ประเด็นปัญหาร่วมของประชากรโลกที่ถูกกระทำจากแก๊งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือสแกมเมอร์ คือการสูญเสียเงินทองอย่างมหาศาลของผู้ถูกหลอกลวง หลายประเทศออกมาตรการป้องกันเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาปัญหา แต่ยังไม่รื้อทำลายเครือข่ายนี้ได้สำเร็จ
กระทรวงการต่างประเทศพยายามผลักดันวาระ “ความรับผิดชอบร่วมของรัฐ” โดยเฉพาะประเทศซึ่งปล่อยให้อาชญากรรมใช้เป็นฐานกระทำความผิด ต้องแก้ไขปัญหาหรือรับผิดชอบอย่างไรต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเสนอให้มีการถกเถียงในเวทีของสหประชาชาติ เพื่อแสวงหาแรงกดดันเพิ่ม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวทางดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่ประเทศกัมพูชา ที่ปล่อยให้พื้นที่ชายแดนติดกับไทยเป็น “ฐานสแกมเมอร์”
ถ้าไม่มีการสู้รบเมื่อปี 2568 โลกไม่มีทางได้เห็น “แดนนรก” ในพื้นที่ 500 กว่าไร่ เมืองโอร์เสม็ด ฝั่งตรงข้ามจุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ภายใน 29 อาคารหลัก จาก 157 อาคาร เป็นที่ทำงานของมนุษย์ ที่ถูกทำให้เป็น “เครื่องจักรแห่งความหลอกลวง”
ในช่วงแรก เหล่าบรรดา “จีนเทา” ชิมลางด้วยการเช่าพื้นที่อาคารกาสิโนของลียงพัด หรือพัด สุุภาภา และลิม เฮง นักธุรกิจและนายทุนพรรคประชาชนกัมพูชา ประกอบกิจกรรมนอกกฎหมาย ก่อนขยายอาณาเขตสร้างเมืองแบบครบวงจร ทุ่มเงินมหาศาลทำโครงสร้างพื้นที่รองรับ หวังใช้เป็นฐานบัญชาการแบบปักหลักยาว
ในช่วงการสู้รบรอบ 2 ทหารไทยเข้าควบคุมพื้นที่ไว้ทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงทางยุทธวิธีที่ฝ่ายกัมพูชาจะใช้อาคารเหล่านั้นเป็นที่กำบังทางทหาร ปล่อยโดรนโจมตี และเป็นฐานยิงเข้ามาฝั่งไทย
ทำให้ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. หลังกองกำลังสุรนารีผลักดันผู้ที่อยู่ภายในพื้นที่ออกไปทั้งหมด และได้เข้ายึดพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ มีการวางกำลังรอบอาณาบริเวณ วางรั้วลวดหนามและติดกล้องวงจรปิด จึงได้เห็นภาพความจริงของสแกมเมอร์ที่ซ่อนตัวอยู่
ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC ได้นำกลุ่ม องค์กร และสื่อมวลชน ลงพื้นที่เพื่อให้เห็นหลักฐานความเลวร้ายที่เกิดขึ้น
หวังใช้เป็นช่องทางในการสื่อให้โลกได้เห็นสิ่งที่ “กัมพูชา” ปล่อยให้ใช้พื้นที่ของตัวเองหลอกลวงทางเทคโนโลยี มีเหยื่อคนไทย มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย บราซิล แม้กระทั่งอเมริกัน ตกเป็นเหยื่อมาแทบทั้งสิ้น
ความพยายามในการสื่อสารเรื่องดังกล่าวออกไป พร้อมกับการแก้ข้อกล่าวหาของกัมพูชา ที่ป่าวประกาศบอกโลกว่าไทยรุกล้ำยึดครองดินแดนของตัว จะทำให้สังคมโลกเข้าใจ และร่วมมือกดดันกัมพูชาได้แค่ไหน ยังเป็นแค่ความคาดหวัง
เพราะหลังจาก “รังแตก” ไปเมื่อปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา การข่าวระบุว่า มีการย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของไทย และมีการกระจายตั้งเป็นจุดต่างๆ ในลาว เวียดนาม หรือแม้กระทั่งในประเทศไทยก็พบร่องรอย “เซลล์”เคลื่อนไหวอยู่เหมือนกัน สะท้อนให้เห็นว่าสแกมเมอร์ไม่ได้สูญพันธุ์เพราะการทำลายฐานที่ตั้ง ซึ่งเป็นอาคาร สถานที่
มีรายงานว่า บอสใหญ่มีการย้ายไปตั้งที่เขตบริหารพิเศษ “เฮงเซง” บริเวณชายแดนประเทศเมียนมา ตรงข้ามกับบ้านวาเลย์ใต้ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ของประเทศไทย (ขยับขึ้นมาจากเมืองพญาตองซูและแม่สอด) ซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของชนกลุ่มน้อย
ในพื้นที่ประกอบด้วย กลุ่มอาคารขนาดใหญ่ มีทั้งบ่อนกาสิโน สถานบันเทิงครบวงจร และที่พักอาศัย ซึ่งปัจจุบันถูกขยายเฟสอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นการใช้ประเด็น “สแกมเมอร์” ในการกดดัน หรือตอบโต้กัมพูชา จึงเป็นเพียงการย้ำเรื่อง “รัฐที่ขาดความรับผิดชอบ” ไร้ความชอบธรรม และไร้ความน่าเชื่อถือที่ปล่อยให้มีฐานสแกมเมอร์ขึ้นมา ยังไม่ใช่ปัจจัยกดดันที่จะทำให้ “กัมพูชา” กลับมาแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งทั้งหมด
