สิ่งที่ไทยเราต้องรู้และเข้าใจก่อนตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี SMR

ในวันที่โลกต้องการไฟฟ้าสะอาดที่มีความเสถียรสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และ Data Center ทำให้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงานสะอาดที่หลายประเทศให้ความสนใจ เพราะสามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้

โรงไฟฟ้า SMR เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 300 เมกะวัตต์ ได้รับการพัฒนาออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ให้มีขนาดเล็กลง แต่มีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยลดความซับซ้อนของระบบ ออกแบบอุปกรณ์หลักไว้ในรูปแบบโมดูลที่ประกอบเบ็ดเสร็จจากโรงงานจึงสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ตามมาตรฐาน รวมถึงมีระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety สามารถหยุดการทำงานได้เองอัตโนมัติิโดยอาศัยหลักการทางธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าหรือมนุษย์ควบคุม ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการออกแบบเทคโนโลยี SMR ทั่วโลกมากกว่า 80 แบบ ใน 18 ประเทศ ซึ่งแตกต่างกันทั้งชนิดเครื่องปฏิกรณ์ สารหล่อเย็น กำลังผลิต รวมถึงระดับความพร้อมใช้งาน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการเป็นอนาคตแห่งความมั่นคงทางพลังงาน

ส่องของจริง! เทคโนโลยี SMR ที่เดินเครื่องแล้ว

โรงไฟฟ้า Akademik Lomonosov (ที่มา: https://fnpp.info/)

สำหรับโรงไฟฟ้า SMR ที่เปิดใช้งานผลิตไฟฟ้าแล้วจำนวน 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้า Akademik Lomonosov เป็นโรงไฟฟ้า SMR แบบลอยน้ำขนาด 70 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองเปเวก (Pevek) ทางตอนเหนือของสหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน (PWR : Pressurized Water Reactor) ซึ่งใช้น้ำเป็นทั้งสารหล่อเย็นและสารหน่วงนิวตรอน จุดเด่นคือสามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลได้ สามารถผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชนกว่า 1 แสนคน โดยเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี 2562 และทำการเปลี่ยนเชื้อเพลิงครั้งแรกเมื่อปลายปี 2566

โรงไฟฟ้า HTR-PM (ที่มา: China Huaneng)

ส่วนโรงไฟฟ้า HTR-PM ตั้งอยู่ที่มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ขนาด 210 เมกะวัตต์ ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบระบายความร้อนด้วยก๊าซอุณหภูมิสูง (HTGR : High-Temperature Gas-Cooled Reactor) ซึ่งใช้ก๊าซฮีเลียมเป็นสารหล่อเย็นและแกรไฟต์เป็นตัวหน่วงนิวตรอน จุดเด่นคือ สามารถผลิตได้ทั้งไฟฟ้าและไอน้ำอุณหภูมิสูง (co-generation) จึงเหมาะกับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2564

เกาะติดเทคโนโลยี SMR ในอนาคตอันใกล้

โรงไฟฟ้า Linglong One (ที่มา: CNNC)

ขณะที่โรงไฟฟ้า Linglong One (ACP100) ตั้งอยู่ที่มณฑลไห่หนาน ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ขนาด 125 เมกะวัตต์ ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ Integral PWR ช่วยลดความจำเป็นในการใช้ท่อขนาดใหญ่บางส่วนของระบบหล่อเย็น ถือเป็นโรงไฟฟ้า SMR แบบแรกที่ผ่านการพิจารณาโดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ปัจจุบันอยู่ระหว่าง Hot Functional Testing เป็นการทดสอบระบบโรงไฟฟ้าภายใต้สภาวะอุณหภูมิและความดันใกล้เคียงกับการเดินเครื่องจริง โดยยังไม่มีเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในแกนปฏิกรณ์ เพื่อตรวจสอบการทำงานของวงจรหล่อเย็น วาล์ว เครื่องมือวัด และระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าระบบต่าง ๆ ทำงานได้ตามข้อกำหนดก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และการทดสอบเพื่อเดินเครื่องจริง ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569

