วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง

กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ

แต่สำหรับคนทำงานได้ตระหนักเห็นแล้วว่า ต่อให้แบกอุดมการณ์วิ่งชนโครงสร้างรัฐและทุนผูกขาดแค่ไหน สิ่งที่ได้กลับมาก็คือ “กำแพงที่ยิ่งสูงและหนาขึ้น”

​แต่สิ่งที่ทำให้ไฟลุกโชนจริงๆ กลับเป็นการ “ผสมโรงกระแทกกลับ” ของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แห่งค่าย "สีน้ำเงิน" ที่โพสต์สั้นๆ แต่แฝงพิษคมกริบว่า “ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก”

แม้เจ้าตัวจะรีบแตะหน้าผากชี้แจงแกมหยอกว่าเป็นการ “เตือนตัวเอง สอนตัวเอง” แต่นัยทางการเมือง นี่คือการตบหน้ายุทธศาสตร์ค่ายส้มอย่างจัง!

ทำให้บรรดา สส.และแกนนำพรรคส้มตบเท้าโต้กลับ วาทกรรมนี้จนสนั่นโซเชียล ไล่มาตั้งแต่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาโพสต์ว่า “กำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญทุกวันนี้ก็คือ การคอร์รัปชัน, โกงเลือกตั้ง, ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน, โกงสอบราชการ, ฮั้ว สว. ที่รัฐบาลกำลังทำให้เป็นเรื่องปกติ พร้อมขึ้นเวทีโชว์วิชั่นเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย AI Data Center Medical Hub เพื่อให้คนหลงลืมปัญหาคอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ “กำแพง” ที่ว่าจึงจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่รู้จุดจบ”

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ว่า “เคยมีคนกล่าว ผู้นำที่ล้มเหลว มักเป็นเพราะถูกล้อมรอบด้วย “กำแพง กระจก และคนโกหก” พร้อมอธิบาย คำว่า “กำแพง” ที่สร้างขึ้นมาปิดกั้นหรือปฏิเสธความจริงให้ไปไม่ถึงหู กระจกที่สะท้อนให้เห็นเฉพาะสิ่งที่ตนอยากเห็น จนหลงเงาตนเอง และคนโกหก ที่เลือกประจบผู้นำด้วยทัศนคติ “ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน” เพื่อเอาตัวรอด และเชื่อว่าสักวันหนึ่งกำแพงทั้งหมดจะพังทลายลงจากการสิ้นศรัทธาของประชาชน”

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ว่า “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดว่า “กำแพง” จะกั้นความเจริญได้ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดว่า “กำแพง” จะกั้นเจตจำนงของประชาชนได้ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่อวดอ้าง “กำแพง” ของคนอื่น เพื่อใช้คุ้มกันตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่าโลกข้างนอกเปลี่ยนไปมากเพียงไร ต้องไร้น้ำยาขนาดไหน จึงต้องพึ่งพา “กำแพง” คนอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง”

เช่นเดียวกับ “ลิซ่า” น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ระบุว่า “ไม่มีใครโง่สู้เอาหัวชน “กำแพง” ที่สูงและหนาขึ้น ถึงเวลาก็แค่ทุบให้พังลงมา แต่ถ้าต้องสู้กับคนที่หน้าหนาขึ้นทุกวันจะต้องทำยังไง!!!”

ที่น่าสนใจ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เรื่อง “มาทุบกำแพงโสโครกสีน้ำเงินกันเถอะ!” พร้อมแย้มถึงกลยุทธ์ในการทุบกำแพงโสโครกว่า “งานนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคนครับ ไม่ว่าจะสมาชิกพรรค อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไปที่อยากร่วมกันทุบกำแพง”

โดยนายวิโรจน์ได้เปิดให้ สแกน QR Code แล้วลงทะเบียน ระบุว่าที่นั่งมีจำกัด ชวนเพื่อน ชวนแฟน พาครอบครัวมาเจอกันได้เลยนะครับ สถานที่ : ศาลาการเปรียญ วัดรวกบางบำหรุ เขตบางพลัด เวลา 08.30-14.00 น. วันที่ 30 ส.ค.

