การเมืองแบบไทยๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ พลันผลลงมติในวาระ 2 ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 23 ไฮไลต์สำคัญ ระบบการคิดคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะออกมาในสูตรไหน ระหว่างหารด้วย 100 หรือหารด้วย 500
แม้ก่อนหน้าในชั้นรับหลักการ และการพิจารณา กรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณากฎหมายดังกล่าว เสียงข้างมากต่างเห็นพ้องไปในทางเดียวกันต้องหาร 100 เท่านั้น ที่จะไปสอดคล้องกับหลักการทางประชาธิปไตย และบทบัญญัติ เจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญ แต่ผลสรุปจากการลงมติ 2ขยัก โดยรอบแรกสมาชิกทั้ง 2 สภาฯ พร้อมใจกันลงมติไม่เห็นด้วยกับมาตรา 23 เรื่องการใช้สูตร 100 หาร ในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามเนื้อหาที่ กมธ.เสียงข้างมากเสนอมา ด้วยคะแนน 392 ต่อ160 งดออกเสียง 23 ไม่ลงคะแนน 2
จากนั้นได้ลงมติเห็นด้วยกับสูตรคำนวน ส.ส.ที่หาร 500 ของ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ชนะสูตรการหาร 100 ของพรรคก้าวไกล ผลปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับ นพ.ระวี ด้วยคะแนน 354 ไม่เห็นด้วย 162 งดออกเสียง 37 ไม่ลงคะแนน 4 เสียง
“.....มีข่าวมาตลอดว่ามีผู้มีอำนาจในรัฐบาลต้องการให้เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งกลับไปเป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสมเพื่อสืบทอดอำนาจของตนต่อไป โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายและข้อบังคับของรัฐสภา คำนึงแต่ความอยู่รอดและผลประโยชน์ทางการเมืองของตน วันนี้สมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในซีกรัฐบาลได้ใช้เสียงข้างมากจงใจกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 โดยลงมติแก้ไขมาตรา 128 ตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพื่อนำระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2564 กลับมาใช้ การแก้ไขเช่นนี้ขัดมาตรา 91 แห่งรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2564 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอย่างชัดเจน
พรรคเพื่อไทยจึงขอแถลงให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนได้ทราบถึงการใช้เสียงข้างมากกระทำการตามอำเภอใจ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ และพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นร่างมาตรา 128 ขัดรัฐธรรมนูญต่อไป และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายเหล่านี้”
ตอนหนึ่ง แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยแสดงออกอย่างไม่สบอารมณ์นัก ขณะที่แกนนำพรรคเพื่อไทย ส.ส. สมาชิกพรรคเพื่อไทยเรียงหน้ากันออกมาโวยวายเผด็จการรัฐสภาฯ สภาถูกครอบงำ-แทรกแซง-ถูกรุกล้ำอำนาจอธิปไตย พุ่งเป้าไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สายตรงมายังกลุ่ม ส.ว. พรรคร่วมรัฐบาล ให้หันหลังกลับมา สนับสนุนการคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหารด้วย 500
แม้การพิจารณากฎหมายลูก 2 ฉบับ การเลือกตั้ง ส.ส.และพรรคการเมืองจะยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังไม่ได้โหวตในวาระ 3 ถ้าไม่มี บิ๊กเซอร์ไพรส์ ฟ้าผ่ากลางสภาฯ เกิดพลิกตลบอีกรอบ คว่ำกฎหมายขึ้นมาอีกครั้ง ที่แม้เปอร์เซ็นต์อาจจะเกิดได้น้อยนิดมาก แต่ใช่ว่าจะเกิดไม่ได้ และถึงแม้ กฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับผ่านวาระ 3 ไปสเต็ปต่อไป จะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี เพราะไม่ว่าจะออกสูตรหาร 100 หรือ 500 จะมีคนนำไปยื่นให้ศาลวินิจฉัย ตีความอยู่ดี นาทีนั้นคงต้องไปลุ้นกันอีกเฮือกว่า สิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ทำมานั้น ชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่ว่าศาลจะชี้ออกมาในมุมไหน มีทั้งคนพอใจและไม่พอใจอยู่ดี ไม่มีบทสรุปแห่งความพอใจของทุกฝ่ายอย่างแน่นอน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะต้องมีกฎกติกาออกมารองรับ ไม่ว่าพรรคในซีกประชาธิปไตย ขั้วเผด็จการ หรือพรรคกลางๆ จะชอบใจ ไม่ชอบใจ คงต้องไปคิดวิธีดึงคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้มาสนับสนุนพรรคของตนให้ได้มากที่สุดอยู่ดี เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกพรรคมองตรงกัน สานฝันเส้นทาง เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคร่วมรัฐบาล
