เอ็มโอยูของ 8 พรรคที่ลงนามสัตยาบันร่วมกันเป็นรัฐบาล และสนับสนุน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ คนที่ 30 ส่อเค้าวงแตก-แยกทาง
หลังพรรคเพื่อไทยประกาศชัดว่ายึดสูตร 14 บวก 1 คือ ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นของตัวเอง หลังที่ผ่านมาชักเข้าชักออกให้รุ่นใหญ่ กุเรื่องขึ้นมาล้มดีล พรรคอันดับ 1 ต้องได้ทั้งนายกฯ และประธานสภาฯ เพราะมีเสียงน้อยกว่า 10 ที่นั่งเท่านั้น หรือ 141 เสียง
ขณะที่พรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง 151 เสียง ก็ประกาศหลังพิงฝา พร้อมเสนอชื่อ “ปดิพัทธ์ สันติภาดา” ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะต้องการกระดุมเม็ดแรกควบคุมกลไกการโหวตนายกฯ ที่อาจถูกเกมการเมืองตลบหลังได้ทุกเมื่อ
ต่อเนื่องด้วยการผลักดันกฎหมายต่างๆ เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เคยหาเสียงเอาไว้
แต่เค้าลางแตกหักก็เด่นชัดขึ้นอีก เมื่อพรรคก้าวไกลยกเลิกการหารือเรื่องประธานสภาฯ กับพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 28 มิ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย และตามมาด้วยการยกเลิกการประชุมหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคของ 8 พรรค ที่พรรคก้าวไกลในวันที่ 29 มิ.ย. เพราะต้องการฟ้องด้อมส้ม ฟ้องสังคม ว่ากำลังถูกหักหลัง
เปลี่ยนไปสู่เกมของพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หวังพลิกขั้วไปจับมือกับพรรครัฐบาลเดิมเพื่อให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้รับสัญญาณไฟเขียวจากผู้มีอำนาจให้กลับบ้านได้ ในช่วงวันที่ 26 ก.ค.นี้ใช่หรือไม่
เพราะหากพรรคเพื่อไทย ยังดึงดันจับมือดัน “พิธา” เป็นนายกฯ แบบเย้ยฟ้าท้าดิน ความฝันที่นายใหญ่จะกลับบ้านในรอบ 17 ปี ก็เป็นศูนย์
มิพักถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเจอด่านสกัดจาก วุฒิสภา ที่แต่งตั้งมาจากผลพวงของผู้มีอำนาจเดิมนั่นเอง แถมยังไม่กลัวทัวร์ลง และเย้ยไปที่ นายพิธา ว่ามี ส.ว.ไม่เกิน 5 คนจะโหวตหนุนให้ ทั้งที่ต้องมีถึง 376 เสียง จึงจะเป็นนายกฯ ได้ ลำพังมีเสียงรวมกัน 312 เสียงคงไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะข้ออ้างของ "พิธา" และพรรคก้าวไกลนั้น หมิ่นเหม่ต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสถาบันเบื้องสูง โดยเฉพาะการหาเสียงเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ต้องการลดการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ลงมาให้เหมือนคนทั่วไป
อีกทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ ยังออกมาส่งสัญญาณกระตุกขวัญ โดยสอบถามไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด ว่าจะรับหรือไม่รับประเด็นแก้ไขมาตรา 112 ตามช่องทางรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 เพื่อให้ นายพิธา และพรรคก้าวไกล หยุดการกระทำ หลังมีผู้ร้องเรียนไปให้ อสส.พิจารณา ซึ่งล่วงเลยเวลามาแล้ว 15 วัน โดยคดีนี้หากตัดสินว่าผิดจริง ก็สามารถเป็นสารตั้งต้นให้ผู้ร้องยื่นเรื่องยุบพรรคก้าวไกล และฟ้องคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องได้ รวมทั้ง “พิธา” ด้วย
นี่ยังไม่นับคุณสมบัติส่วนตัวของ "ว่าที่นายกฯ ป้ายส้ม" เรื่องการถือหุ้นสื่อ ที่กำลังจะถูก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือ ส.ส.และ ส.ว.ใช้เสียง 1 ใน 10 ยื่นเรื่อง ตามช่องทางรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 เตรียมเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าขาดคุณสมบัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) หรือไม่ ที่ผูกโยงไปถึงคุณสมบัติการเป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกด้วย
