หลังการกลับมาประเทศไทยของ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี ในวันเดียวกับที่ประชุมรัฐสภาลงมติเห็นชอบนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ น.ช.ทักษิณ เมื่อมาถึงสนามบินดอนเมืองได้ยอมให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อรับทราบข้อหาทั้งหมด และนำตัวเข้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ชนิดที่ว่ากล้ายอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทยแต่โดยดี
ในช่วงบ่ายในวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ทักษิณเข้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดย นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้แถลงว่า "ทักษิณอยู่ในกลุ่มเปราะบาง มีอายุเกิน 70 ปี ดูจากประวัติการรักษาพบว่ามีโรคประจำตัวต้องเฝ้าระวังและรักษาอย่างต่อเนื่อง และเบื้องต้นได้แยกขังเดี่ยวอยู่ในแดน 7 ซึ่งเป็นสถานพยาบาล จากการตรวจสุขภาพพบประวัติ 4 โรค 1.โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 2.โรคปอด ซึ่งพบว่าเคยเป็นโรคหัวใจอักเสบรุนแรงจากการเคยเป็นโรคโควิด 2.โรคปอด ซึ่งพบว่าเคยเป็นโรคหัวใจอักเสบรุนแรงจากการเคยเป็นโรคโควิด-19 3.ความดันโลหิตสูง 4.โรคภาวะเสื่อมตามอายุ"
แต่แล้วเริ่มมีพิรุธ เมื่อในเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่ 23 ส.ค. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวทักษิณออกจากนอกเรือนจำเพื่อไปรักษาตัวด่วนที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยโฆษกกรมราชทัณฑ์ระบุว่า ทักษิณมีอาการนอนไม่หลับ แน่นหน้าอก ความดันโลหิตสูง ระดับออกซิเจนปลายนิ้วต่ำ โดยทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ยังขาดเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีศักยภาพ จึงเห็นควรส่งตัวไปที่โรงพยาบาลตำรวจที่มีความพร้อมกว่า
หลังจากที่ข่าวนี้เผยแพร่สู่สาธารณชน ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงการนำตัวออกจากเรือนจำในช่วงกลางดึก ทั้งที่ ทักษิณ อยู่ในเรือนจำยังไม่ครบ 24 ชม. โดยพาตัวออกไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ เข้าพักห้องวีไอพี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า "ถ้าเป็นผู้ต้องขังรายอื่น จะได้สิทธิพิเศษแบบนี้หรือไม่"
ถ้าสังเกตการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พัศดีในเรือนจำ เมื่อนำตัวผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำ จะต้องอยู่ในแดนกักโรค ถ้าผู้ต้องขังเกิดอาการป่วย ทางพัศดีจะพิจารณาส่งตัวไปรักษาที่ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ตกช่วงกลางคืนจะไม่สามารถนำตัวไปรักษาได้ เพื่อไม่ให้เกิดความแตกตื่นกับผู้ต้องขังรายอื่น และลดการก่อการจลาจล เว้นแต่ผู้ต้องขังรายนั้นจะถึงขั้นวิกฤตจำเป็นที่จะต้องรักษาในห้องไอซียู
และล่าสุดทางกรมราชทัณฑ์จะเปิดให้บุคคลใกล้ชิด ทนายความ หรือญาติ ที่ลงชื่อไว้ทั้งหมด จำนวน 10 คน เข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น. ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดย น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร และคนในครอบครัวเข้าเยี่ยมแล้ว
ส่วนการ ขอพระราชทานอภัยโทษ ทำได้ทันที และกรมราชทัณฑ์ก็มีความพร้อม ซึ่งตามขั้นตอน เมื่อญาติยื่นเอกสารแล้ว คณะกรรมการของกรมราชทัณฑ์ก็พิจารณาเสนอกระทรวงยุติธรรม และเสนอนายกรัฐมนตรี ซึ่งการพระราชทานอภัยโทษถือเป็นพระราชอำนาจ มี 2 ประเภท คือ เป็นการทั่วไป กับเป็นการเฉพาะราย
กรณีของทักษิณหากจะยื่นเฉพาะราย คาดว่ากระบวนการแล้วเสร็จ ไม่เกิน 1-2 เดือน ที่จะพิจารณาและมีผล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร และขึ้นอยู่กับ "พระราชอำนาจ"
