กังขางบลงทุนไม่ถึง20%

สภาถกงบ 70 วันแรกเรียบร้อย “อนุทิน” บอกเป็นการเมืองสร้างสรรค์ “ไหม” ลั่นหากไม่มีการปรับแก้ไขพรรคส้มคงต้องโหวตคว่ำ “วีระ” แฉ 4 กระทรวงมีเงินนอกงบประมาณอื้อแต่หวงไว้ เตือนระวังกับดักหนี้-กับดักงบประมาณ “มาร์ค” ซัดงบประมาณผิดรัฐธรรมนูญเหตุงบลงทุนไม่ถึง 20% กมธ.โต้ทำถูกทุกประการ “เท้ง” ชง 3 ข้อเสนอถึงยกมือให้ บอกต่อไปจัดทำงบรัฐบาลต้องใช้มาตรา 165 ขอความเห็นผู้แทนประชาชนก่อน

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 2569 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว 41 มาตราในวาระ 2 และ 3 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าประชุมสภา โดยระบุว่ามาร่วมฟังการอภิปรายงบประมาณปี 2570 ให้มากที่สุดในช่วงที่ยังไม่เดินทาง และจะมาใช้สิทธิลงมติเป็นรายมาตรา

ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมว่า เป็นไปด้วยดี มีการให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น ซึ่งรัฐบาลก็รับฟังทั้งฝ่าย กมธ.และฝ่าย สส. ตรงไหนที่เป็นประโยชน์ต้องนำกลับไปประยุกต์ดำเนินการ ถือเป็นการเมืองสร้างสรรค์

ขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประชุม สส.ก่อนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ โดยนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค พท.ได้กำชับว่า  เราเป็นรัฐบาล เราก็มีหน้าที่ลงมติของรัฐบาล ซึ่งต้องขอความร่วมมือและแจ้งเตือนสมาชิก เพราะนี่หมายถึงชีวิต  ขอให้ทุกคนมีความตั้งใจและร่วมมืออย่างเต็มที่

ส่วน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวก่อนการประชุมว่า  ท้ายที่สุดในวาระ 2 หากไม่สามารถปรับแก้อะไรได้อีก ตัวงบประมาณไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แถมยังมีการปรับลดปรับเพิ่มที่ไม่เห็นด้วยอีก คงต้องโหวตไม่เห็นด้วยเหมือนเดิม

และในเวลา 09.00 น.ได้เริ่มการประชุมสภา โดยนายเอกนิติได้นำเสนอว่า ให้ความสำคัญกับการดำเนินภารกิจเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตอบสนองต่อความท้าทายต่างๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยมีการปรับลดงบประมาณ 11,162 ล้านบาท ส่วนการเพิ่มงบประมาณนั้น กมธ.ได้พิจารณาเพิ่มงบประมาณตามความเหมาะสมจำเป็น ให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน เช่นงบกลาง ซึ่งตนและ กมธ.ยินดีตอบข้อซักถาม

จากนั้นเป็นการพิจารณาเรียงมาตรา โดย น.ส.ศิริกัญญาในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อยอภิปรายในมาตรา 4 งบรายจ่ายปี 2570 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท ว่าขอปรับลดงบ 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของเงินสำรองที่ต้องทำตามมาตรา 72 ที่ให้ตั้งงบประมาณไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำปี เพื่อส่งเข้าบัญชีเงินสำรองจนให้มีมูลค่ากองทุนเกิน 3 เท่าของงบประมาณบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ส่วนนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ภาพรวมงบลงทุนที่มีปัญหา นอกจากการลดงบรายจ่ายลงทุนแล้ว ยังพบความบิดเบือน จงใจเลี่ยงข้อกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ที่กำหนดให้ต้องมีงบลงทุนอย่างน้อย 20% เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย คือผ่านตามกฎหมายสไตล์ศรีธนญชัย และพบว่านักการเมืองและข้าราชการปั้นโครงการเพื่อจัดสรรให้ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ขณะที่ผู้รับเหมาชั้นธรรมดาหรือผู้ประกอบการตายเรียบ

เตือนติดกับดัก

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. อภิปรายถึงการสงวนความเห็นในมาตรา 4 ว่า การจัดทำงบประมาณปีนี้เป็นสภาพจำยอมแบบมัดมือชก เพราะไม่สามารถจัดทำให้ดีกว่านี้โดยไม่ผิดกฎหมาย ตอนนี้เราติดกับดักงบประมาณ และเมื่อพิจารณาร่วมกับเราติดกับดักหนี้สาธารณะที่ทุกคนเป็นห่วง ท้ายที่สุดในระยะอันใกล้นี้เราคงหนีไม่พ้นกับดักทางด้านการคลัง ที่นำไปสู่วิกฤตการเงินการคลังและวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ปัจจัยหลักเกิดจากปัจจัยภายในของเราเอง ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก

