'ฉันทานุมัติ' ประชาชน โต้ครหาน้ำเงินกินรวบ

“ไม่รู้จักคำนี้ เราทำหน้าที่ของเรา ไม่มีกินรวบอะไรทั้งสิ้น และคำว่าน้ำเงิน พวกผมก็ไม่ได้เป็นสมาชิกตรงนั้น เราทำหน้าที่เป็นรัฐบาล มีหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้รับฉันทานุมัติและความไว้วางใจจากประชาชนให้มาบริหารประเทศ ก็ทำหน้าที่บริหารประเทศภายใต้ความรับผิดชอบที่เรามีทุกคนอย่างเต็มที่”

ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุขึ้นทุกขณะ ฝ่ายรัฐบาลกำลังเปิดยุทธการไล่ต้อนพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างหนักหน่วง ทั้งในมิติการโต้ตอบข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนเพื่อนำมาเป็นทุนในการสู้ศึกซักฟอกระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค. ว่าแท้จริงแล้วมีเป้าหมายแอบแฝงอย่างไรกันแน่

แต่ด้วยความย่ามใจของฝ่ายสภาเสียงข้างมากหรือไม่ ปชน.กลับสามารถพลิกสถานการณ์ทางการเมืองได้อีกครั้ง ด้วยการจุดกระแสวาทกรรม ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ พร้อมชี้ให้เห็นว่ากำลังมีความพยายามทำลายระบอบการตรวจสอบอำนาจเดียวของฝ่ายค้าน 

เมื่อ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือเวียนกำหนดแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะ โดยกล่าวหาว่าริบอำนาจประธานกรรมาธิการที่เคยใช้อำนาจบรรจุวาระการประชุม รวมถึงออกหนังสือเรียกเอกสารและบุคคลมาชี้แจงโดยลำพัง ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป แต่ต้องผ่านมติขององค์คณะกรรมาธิการเท่านั้น

สอดรับกับการเคลื่อนไหวของ สส.ฝ่ายรัฐบาลที่เดินหน้าเรื่องนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีกระแสข่าวระบุว่า พรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 11 พฤศจิกายน เพื่อใช้เสียงข้างมากในการเลือกประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะ ตัดทิ้งระบบการแบ่งโควตากรรมาธิการตามสัดส่วนจำนวน สส.ของแต่ละพรรค และกำหนดให้การเรียกบุคคลหรือเอกสารมาชี้แจงต่อกรรมาธิการต้องใช้มติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมด

นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีสามารถหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ถามได้ง่ายขึ้น จนเกิดเสียงครหากระหึ่มว่าเพื่อควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเบ็ดเสร็จ หลังจากครองเสียงข้างมากในสภาสูงหรือวุฒิสภาได้ก่อนหน้านี้

ปฏิกิริยาจากฝ่ายค้านเปิดฉากโต้กลับอย่างรุนแรง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดแถลงข่าวในหัวข้อ "การสกัดกั้นและคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน" ตอนหนึ่งว่า

เราตั้งข้อสงสัยได้ ฝั่งรัฐบาลหรือผู้ที่มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินกำลังใช้ทุกกลไกที่เขาสามารถควบคุมได้ในการสกัด แทรกแซง และก็คุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านผ่านกลไกในฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทบทวนการตัดสินใจ

“อยากให้ประธานสภาฯ ทบทวนและส่งสัญญาณไปยังพรรค ภท.ด้วยว่าจะแก้ไขข้อบังคับอะไร ควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีและหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยการแทรกแซงด้วยกระบวนการต่างๆ”

เมื่อโดนถล่มหนักจากรอบทิศทาง ฟากฝ่ายรัฐบาลก็เปิดฉากโต้กลับอย่างฉับพลัน ประธานสภาฯ ได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่า การออกแนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นการรับอำนาจจากใคร หรือมีเป้าหมายเพื่อปิดปากฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล แต่เป็นการแก้ไขปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันของคณะกรรมาธิการ และป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุม

พร้อมย้ำว่า การใช้อำนาจตรวจสอบต้องเป็นไปในนามองค์คณะกรรมาธิการ ไม่ใช่ปล่อยให้ประธานกรรมาธิการคนใดคนหนึ่งใช้อำนาจแต่เพียงลำพัง ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกติกาและรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด พร้อมระบุทิ้งทายว่า หากฝ่ายค้านเห็นว่าตนเองทำไม่ถูกต้อง ก็สามารถยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ทันที

ต่อมา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรชี้แจงว่า หลักเกณฑ์และแนวทางการทำงานที่นำมาหมุนเวียนใช้นั้น เป็นหลักการที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 และได้มีการลงนามประกาศใช้ตั้งแต่สมัยที่ ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกันไม่ให้กรรมาธิการทำงานซ้ำซ้อนกัน และไม่ได้เป็นการจำกัดอำนาจหรือลิดรอนสิทธิการทำหน้าที่ของประธานคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด

ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการเรียกบุคคลมาชี้แจงของกรรมาธิการว่า ทุกอย่างต้องยึดถือตามกรอบของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินกินรวบ

“ไม่รู้จักคำนี้ เราทำหน้าที่ของเรา ไม่มีกินรวบอะไรทั้งสิ้น และคำว่าน้ำเงิน พวกผมก็ไม่ได้เป็นสมาชิกตรงนั้น เราทำหน้าที่เป็นรัฐบาล มีหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และได้รับฉันทานุมัติและความไว้วางใจจากประชาชนให้มาบริหารประเทศ ก็ทำหน้าที่บริหารประเทศภายใต้ความรับผิดชอบที่เรามีทุกคนอย่างเต็มที่” 