พรรคเพื่อไทยจะโวยวาย เหน็บแนม หรือแม้แต่หาช่องทางอันชอบธรรมในการไปร้องเรียน ยื่นให้ศาล หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบ ตีความ ทำไปตามช่องทางกฎหมายที่เอื้อให้ทำได้ แต่ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งในการคิดใหญ่ คิดเร็ว ผยองปนความลำพอง กลายเป็นข้อด้อย พรรคเพื่อไทย-คนแดนไกล ‘เปิดหน้า หงายไพ่ เล่นเกมเร็วเกินไป’ ที่ประกาศทั้งยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์ ช่วงชิงอำนาจรัฐกลับคืนมา
การเดินเกม หงายหน้าไพ่ให้ อุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทยเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว เปิดหน้าเล่น ทั้งบทบาทเกี่ยวกับนวัตกรรม เทคโนโลยี ควบคู่กับการลงพื้นที่ปราศรัย พบปะชาวบ้าน และไม่ว่าการเลือกตั้งรอบหน้าอุ๊งอิ๊งจะลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อหรือไม่ หรือจะเป็น หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ แต่อย่างน้อย เป็นการ ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ แล้วว่า เพื่อไทย-ชินวัตรยังพร้อม และสู้ต่อเพื่อช่วงชิงอำนาจ ในการเลือกตั้งสมัยหน้า
ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมพรรคเพื่อไทย แพทองธาร หรือแม้แต่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีสายสัมพันธ์อันดีกับพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สวนทางกับ กระแสความนิยมพรรคพลังประชารัฐ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตกลงอย่างน่าใจหาย เกิดกระแสเรียกร้องอยากให้มีการเปลี่ยนผู้นำประเทศในเร็ววัน
ความไม่เป็นเอกภาพในกลุ่มพี่น้อง 3 ป. คีย์แมนหลักในการกุมอำนาจทั้งในสภาฯ นอกสภาฯ เกิดความระหองระแหงบ่อยครั้ง ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐเต็มไปด้วยก๊ก-ก๊วน รวมกันเฉพาะกิจอย่างหลวมๆ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เท่านั้นยังไม่นับรวมพรรคร่วมรัฐบาล ที่ร่วมเกาะเกี่ยวในอำนาจ ใช่ว่าจะเป็นเนื้อเดียว คล้อยตามพรรคพลังประชารัฐที่เป็นพรรคแกนนำหลักไปเสียทั้งหมดทุกเรื่อง ในการลงมติครั้งสำคัญๆ ในสภาฯ ได้เห็นสมาชิกโหวตไปคนละทิศละทางหลายต่อหลายครั้ง
อาจเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทีมยุทธศาสตร์ตึกไทยคู่ฟ้า พลิกเกม แก้เกม หากปล่อยให้ระบบคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหาร 100 ผ่านฉลุยไปในภาวะพลังประชารัฐ กระท่อนกระแท่น ไม่ได้เหนียวแน่น ยิ่งใหญ่เหมือนเมื่อก่อน มีแต่จะเข้าทางพรรคเพื่อไทย ก๊วนประชาธิปไตยมากขึ้น เลยเกิดมหกรรมหักลำกลางปล้อง มีคำสั่งตรงลงมาให้พลิกกลับมาหนุนสูตรหาร 500 อีกครั้ง
พรรคพลังประชารัฐเหมือนจะตั้งลำ แก้เกม แก้ตัวได้ แต่ไม่รู้ว่าจะสายเกินไปหรือไม่กับอายุรัฐบาล หากอยู่ครบวาระ มี.ค.2566 เหลือเวลา 7-8 เดือนเท่านั้น ก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในมุมตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทยจากที่ กระหยิ่มยิ้มย่อง ลำพองใจกับสูตรหาร 100 แต่เมื่อเจอการหักดิบกันดื้อๆ จาก เผด็จการสภา ยุคทักษิณ-เพื่อไทย เวลาโดนย้อนทิ่มแทงเข้าตัว เลยดิ้นทุรนทุรายไม่น้อย ทั้งที่ไม่ว่าจะเป็น เผด็จการสภาฯ ยุคทักษิณ เผด็จการสภาฯ ยุคประยุทธ์ ก็แทบไม่ต่างกัน ต่างยึดประโยชน์ทางการเมืองอย่างสูงสุดของตัวเองเป็นที่ตั้งทั้งนั้น