โรงไฟฟ้า BREST-OD-300 (ที่มา : Rosatom)

โรงไฟฟ้า BREST-OD-300 ตั้งอยู่ที่เมืองเซเวอสค์ (Seversk) ทางตะวันตกในเขตไซบีเรีย สหพันธรัฐรัสเซีย กำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบนิวตรอนซึ่งใช้ตะกั่วเป็นสารหล่อเย็น (lead-cooled fast neutron reactor) ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Generation IV คาดจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2571

แล้วไทยควรเลือกเทคโนโลยีแบบใด

เมื่อเทคโนโลยี SMR มีมากกว่า 80 แบบ คำถามสำคัญคือเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมกับประเทศไทย ต้องเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า SMR เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในประเทศรัสเซียและประเทศจีน หลายเทคโนโลยีกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายใช้งานเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2573 ประเทศไทยในฐานะผู้เริ่มต้นสนใจพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net-zero ของประเทศ จึงต้องศึกษาหลากหลายเทคโนโลยี SMR โดยยังไม่จำเป็นต้องเลือกใช้เทคโนโลยีใดเป็นการเฉพาะในห้วงเวลานี้ ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยี SMR จากหลายประเทศ โดยการพิจารณายึดหลักดังนี้

  1. ความปลอดภัย ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มีประสบการณ์ในการเดินเครื่องจริง และเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ
  2. ความเหมาะสมกับระบบไฟฟ้าไทย กำลังผลิตไฟฟ้าต้องสอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานและความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศ
  3. ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าและเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

การยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย มีประสบการณ์การเดินเครื่องจริง และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ จะเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนในสังคมไทย ก่อนที่ก้าวสำคัญทางพลังงานนี้จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก้าวสำคัญสู่อนาคตพลังงานไทย IAEA ผนึกกำลัง กฟผ. ปูพรมความรู้ เตรียมความพร้อมสู่ยุคโรงไฟฟ้า SMR

โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ และประเทศไทยก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อล่าสุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมมือกับ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA

ปลดล็อกภาพจำ "นิวเคลียร์" จากเทคโนโลยีไกลตัว สู่สิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน

ช่วงนี้หลายคนอาจได้ยินชื่อ SMR หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor) กันบ่อยขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงานแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์

IAEA - กฟผ. เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจ SMR เสริมความมั่นคงพลังงาน

IAEA ร่วมกับ กฟผ. จัดการประชุมวิชาการ สร้างความรู้ความเข้าใจ SMR แก่หน่วยงานด้านพลังงานไทย เตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก และเสริมความมั่นคงพลังงาน

มท. ชง ครม. หนุนติดตั้ง 'โซลาร์เซลล์' 5 หมื่นบาท 1 ล้านครัวเรือน

รัฐบาลชง ครม. 27 ต.ค. นี้ หนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท 1 ล้านสิทธิ์ 'เอกนิติ' ดันผลิตไฟฟ้าใช้เอง–ขายไฟส่วนเกินคืนการไฟฟ้า พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาระค่าไฟประชาชน

'นรินทร์'ผู้ว่าการกฟผ.คว้าสุดยอด CEO รัฐวิสาหกิจด้าน ESG

ผู้ว่าการ กฟผ. คว้ารางวัลสุดยอด CEO รัฐวิสาหกิจด้าน ESG จากเวที CEO Econmass Awards 2026 ชูความโดดเด่นการบริหารองค์การที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่กับภารกิจดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

"กฟผ. ผนึกกำลัง 8 พันธมิตรเบอร์ 5 ส่งมอบพลังงานสะอาด หนุนภารกิจอนุรักษ์เต่าทะเลกองทัพเรือสัตหีบ"

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดกิจกรรม “No.5 Forward รวมพลังความดี ส่งต่อสู่สังคม” โดยมี นายไชยยศ ตั้งวรกุลชัย