ส่วนกระบวนการลดโทษของกรมราชทัณฑ์คือ ตามระเบียบจะต้องรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของการกำหนดโทษ แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป จะต้องจำคุกมาแล้ว 1 ใน 3 ซึ่งนายทักษิณเป็นผู้สูงอายุ มีอาการป่วย และหากผ่านการอบรมต่างๆ ของเรือนจำ และชั้นของนักโทษ ซึ่งหากถึงเวลาหนึ่งในชั้นนักโทษก็คงมีการขยับแล้ว การขอพระราชทานอภัยโทษ กับการลดโทษ เป็นคนละเรื่องกัน จึงต้องแยกกัน
ทั้งนี้ ในกรณีการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปกับผู้ต้องขังในคดีทุจริต หรือคดียาเสพติด จะได้รับการลดโทษตามสัดส่วน ซึ่งน้อยกว่าความผิดอื่น
แต่ที่น่าจับตาคือ กลุ่มมวลชนเสื้อเหลืองที่เคยชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านทันที โดย นายพิชิต ไชยมงคล พร้อมนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และสมาชิกยื่นหนังสือถึงนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กรณีการเลือกปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษแก่นายทักษิณที่ถูกย้ายตัวออกมารักษาที่ รพ.ตำรวจ
ขณะที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี ยื่นหนังสือถึงนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ถึงการรับตัวนายทักษิณ ผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพเข้ารักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ได้รับสิทธิ์รักษาห้องพิเศษเหนือผู้ต้องขังทั่วไป โดย นพ.ตุลย์ได้สวมชุดดำไว้อาลัยให้กรมราชทัณฑ์และหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องด้วย
ล่าสุด นายอนันต์ สาครเจริญ เหรัญญิกพรรคไทยภักดี พร้อมสมาชิกพรรค ยื่นหนังสือต่อนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อขอคัดค้านการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการพิเศษเฉพาะรายของ น.ช.ทักษิณ เนื่องจากเป็นคดีทุจริตคอร์รัปชัน สร้างความเสียหายร้ายแรง หลบหนีการลงโทษ ไม่ยอมรับคำพิพากษา จะเป็นการระคายเคืองเบื้องะระยุคลบาท ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม สร้างความเหลื่อมล้ำ พร้อมกับขุดคดีกองทัพแจ้งความ 112 จี้ อสส.เร่งเครื่องทำงาน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้บรรยากาศการต่อต้าน พ.ร.ก.นิรโทษกรรมสุดซอย ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์หวนกลับมาอีกครั้่ง
จึงต้องจับตาว่า น.ช.ทักษิณ จะเดินเกมซ้ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่?.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เรือนจำกลางคลองเปรม เคาะ 'ทักษิณ' ติด 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ
คกก.พักโทษเรือนจำกลางคลองเปรม มีมติที่ประชุมเห็นชอบ "ทักษิณ" ติด 1 ใน 10 รายชื่อผู้ต้องขังผ่านเกณฑ์พักโทษกรณีทั่วไป ส่งต่อ คกก.พักโทษระดับกรมราชทัณฑ์
'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว
อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.
คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’
'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'
อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน
ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!
เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เผย 'ทักษิณ' เห็นใจคนไทยทั้งประเทศ เผชิญวิกฤตพลังงาน
“เอม-สามี” ตัวแทนครอบครัวเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งที่ 51 ด้าน “ทักษิณ” ฝากสาร ห่วงใยคนไทยทั้งประเทศ หลังเผชิญวิกฤตโลกจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง หวังมีทางออกร่วมกัน ผ่านช่วงเวลายากลำบากไปได้