ซึ่งมีหลายฝ่ายเชื่อว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาในช่วงโหวตนายกฯ กลางเดือน ก.ค. จะส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะ ส.ว.รวมทั้ง ส.ส.จำนวนมาก จะใช้ข้ออ้างเหล่านี้ไม่สนับสนุน แขวนเรื่องนี้ หรือชิงเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนอื่นขึ้นมาแทน เพราะไม่กล้าเสี่ยงที่จะสร้างความระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท หากสุดท้ายศาลตัดสินว่ามีความผิดในเวลาต่อมา
จึงเป็นเหตุให้ "พรรคเพื่อไทย" หากอยากพาทักษิณ กลับบ้าน จะต้องยึดตำแหน่งประธานสภาฯ ให้ได้ และถึงเวลาเปลี่ยนเกม มาแข่งขันผ่านการโหวตในสภาแบบตรงไปตรงมา ดีกว่าปล่อยเกมไหลเป็นเบี้ยล่างพรรคก้าวไกล หรือเล่นการเมืองลับหลัง อย่างเช่นกระแสที่จะให้พรรคพลังประชารัฐเสนอข้ามขั้วให้นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มาเป็นประธานสภาด้วยวิธีลงคะแนนลับ เป็นต้น
ซึ่งเสี่ยงจะถูกประณามหนักกว่าเปิดหน้าสู้ไปเลย เพราะอย่างน้อยก็ได้ใจเอฟซีเสื้อแดง 10 ล้านเสียง และกองเชียร์อื่นๆ ที่ไม่ได้เลือกพรรคก้าวไกล
พร้อมหาจังหวะที่ “พิธา” สะดุดเรื่องการโหวตนายกฯ ก่อนที่จะสลายขั้วเดิม และพลิกขั้วใหม่ ตามสไตล์การเมืองแบบไทยๆ ที่สัญญาณดิน ฟ้า อากาศ เปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ดังที่กูรูทางการเมืองออกมาดักคอ เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายศิธา ทิวารี จากพรรคไทยสร้างไทย หรือนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และนักวิชาการ ด้วยสูตรลับต่างๆ เช่น สูตรพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย จำนวน 252 หรือสูตรพรรคเพื่อไทย บวกกับ 188 เสียงจากพรรครัฐบาลเดิม หรือดีลลับอังกฤษ ที่เชื่อว่า ส.ว.ส่วนใหญ่ก็ขานรับแนวทางนี้ พร้อมถีบพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน
หากเป็นไปตามดีลลับเหล่านี้ ผู้ที่จะขัดขวาง "พิธา" ให้ตกเก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 และพรรคก้าวไกล ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่ใช่วุฒิสภา 250 เสียง ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่สองลุง...แต่เป็นพรรคเพื่อไทยนั่นเอง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เรือนจำกลางคลองเปรม เคาะ 'ทักษิณ' ติด 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ
คกก.พักโทษเรือนจำกลางคลองเปรม มีมติที่ประชุมเห็นชอบ "ทักษิณ" ติด 1 ใน 10 รายชื่อผู้ต้องขังผ่านเกณฑ์พักโทษกรณีทั่วไป ส่งต่อ คกก.พักโทษระดับกรมราชทัณฑ์
'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว
อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.
คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’
'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'
อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน
ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!
เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เผย 'ทักษิณ' เห็นใจคนไทยทั้งประเทศ เผชิญวิกฤตพลังงาน
“เอม-สามี” ตัวแทนครอบครัวเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งที่ 51 ด้าน “ทักษิณ” ฝากสาร ห่วงใยคนไทยทั้งประเทศ หลังเผชิญวิกฤตโลกจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง หวังมีทางออกร่วมกัน ผ่านช่วงเวลายากลำบากไปได้

