซักฟอกเปิดฉาก! ฝ่ายค้านจัดชุดใหญ่ ล็อกเป้าเชือด 'ขั้วสีน้ำเงิน' ดักทางยุบสภาฯ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นกลไกตรวจสอบที่สำคัญที่สุดในระบบรัฐสภา แต่ในเชิงการเมืองคือ "เวทีชำแหละแผลเปื่อยของรัฐบาล" และเป็น "พื้นที่โชว์ศักยภาพฝ่ายค้าน"

การเตรียมเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล รอบนี้ "ฝ่ายค้าน" นำโดย พรรคประชาชน วางยุทธศาสตร์แบบขย่มขวัญด้วยการผสมผสานทั้ง มาตรา 152 (อภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะโดยไม่ลงมติ) และมาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ)

โดยฝ่ายค้านได้มอบหมายให้ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นหัวเรือใหญ่ในการรวบรวมรายชื่อ และจัดทำเนื้อหาญัตติอภิปรายร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้าน เลือกที่จะยังไม่เปิดเผยวันยื่นญัตติที่แน่ชัด เพื่อป้องกันไม่ให้ 'นายกรัฐมนตรี' ชิง "ยุบสภา หนีการซักฟอก" เพราะตามกฎหมายเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้าสู่สภาฯ เรียบร้อยแล้ว นายกรัฐมนตรีจะไม่สามารถประกาศยุบสภาฯ ได้จนกว่าการอภิปรายและลงมติจะเสร็จสิ้น

สำหรับกลยุทธ์จัดเต็มแบบเปิดศึก 2 เด้ง ควบรวม ม.152 และ ม.151 ฝ่ายค้านเดินหน้ายื่นทั้ง 2 มาตราเพื่อขยายกรอบการตรวจสอบ โดยใช้มาตรา 152 เพื่อปูทางและตีแผ่ภาพรวมความล้มเหลวในการบริหาร จากนั้นตอกหมัดเด็ดด้วยมาตรา 151 (ถือเป็น "เครื่องมือใหญ่ที่สุด" ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน) เพื่อลงมติเชือดรายบุคคล

โดยล็อกเป้าพุ่งตรงไปที่ "ขั้วสีน้ำเงิน" และแกนนำ พรรคภูมิใจไทย อย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อถล่มจุดแข็งทางการเมือง

เป้าหมายหลักและหมัดเด็ดของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จะนำมาปล่อยหมัดน็อกใส่รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเชิงลึก "ขบวนการฮั้ว สว." เน้นพุ่งเป้าไปที่ข้อสงสัยการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

การนำข้อมูลเส้นทางการติดต่อ เอกสารสอบสวน และเบาะแสการเงินที่เชื่อมโยงระหว่าง "แกนนำ/คนใกล้ชิดในพรรคภูมิใจไทย" กับกลุ่มผู้สมัคร สว. ออกมาเปิดแผลกลางสภาฯ

ที่มุ่งชี้ให้เห็นพฤติการณ์จัดตั้งบล็อกโหวต เพื่อ "กินรวบสภาฯ สูง" และขยายผลว่าเข้าข่ายกระทำการล้มล้างการปกครองหรือแทรกแซงองค์กรอิสระหรือไม่

การขยายอิทธิพลของเครือข่ายการเมือง และพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน"

ข้อสงสัยการทุจริตเชิงนโยบายและโครงการรัฐ การเปิดแผลโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงดีอี (ภายใต้การนำของ นายไชยชนก ชิดชอบ)

เช่น โครงการ TH-AI Passport (งบประมาณราว 1,600 ล้านบาท) และปมความไม่โปร่งใสในการจัดสอบท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของเงินภาษี และการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือเครือข่ายอุปถัมภ์

นโยบายและแผลเศรษฐกิจ ที่พร้อมขย้ำรัฐบาลถึงปัญหาความล้มเหลวในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ปัญหาค่าครองชีพ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตเชิงโครงสร้าง

การรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะถูกฝ่ายค้านล็อกเป้าเป็นผู้ถูกซักฟอกหลัก รวมกับพรรคภูมิใจไทย ต้องอาศัยเสถียรภาพเสียงในสภาฯ จากฝั่งขั้วรัฐบาล เพื่อให้เสียงสนับสนุนเกินครึ่ง และเพื่อไม่ให้เกิดโอกาสที่จะแพ้โหวตในสภาฯ จนต้องพ้นจากตำแหน่ง