พรรคเพื่อไทย เดิมทีพรรคเดียวหวังชูนโยบายผู้นำทั้งที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ผู้นำเชิงสัญลักษณ์ ผู้นำเชิงจิตวิญญาณ บวกกับความย่อยยับรัฐนาวาประยุทธ์ห้วง 8 ปีที่ผ่านมา ฉายภาพให้เห็นความหวังใหม่แห่งกระแสการเปลี่ยนแปลง พลังของฝ่ายประชาธิปไตยเพียงพอทำให้กลุ่มนักรบห้องแอร์-แกนนำเพื่อไทย-คนแดนไกล ที่จะพาเพื่อไทยไปสู่เส้นทาง แลนด์สไลด์ได้อย่างไม่ยากนัก
แต่เมื่อผิดแผน หาร 100 โดนดับฝัน แลนด์สไลด์พังทลาย เลยต้องงัดสูตรใหม่เข้ามาแก้สถานการณ์ ที่ว่ากันว่าในเวลานี้คณะนักคิด นักยุทธศาสตร์เพื่อไทย มองทั้งในมุมอาศัยพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวสู้ศึกเลือกตั้ง แม้จะมีเพดาน ส.ส.เขตเป็นตัวกำหนด ที่จะไม่มีทางได้ ส.ส.ถึงครึ่งหนึ่งก็ตาม แล้วค่อยไปผนึกรวมกับพรรคในซีกประชาธิปไตย รวมเสียงกันตั้งรัฐบาลในรอบหน้า หากรวมเสียงข้างมากได้มากพอ
กับอีกสูตรความคิดเกาหลีใต้โมเดล ที่มีวิธีคิดคำนวณ ส.ส.ไม่ต่างจากไทยแลนด์ โดยพรรคหนึ่งเน้นระบบ ส.ส.เขต ส่งครบทุกเขต แล้วชนะให้ได้มากที่สุดจนเต็มเพดาน อีกพรรคหนึ่งก็ลุยหาเสียง ทำความเข้าใจ ให้คนเข้าใจว่าเป็นพรรคพี่-พรรคน้อง หรือพรรคพ่อ-พรรคลูก ให้คนเลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ แล้วค่อยไปจับมือรวม พรรคในขั้วประชาธิปไตยอีกไม่กี่พรรค เพื่อครองเสียงข้างมาก ในการตั้งรัฐบาลเช่นกัน โดยข้อสมมุติฐานนี้อยากจะใช้บริการ พรรคเพื่อไทย พรรคสายเลือดมากที่สุด ดีกว่าไปหวังพึ่งพรรคอันดับ 2 ที่มักจะคอยแซะแขวะและสุดโต่งทางความคิดมากเกินไป
“การตั้งพรรคใหม่เป็นเพียงวิธีคิด ยังมีอีกหลายวิธี เราอาจจะสู้ให้ได้เขตมากที่สุด จะลงทุนตั้งพรรคใหม่ทำไม อย่างมากสุดก็ได้ 40 คน หรือสู้ในนามพรรคเพื่อไทย เอาให้ได้ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ ตั้งเป้าให้ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 15 ล้านเสียงขึ้นไป ซึ่งมีโอกาสอยู่แล้ว ส่วนการตั้งพรรคใหม่ยังตอบไม่ได้ ต้องประเมินจากพี่น้องประชาชน ว่าทางไหนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขยายความหลังจากถูกถามถึงสูตรการแตกแบงก์พัน ตั้งพรรคใหม่เพื่อสู้กับระบบหาร 500
แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่ชอบใจในระบบหาร 500 แต่ก็ต้องมูฟออนกลเกมแห่งการช่วงชิงอำนาจผ่านการเลือกตั้งยังคงต้องดำเนินต่อ สูตรคิดพิชิตอำนาจและการแก้เกมเริ่มมีการเสนอออกมาในหลายชุดความคิด เมื่อคิดได้ เขาก็คิด (ทำลาย) ได้ เช่นกัน กลเกมแห่งการช่วงชิงอำนาจรัฐยังคงต้องเฝ้าติดตามกันช็อตต่อช็อตกันต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ชี้จ่ายเงินเยียวยาแพะ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ!
นายกฯ เปิดงาน '24 ปีการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์' สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ทำงานรวดเร็ว ทั่วถึงเป็นธรรม ชี้จ่ายเงินเยียวยา 8 พันล้าน ไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ ยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทยสู่สากล
อดีตผู้พิพากษาชำแหละชัดๆ เรื่องกำไล EM กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
‘งบฯฝืด-หนี้ชนเพดาน’ ‘ทอ.-ทร.’พลิกเกมรับมือ
ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และข้อจำกัดของงบประมาณของประเทศไทย จากผลพวงของสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่มีความแน่นอน
ศึกผู้ว่าฯกทม.หลายขั้วเร่งชิงฐานเสียง 'พรรคใหญ่'ขยับ ท้าชน 'แชมป์เก่า'
เดือน มิ.ย.2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะการประกาศจุดยืนของแชมป์เก่าและการขยับหมากเกมของพรรคการเมืองใหญ่ ที่หวังจะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในศาลาว่าการ "เสาชิงช้า"
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.
เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ 'รัฐบาล' ดัน'แลนด์บริดจ์'ขุมทรัพย์หรือขายฝัน
ผู้นำหลายประเทศมองการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกและความผันผวนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใจจดใจจ่อ