นายวีระกล่าวอีกว่า ข้อมูลที่น่าตกใจมากกว่านั้น แม้เรามีเงินนอกงบประมาณในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเงินหมุนเวียน แต่เงินที่หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของเงินนอกงบประมาณยินยอมนำมาสมทบกับงบประมาณประจำปีโดยเฉพาะในปี 2570 สมทบมาแค่ 9.5 หมื่นล้านบาทจากยอดค้าง 4 ล้านล้านบาท เท่ากับเงินสมทบปี 2570 คิดเป็นแค่ 2.5% โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงคมนาคม คือตัวอย่างของหน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณจำนวนมาก แต่ไม่ยอมนำเงินมาสมทบ

 ต่อมาเวลา 10.15 น. ร.อ.ท.ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายว่า ในมิติครุภัณฑ์มีปัญหาหลายอย่าง ซื้อของซ้ำซ้อน ราคาไม่มีมาตรฐาน และหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานสืบราคาจากเอกชนที่ไม่เป็นผู้ประกอบการโดยตรง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายขอปรับลดงบประมาณ มาตรา 4 ลง 10% เพราะกังวลว่าการตั้งงบประมาณจะนำไปสู่การคอร์รัปชัน และมีสิ่งที่ไม่สบายใจคือ เงินแบงก์พันหายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งพัวพันกับเงินเทา เงินพนัน เงินสินบน เงินใต้โต๊ะ และเงินซื้อเสียงนักการเมือง

จากนั้นเวลา 10.47 น. นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายในมาตรา 4 ว่า เสนอให้ปรับลดงบโดยรวม 10% เพื่อเปิดช่องให้ ครม.นำเงินส่วนที่ปรับลดไปนั้นกลับไปจัดสรรใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งโจทย์สำคัญมีด้วยกัน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การศึกษา 2.สังคมสูงอายุ 3.หนี้ครัวเรือน 4.ประสิทธิภาพการผลิต และ 5.การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ปชป. อภิปรายว่า ขอเสนอตัดงบในภาพรวม 1.5 แสนล้านบาท เพราะมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาประเทศ รวมถึงเป็นปีที่รัฐบาลมีพระราชกำหนดกู้เงิน ทำให้จะมีเงินเติมในระบบอีก 2 แสนล้านบาท โดยงบประมาณปีนี้ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญว่าด้วยการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งกำหนดให้มีงบรายจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของบประมาณ แต่งบประมาณที่ถูกเสนอ รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียดเกิน 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับการขาดดุลเกินมาเพียง 1.7 พันล้านบาท

มาร์คข้องใจงบลงทุน

 “งบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินตั้งไว้ 1 แสนล้านบาท บอกว่ามี 6 หมื่นล้านบาท คือรายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบฉุกเฉินไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ ไม่มีสถานที่ เรื่องดังกล่าวจะติดตาม เพราะงบแสนล้านบาทที่นายกฯ หรือ ครม.อนุมัติ จะดูว่ามีเจตนาเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และใช้งบกลาง 60% เพื่อรายจ่ายลงทุน หากไม่ใช่แปลว่าผิดกฎหมาย”

ขณะที่นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. ชี้แจงยืนยันว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ จากนั้นที่ประชุมลงมติในมาตรา 4 เห็นด้วย 281 เสียง ไม่เห็นด้วย 133 เสียง งดออกเสียง 46 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

ต่อมามีการพิจารณามาตรา 6 งบกลาง 693,880,000,000 บาท โดย น.ส.ศิริกัญญาอภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ส่วนแรกเป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและจำเป็น 38,000 ล้านบาท และส่วนที่สองรายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจ 12,000 ล้านบาท เพราะสภาเพิ่งพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท จึงคิดว่าจะเกิดการซ้ำซ้อนกับงบประมาณ 12,000 ล้านบาทหรือไม่ คงต้องตัดอันใดอันหนึ่ง