เพราะปฐมเหตุของการสู้รบคือ เรื่อง “เขตแดน” ที่ยังตกลงกันไม่ได้ และเป็นปัจจัยที่รัฐบาลไทยไม่พร้อมที่จะหยิบยกขึ้นมาในช่วงคะแนนนิยมทุกด้านลดลง
เพราะอย่าลืมว่า ประเด็นดังกล่าวเป็น “เหรียญสองด้าน” ที่มีทั้งคุณและโทษ
ในอดีตประเด็นนี้เคยช่วยรัฐบาลให้ได้รับคะแนนนิยมจากกระแส “รักชาติ” แต่ในทางตรงกันข้าม ก็พร้อมเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบขึ้นมาโจมตี
จึงเหมือน “ไฟต์บังคับ” ที่รัฐบาลต้อง “แขวน” ปัญหานี้เอาไว้ก่อน
ปล่อยให้กระทรวงการต่างประเทศใช้กลไกราชการคุมสภาพเอาไว้ เลยไปถึงติดตามความคืบหน้าในเรื่อง UNCLOS ตามไทม์ไลน์ที่กำหนด ส่วนการแต่งตั้งประธานเจบีซี ยังไม่มีการดำเนินการ เนื่องจากยังไม่มีการคืนความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ
อีกทั้งยังไม่มีสัญญาณของฝ่ายกัมพูชาที่จะแสดงความจริงใจในความร่วมมือแก้ไขปัญหาตามที่กำหนดไว้ใน Joint statement และยังให้ข้อมูลโจมตีไทยในหลายเวทีอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ "สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว" รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ ต้องทำงานหลายหน้าที่ นอกจากต้องติดตามประเด็นสันติภาพในเมียนมาแล้ว ยังต้องเดินหน้างาน “ดับไฟใต้” ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษอีก
ส่วนกองทัพยังคงใช้กำลังในการตรึงพื้นที่ และยังหมุนเวียนกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 และ 3 มาสลับสับเปลี่ยน เพราะทหารกัมพูชายังมีความเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน หากเป็นเช่นนั้น “กัมพูชา” ก็จะขยับซึมพื้นที่เข้ามาเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในอดีต
สถานการณ์ไทยและกัมพูชาในขณะนี้จึงเหมือนถูก “แช่แข็ง” ปล่อยไปตามสถานการณ์ว่าจะพัฒนาไปทิศทางใด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' โผล่คอมเมนต์ ตอก 'วิโรจน์' เลิกสันดาปพูดเองเออเอง หลังโพสต์เย้ยภูมิใจไทยงับเบ็ดเลข 229
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เข้าไปคอมเมนต์เพจเฟซบุ๊กสื่อหนึ่ง ซึ่งมีการโพสต์ภาพและคำพูดของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ที่ระบุช่วงหนึ่งว่า “สมมุติผมพิมพ์เลข 229 แล้วเอามาโชว์ให้คุณดู ถ้าตัวเลขนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ คุณก็แค่อาจจะงงๆ แล้วก็ผ่านไป
'ธรรมนัส' ยันสัมพันธ์ 'อนุทิน' เป็นเพื่อนกัน ยอมรับมีพบปะประสานงานบางเรื่อง
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงทิศทางการลงมติร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2-3 ว่า ต้องเข้าใจก่อนว่างบฯ ปี 70 สมัยแรกที่ทำตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีของกระทรวงที่ตนกำกับดูแลก็มาจากแผนในขณะนั้น ในขั้นของกรรมาธิการที่มีการตัดออกไปบางส่วน
วัดใจ 'อนุทิน' ชิง ‘ตัดไฟต้นลม’ ปิดทาง เติมพลัง 'ม็อบสนธิ’
‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายใต้แนวคิด “ทวงประเทศไทยคืนมา”
กังขางบลงทุนไม่ถึง20%
สภาถกงบ 70 วันแรกเรียบร้อย “อนุทิน” บอกเป็นการเมืองสร้างสรรค์ “ไหม” ลั่นหากไม่มีการปรับแก้ไขพรรคส้มคงต้องโหวตคว่ำ
โปรดเกล้าฯ นายกฯ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
"ไตรศุลี" เผยกำหนดการนายกฯเดินทางไปนอร์เวย์ช่วงค่ำวันนี้ พร้อมมอบ "เอกนิติ" พร้อมคณะรัฐมนตรี ชี้แจง พ.ร.บ.งบฯ 70 ต่อสภาในประเด็นสำคัญให้ครบถ้วน
'สนธิ' เตรียมลงถนน จับตา 14 ก.ย.ก่อนเคาะวัน
“สนธิ” เปิดแผนเคลื่อนไหว “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” วิจารณ์รัฐบาล “อนุทิน” ไล่ปมเขากระโดง-ฮั้ว สว.