“ไม่ว่าหน้ามันจะหนาแค่ไหน กำแพงโสโครกจะสูงเพียงไร ได้เวลามาช่วยทุบกำแพงทิ้ง แล้วเอาซากมาถมที่ทำฮวงซุ้ยให้กับพวกมัน ที่เขากระโดงกันครับ” นายวิโรจน์ระบุ

และหากถอดรหัสผ่านปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สงครามสาดกันไปมาของเหล่านักการเมือง แต่คือภาพสะท้อนวิกฤต "ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง" ที่กำลังพาประเทศไปสู่จุดสุ่มเสี่ยง และ “กำแพงเหล็ก” ที่พรรคส้มมองว่าคือการ “คอร์รัปชัน” และ “ความเหลื่อมล้ำ” นี้

ในสายตา พรรคส้ม ​คำว่า “กำแพง” ไม่ใช่แค่อุปสรรคทางการเมืองทั่วไป แต่คือ “โครงสร้างทุนผูกขาด-ระบบอุปถัมภ์” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย การที่ ฝ่ายค้าน พยายามเสนอแก้ไขกฎหมาย รื้อถอนระบบตั๋ว ตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบาย หรือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แล้วต้องเจออภินิหารทางกฎหมายและกลไกอำนาจคอยบล็อกไว้เสมอ

ยิ่งตอกย้ำว่า “กำแพง” นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชนกลุ่มน้อยเท่านั้น!

การกระโดดมารับบท “ผู้ให้คำชี้แนะ” ของนายอนุทินและซีก อนุรักษนิยม สะท้อนสายตาของกลุ่มนักการเมืองอาชีพที่มองว่าพรรคส้มเป็นเพียง “เด็กน้อยไร้เดียงสา” ในสายตาฝ่ายบริหาร

ซึ่งอำนาจและการแก้ปัญหาไม่ได้เกิดจากการวิ่งเอาหัวกระแทกตอ แต่เกิดจากการ “ร้อยประสานประโยชน์” รู้จักถอยเพื่อรุก รู้จักหลบหลีกอุปสรรคเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน ท่าทีของรัฐบาลที่มองว่าการพยายามทลายโครงสร้างไม่เป็นธรรมเป็นเรื่อง “เจ็บหัวเปล่าๆ” ก็ถูกมวลชนตอกกลับว่าเป็นวิธีคิดแบบ “ยอมจำนนต่อระบบอุปถัมภ์” เพื่อรักษาอำนาจและประโยชน์ของชนชั้นนำเอาไว้เช่นกัน 

ฝั่ง “พรรคประชาชน” ที่ยึดแนวทาง “สู้แบบไม่ยอมจำนน” ตอกกลับรัฐบาลว่า การยอมเจ็บหัวเพื่อพังกำแพงคอร์รัปชัน ยังมีเกียรติกว่าการยอมก้มหัว “ศิโรราบ” เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทว่าจุดอ่อนคือ การมุ่งชนอย่างเดียวโดยไม่ยืดหยุ่นหรือสร้างพันธมิตร ย่อมทำให้เกิดภาวะสุ่มเสี่ยงจนถูกมองว่า “ไร้เดียงสาทางการเมือง”

บทสรุปที่น่ากลัวที่สุดของสงครามวาทกรรมในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่อง ใครแพ้-ชนะในเกมสภาฯ แต่คือ “สภาวะสิ้นหวังของประชาชน” เมื่อสภาฯ เป็นเพียง “สมรภูมิ” แห่งการตอบโต้ ระหว่าง “ฝ่ายค้าน” กับ “ฝ่ายรัฐบาล”

ความอึดอัดทั้งหมดจึงตกไปอยู่กับประชาชนที่ต้องเผชิญกับ ปัญหาค่าครองชีพ การทุจริตคอร์รัปชันทุกองคาพยพ และความเหลื่อมล้ำ จนทำให้เกิดกระแสในโซเชียลที่ว่า “ถ้ารัฐบาลไม่แก้ ประชาชนจะลุกขึ้นมาทุบกำแพงเอง!”

นี่คือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า หากกำแพงในระบบสภาฯ ปิดกั้นความหวังของมหาชนจนมืดแปดด้านเมื่อไหร่ แรงกดดันจะทะลักออกจากสภาฯ ลงสู่ท้องถนน...

 และเมื่อถึงวันนั้น...ไม่ว่ากำแพงนั้นจะหนาหรือแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่มีวันต้านทานแรงทุบจากมหาชนคนไร้ทางออกได้!

ซึ่ง "พรรคส้ม" ที่เชื่อว่า เวลาอยู่ข้างพวกเขา และรอวันนั้นจะมาถึง?.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