ขณะที่นายวีระกล่าวว่า ตอนที่พิจารณางบรายจ่ายมีรายการที่ไม่สามารถตัดทอนได้เยอะมาก จึงขอเสนอให้ฟรีซการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เหลือพื้นที่ที่ใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ที่สุด เมื่อพูดแบบนี้ข้าราชการคงไม่พอใจ แต่พูดความจริง รัฐบาลที่กำลังมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็ต้องเสียสละ เชื่อตอนลงมติท่านก็เอาตาม กมธ.เสียงข้างมากอยู่ดี ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเราเหมือนกัน

จากนั้นเวลา 12.05 น. นพ.วรงค์ได้อภิปรายขอเสนอแปรญัตติตัดลดงบลง 10% จากยอดรวมที่ตั้งไว้ โดยมุ่งเป้าไปที่หมวดเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยเฉพาะการเร่งรัดอนุมัติโครงการประกันภัยพิบัติให้ประชาชน 30 ล้านครัวเรือน วงเงินเบี้ยประกันสูงถึง 15,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นห่วงว่าเงิน 15,500 ล้านบาทมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ และจุดที่น่ากังวลใจคือ การทำประกันชีวิต การทำประกันภัยมีค่าคอมมิชชัน  จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วจนน่าตกใจ

นายอภิสิทธิ์อภิปรายว่า ได้แปรญัตติปรับลด 12,000 ล้านบาท คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายเพื่อการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน โดยในส่วนนี้มีความซ้ำซ้อนกับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ 2 แสนล้านบาทหลังอย่างชัดเจน

จากนั้นเวลา 13.00 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า ปีนี้ กมธ.ปรับลดงบได้ทั้งสิ้น 11,162 ล้านบาท มีส่วนที่แปรญัตติเพิ่มเข้ามาและนำมาใส่ในงบกลาง 6,000 ล้านบาท เหตุผลได้ตั้งงบประมาณไว้ 3,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระหนี้ค่าโง่คลองด่าน โดยจะรอภิปรายเรื่องนี้ในมาตรา 17 ส่วนงบกลาง 12,000 ล้านบาท ที่สมาชิกหลายคนแสดงความเห็นว่าซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขอชี้แจงว่าวัตถุประสงค์แตกต่างกัน แน่นอนว่ากรอบใหญ่คือเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่วิธีการมีความแตกต่างกัน

จากนั้นที่ประชุมสภามีมติผ่านมาตรา 6 งบกลาง ด้วยคะแนนเห็นด้วย 276 ไม่เห็นด้วย 137 งดออกเสียง 52 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

ตัดงบ กอ.รมน.เชิงสัญลักษณ์

นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.อภิปรายมาตรา 7 สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งนายรอมฎอนได้นำผลสำรวจประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของนิด้าโพลมาอภิปราย รวมทั้งอภิปรายถึงปัญหากำลังพลผีของ กอ.รมน. ซึ่งเปิดช่องให้ทุจริตกินเงินหลวง และระบุว่ามีเรื่องที่ใหญ่กว่าคือ ระบบงานและงบประมาณดับไฟใต้ก็ยังรั่วไหลอยู่ เพราะอาจมีกระเป๋าที่สอง มีค่าตอบแทนพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กระจายอยู่ใน 46 หน่วยงาน จึงขอตัดลดงบประมาณของ กอ.รมน.ในส่วนนี้ 1% เป็นเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเรียกร้องให้มีการทำระบบการจ่ายเงินให้กำลังพลที่ส่งไปถึงคนทำงาน คนที่เสียสละ และเสี่ยงภัยจริง

จากนั้นเวลา 15.40 น. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายขอปรับลดงบประมาณของสำนักงบประมาณลง 10% เนื่องจากเห็นว่ายังขาดประสิทธิภาพ ซึ่งการพิจารณางบของทุกโครงการควรมีใบเสนอราคา พร้อมรายละเอียดแนบมาด้วย แต่สิ่งที่เจอในคณะอนุกรรมาธิการบางโครงการ พบว่าไม่มีการระบุรายละเอียด ไม่มีการระบุยี่ห้อ และไม่มีการระบุของที่จะซื้อในใบเสนอราคา

จากนั้นเวลา 16.05 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. อภิปรายว่า ไม่ปฏิเสธในการให้งบประมาณเต็มเม็ดเต็มหน่วยแก่สำนักงบประมาณเพื่อทำให้งบประมาณดี โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่วันนี้อยากได้คำยืนยันจากตัวแทนของรัฐบาลเพื่อให้สบายใจ เพราะหากท่านยืนยันข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้ คงให้งบประมาณกับสำนักงบประมาณแบบที่ กมธ.พิจารณาผ่านมาแบบนี้ไม่ได้จริงๆ เพราะตกตัวชี้วัด