เช่นเดียวกับการเดินหน้าเอาผิดมาตรฐานจริยธรรม หลัง กมธ.การกฎหมายฯ นำโดย รังสิมันต์ โรม ออกมติไม่ชอบ 7 ต่อ 0 ให้นายกฯ มาชี้แจงในสภาใหญ่ หลังเพิกเฉย ไม่ควบคุมให้อธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจง กมธ.เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลได้แถลงแล้วว่าไม่เป็นความจริง พร้อมเอกสารยืนยันว่าได้สั่งการเป็นที่เรียบร้อย  

นอกเหนือจากเกมการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อีกมิติหนึ่งที่กำลังเกิดความเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติด้วยคะแนน 5 ต่อ 2 เสียง เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณารับคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ไว้พิจารณา 

กรณีดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นพฤติกรรมตัดตอนเพื่อปิดกั้นการทำหน้าที่ของศาลฎีกา ในการตรวจสอบประเด็นการฮั้วเลือก สว. เป็นการยืมมือศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือสกัดกั้นศาลฎีกา โดยอาศัยเงื่อนไขทางกฎหมายที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร

ซึ่งนักวิเคราะห์การเมืองต่างประเมินตรงกันว่าอาจกลายเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่จะจุดชนวนให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ และเกิดการปะทะของ 2 สถาบันตุลาการ และเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา

ขณะเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยังส่งสัญญาณทางกฎหมายที่ชัดเจนผ่านอีกคดี โดยตีตกคำร้องของ กกต.ที่ขอให้เลื่อนการพิจารณาคดีสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว.ทั้ง 3 รายออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลว่าอยู่ระหว่างการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อำนาจของ กกต.ในการรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครถือเป็นที่สุดและไม่สามารถถูกตรวจสอบได้อีกหรือไม่

แต่เมื่อศาลฎีกาสั่งตีตกคำร้องของ กกต. จึงส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกายังคงดำเนินต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงดุลยอำนาจและความเป็นอิสระของสถาบันตุลาการที่ไม่อาจก้าวล่วงกันได้

ตอกย้ำด้วยล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ย. เมื่อประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ประชาชนฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ไม่ถูกผูกขาดการฟ้องได้เฉพาะ ป.ป.ช. หรืออัยการ หลังผู้สมัคร สว.ยื่นฟ้อง 8 กกต.ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ซึ่งถือเป็นการกลับแนววินิจฉัยเดิม เช่นเดียวกับระบอบสีส้มออกมาขานรับแนวทางนี้ทันที  

หลังจากนี้ ฉากทัศน์ทางการเมืองไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การอ้าง “ฉันทานุมัติ” จากประชาชนของนายกฯ และฝ่ายรัฐบาล ผ่านการตีความข้อกฎหมายและข้อบังคับอย่างเข้มงวด โดยอาศัยความมั่นใจในพลังเสียงข้างมากในสภา เสริมด้วยพลังลมใต้ปีกและสัญญาณฝ่ายอนุรักษนิยมยังคงหนุนหลังระบอบสีน้ำเงิน พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาระบอบสีส้ม จะสามารถผลักดันกระบวนการควบคุมอำนาจเหล่านี้ให้เดินหน้าลุยไฟต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ 

หรือสุดท้าย จะต้องยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เปิดรูระบายให้กลไกการตรวจสอบของฝ่ายค้านได้ทำงาน ลดแรงกดดัน ขจัดข้อกล่าวหากระแส “ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ” เช่นเดียวกับการปะทะกันของเขตอำนาจศาลและองค์กรอิสระ รวมถึงการวางหลักในกระบวนการยุติธรรม ทั้งการคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหาย และการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ จะสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายไทยอย่างไรต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนุทินยันสั่งสว.ไม่ได้

“อนุทิน” เคลียร์ปม “น้ำเงินกินรวบ” แค่วาทกรรมโจมตี ยันรัฐบาลไม่คุม สว. ชี้ 3 อำนาจแยกกันชัด พร้อมรับศึกซักฟอกทุกเมื่อ ขอเป็นเวทีสร้างสรรค์ ไม่เชือดเฉือนระบายความโกรธ

นายกฯยํ้าอย่าตื่น วอนใช้ชีวิตปกติ!

นายกฯ ยันใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกกักตุนเสบียง 72 ชม. ย้ำไทยมั่นคงทางอาหาร ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นมองไทยมีความพร้อม ลั่นไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งต้องประสบสภาวะขาดอาหารจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถดำรงชีพได้

‘Google’ลงทุน ทุ่มแล้ว2แสนล. ไทยยังโตได้อีก

“อนุทิน” เผย Google มองไทยมีพื้นที่โตอีกมากจากฐานลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ชูคนไทย-โครงสร้างพื้นฐาน-เสถียรภาพการเมืองเป็นแต้มต่อ พร้อมใช้ BOI Fast Track เร่งปิดดีลลงทุนใหม่

'พริษฐ์' ชี้คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ ตอกย้ำคดีโกง สว. ต้องไม่ถูกตัดตอนแค่ 77 คน

"พริษฐ์" ลั่นคดีโกง สว. ไม่จบแค่ 77 คน ชี้คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์เปิดทาง "ประชาชนทุกคนคือผู้เสียหาย" ฟ้อง กกต. ม.157 ได้เอง จี้สอบลึกถึงบงการสีน้ำเงิน-ตัดตอนไม่ได้

ม่วนอกม่วนใจ๋ 'อนุทิน' ควงภริยา แอ่วเชียงใหม่วันหยุด เช็กอินร้านอาหารเหนือ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กวันหยุดเป็นภาพคู่กับ นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา บรรยากาศในภาพนายอนุทินได้นั่งรับประทานอาหารเหนือเช็กอินที่ร้านเฮือนเพ็ญ ซึ่งเป็นร้านอาหารเหนือชื่อดังของเมืองเชียงใหม่