และจากประสบการณ์การ ไหลลื่นของนายอนุทินที่มีความเก๋าเกม มีสไตล์การตอบโต้แบบมีชั้นเชิงโวหาร ดักทาง และลดความตึงเครียดในสภาฯ ได้ดี ช่วยลดแรงกระแทกจากฝ่ายค้านได้

แต่จุดอ่อนที่จะโดนฝ่ายค้านนำมาเล่นงานในศึกซักฟอกก็มีด้วยเช่นกัน ชะตากรรมที่จะผูกติดกับข้อกล่าวหา ฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าโจมตีเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ซึ่งจะเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อภาพลักษณ์ค่อนข้างสูง

ระยะเวลาบริหารงานที่ยังน้อย การเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน ทำให้การชี้แจงอ้างอิง ผลงานเชิงประจักษ์ เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาทำได้จำกัด ขณะที่ฝ่ายค้านพร้อมขุดแผลการทำงานมาดิสเครดิต

เป้าหมายกระแสสังคมของฝ่ายค้าน แม้รัฐบาลจะชนะเสียงในสภาฯ แต่หากฝ่ายค้านกางหลักฐานมัดแน่น ความศรัทธาและความน่าเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อตัวนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยอาจจะลดลงตามไปด้วย

แม้สนามซักฟอกครั้งนี้ ตัวเลขเสียงในสภาฯ คือเกราะป้องกันของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็จริง แต่การชี้แจงให้คลายข้อสงสัยต่อสายตาประชาชนภายนอกสภาฯ คือ โจทย์ที่ยากและสำคัญที่สุด

หากฝ่ายค้านเปิดแผลทุจริตได้ชัดเจน ผลลัพธ์จะไปกดดันต่อภาพลักษณ์รัฐบาล และอาจนำไปสู่การปรับ ครม.หรือจุดชนวนวิกฤตความเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลในระยะยาว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

WHOจี้‘อนุทิน’ คงสถานะสสส. มหิดลร่วมหนุน

WHO ส่ง จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ  อนุทิน หนุนรัฐบาลไทยคงเสถียรภาพการเงินการคลังของกองทุน สสส. แนะคงภาษีเหล้า-บุหรี่   อธิการบดีมหิดลเห็นพ้อง แนะรัฐบาลเปลี่ยนท่าทีฟังเสียงประชาชน    

‘นายกฯ’มั่นใจ GDPเกิน2.1% ยกระดับลงทุน

“อนุทิน” มั่นใจ GDP ปีนี้โตเกิน 2.1% ได้ลงทุน-ส่งออก-จ้างงานหนุน ไทยวางตำแหน่งไม่แข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟราคาถูก หรือรับงานประกอบสินค้าเพื่อรับเพียงค่าจ้าง

ส่อแห้ว‘ซักฟอก’! ‘อนุทิน’ยันหาวันอภิปรายใหม่ยาก/แบไต๋‘กล้าธรรม’

"อนุทิน" เผยเป็นเรื่องยากเคาะหาวันอภิปรายไม่ไว้วางใจใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าเหมาะสมสะดวกที่สุดแล้ว โยน "ปธ.สภาฯ" ตัดสินใจกำหนดวัน ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 หากประเทศประชาชนได้ประโยชน์ บอกการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด ยันพรรคร่วมฯ ไร้คลื่นใต้น้ำ

เสียจังหวะ“ซักฟอก”ใครได้ประโยชน์ “สีน้ำเงิน”แขวนเกม“ดีลการเมือง”

“พรรคประชาชน” คงหงุดหงิดเป็นธรรมดา ที่ไม่สามารถต่อรองอะไรได้ตามใจอยาก ในกระบวนการการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวันอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยืนยันกรอบเวลา

สต๊อกนํ้ามันล้น จนต้องส่งออก!

นายกฯ อนุทินแจงสถานการณ์พลังงาน ไร้ปัญหาน้ำมันขาดแคลน สต๊อกในประเทศล้นจนต้องอนุมัติส่งออก ชี้ผลกระทบมีเพียงเรื่องราคาผันผวนตามตลาดโลก พร้อมเดินหน้านโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงาน หนุนหันพึ่งไฟฟ้า-โซลาร์รูฟท็อป เตรียมถกลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 ลดการพึ่งพาให้น้อยที่สุด