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ข้อเสนอที่อยากเสนอคือ 1.เราอยากเห็นงบประมาณที่มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และประชาชนมีส่วนร่วม 2.ในต้นปีงบประมาณ รัฐบาลอยากให้งบประมาณในปีนั้นมีทิศทางอย่างไร อยากให้รัฐบาลตั้งกรอบให้แต่ละหน่วยรับงบประมาณให้ชัดเจนก่อนยื่นคำขอ 3.การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยรัฐบาลต้องมีการปรึกษาหารือประชาชนและตัวแทนของประชาชนแต่ต้นกระบวนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วมีการจัดทำงบประมาณเช่นนี้ ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจอยู่แล้วตามมาตรา 165 ที่ระบุไว้ว่ากรณีที่มีปัญหาสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร นายกฯ สามารถขอเปิดประชุมสภาเพื่อหารือในที่ประชุมรัฐสภาได้โดยไม่ต้องมีการลงมติ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณในปีถัดไป ตัวแทนประชาชนมีส่วนร่วม

“นี่คือคำยืนยันที่ผมอยากได้ยินจากตัวแทนรัฐบาลว่าท่านพร้อมที่จะเปิดพรีบัดเจ็ตดีเบตแบบที่ผมเสนอหรือไม่ หากท่านไม่สามารถรับปากพวกผมได้ทั้งสามข้อ ผมก็มีข้อกังวลจริงๆ ว่าการจัดทำงบประมาณในปี 2571 หากทำแบบเดิมก็คงได้ผลลัพธ์แบบนี้ และผมคงไม่สามารถผ่านงบประมาณให้ได้” นายณัฐพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปรายที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่เห็นตามที่ กมธ.แก้ไข

ต่อมาเข้าสู่การพิจารณามาตรา 8 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 91,957,182,500 บาท น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สส.เชียงใหม่ พรรค ปชน. ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายขอปรับลดงบกระทรวงกลาโหม ที่เอาไปทำงานในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ เช่น รายการสร้างสถูปเจดีย์, โครงการก่อสร้างปรับปรุงทางชนบท และโครงการส่งเสริมด้านการเกษตร เป็นต้น

ขณะที่ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า เห็นด้วยที่กองทัพบกต้องพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ แต่ขอปรับลดงบโครงการจัดหาระบบจรวดหลายลำกล้อง วงเงินผูกพัน 4,200 ล้านบาทจากสหรัฐอเมริกา เพราะมีทางเลือกอื่นที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมกับกองทัพบกและบริษัทเอกชน พัฒนาจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A ที่สามารถยิงได้ไกลสุด 300 กิโลเมตร ซึ่งหากเทียบกับ HIMARS แทบไม่เห็นความแตกต่าง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วัดใจ 'อนุทิน' ชิง ‘ตัดไฟต้นลม’ ปิดทาง เติมพลัง 'ม็อบสนธิ’

‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายใต้แนวคิด “ทวงประเทศไทยคืนมา”

เปิดชื่อ3มือโปร ดาต้าเซ็นเตอร์ เสริมทีม21คน

นายกฯ ไม่อยากให้ไทยแค่ตั้งโรงงาน "ดาต้าเซ็นเตอร์" แต่อยากดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เห็นบริษัทไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ “โชติ-สุพจน์-ธีร”

ภท.ร้ายกว่าทักษิณ ‘สนธิ’ลงถนน10กย.บุกสถานทูตอิสราเอลปลุกคนไทยร่วม

"สนธิ-คปท." ปลุกม็อบเอาประเทศไทยของเราคืนมา นัดรวมพล 10 ก.ย.ยื่นหนังสือสถานทูตอิสราเอล ฟาดหนัก "ระบอบสีน้ำเงิน" ร้ายกว่า "ระบอบทักษิณ"

ปชน. ข้องใจงบซ่อมเรือตรวจการณ์ กรมศุลกากร 57 ล้าน ซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น แต่ไม่ถูกตัดแม้แต่บาทเดียว

น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอตั้งข้อสังเกตค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดต่อปิโตรเลียม ซึ่งเมื่อรวมค่าซ่อมแซมเรือตรวจการณ์ศุลกากร จำนวน 19 ลำที่ใช้ในภารกิจเดียวกัน มีวงเงินรวม 57.3 ล้านบาท น่าสังเกตว่างบก้อนนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