ภายหลังที่คณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบไปด้วย 34 อรหันต์ โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์เป็นประธาน ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนเศษ
แต่กลับได้แนวทางไม่ชัดเจน กับความคาดหวังของประชาชน เพราะได้ข้อสรุปคือ ได้คำถามประชามติเพียง 1 คำถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”
และทำประชามติ 3 ครั้ง มีการประเมินว่า ครั้งละประมาณ 3,500 ล้านบาท หรือรวมเป็นจำนวน 10,500 ล้านบาท ยังไม่นับหากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งไม่เคยมีมาในประเทศไทยหรือไม่ คาดว่าต้องใช้เงิน 5,000 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินเดือน ส.ส.ร.อีก 200 ล้านบาท เบ็ดเสร็จแล้วต้องใช้เงินประมาณ 15,700 ล้านบาท
ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่สังคมอยากทราบ โยนให้ ครม.พิจารณาในต้นเดือน ม.ค. ปี 67 เช่น การแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติหรือไม่, วันประชามติครั้งแรก โดยระบุว่าหาก ครม.เห็นชอบก็จะส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา ดำเนินการทำประชามติ ในกรอบเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 120 วัน
ขณะที่มาและสเป็กของ ส.ส.ร.ก็ให้ สส.และ สว.เป็นผู้กำหนดในช่วงมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 หลังประชามติครั้งแรกผ่าน
เมื่อข้อสรุปออกมาเช่นนี้ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมา โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มองว่า คำถามหลักในประชามติควรเป็นคำถามที่ถามถึงทิศทางภาพรวมและเปิดกว้างที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนที่แม้เห็นต่างกันในรายละเอียด แต่เห็นตรงกันว่าควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถเห็นร่วมกันได้มากที่สุด
แต่คำถามที่คณะกรรมการเคาะมา กลับเป็นคำถามที่ไม่เปิดกว้าง แต่ไป “ยัดไส้” เงื่อนไขหรือรายละเอียดปลีกย่อย ที่ทำให้ประชาชนบางคนอาจเห็นด้วยกับบางส่วนของคำถาม แต่ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วนของคำถาม ซึ่งเสี่ยงจะนำไปสู่การกีดกันแนวร่วมบางส่วนออกจากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เช่น หากประชาชนเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับการล็อกเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 ประชาชนที่มีความคิดดังกล่าวจะมีความลำบากใจในการตัดสินใจว่าจะลงคะแนนว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ”
ถ้าลงว่า “ไม่เห็นชอบ” ก็เท่ากับว่าคะแนนของเขาจะถูกรวมกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ประชามติจะ “ไม่ผ่าน” และนำไปสู่การปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าลงว่า “เห็นชอบ” ก็เท่ากับว่าเขาถูก “มัดมือชก” ไปกับเงื่อนไขเรื่องการล็อกเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 ที่ตัวเขาเองไม่ได้เห็นด้วย
เช่นเดียวกับ รัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ แสดงความเห็นว่า ที่ผ่านมาการที่ “ภูมิธรรม” พูดว่าจะเกิดความขัดแย้งเรื่องหมวด 1 และ 2 นั้นจะเกิดจากใคร และไม่เคยลงรายละเอียดว่าใครบ้างที่จะไม่เห็นด้วยหรือต้องการล็อกทั้ง 2 หมวดนี้ไว้ไม่ให้แก้ไขได้ นอกจาก สว.ที่แสดงท่าทีชัดเจน
"ตัวแทนไอลอว์" อธิบายเพิ่มว่า เรื่องหมวด 1 หมวด 2 นี้สุดท้ายคนที่อยากแก้และคนที่ไม่อยากแก้ก็ไปหาเสียงกันในฐานะ ส.ส.ร.แล้วก็ให้คนไปโหวตเลือก ส.ส.ร.ที่อยากได้ ไปวัดกันในสนามเลือกตั้ง แต่อย่ามาล็อกไว้ก่อนหรือสร้างเงื่อนไขไว้ก่อนที่สุดท้ายจะกลายเป็นเงื่อนไขของคนที่ออกไปโหวต ซึ่งจะไม่เป็นผลดีอยู่แล้วกับทั้งประชาชนและก็รัฐบาล
ทางด้าน คณะกรรมการ ยอมรับสาเหตุที่ได้ข้อสรุปออกเช่นนี้ เพราะให้ความสำคัญกับคำถามแรกมากที่สุด และจำเป็นต้องผ่านการทำประชามติเพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้า เพราะหากไม่ผ่านก็เท่ากับอวสานไปทันที
ส่วนความเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย คณะกรรมการได้รวบรวมเพื่อจัดส่งให้ ครม.และ องค์กรที่มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นำไปประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
ขณะที่โต้โผอย่าง ภูมิธรรม ชี้แจงเสียงต้าน โดยเฉพาะปมที่ถูกกล่าวหาว่ามัดมือชกว่า สส. สว. ประชาชน และกลุ่มทางสังคมต่างๆ เสียงส่วนใหญ่คือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขหมวด 1 และ 2 แต่เราเอาเสียงส่วนใหญ่ โดยที่เอาข้อความเห็นต่างนำเสนอสู่ ครม.
"แม้แต่พรรคก้าวไกลที่ไม่ร่วมในคณะกรรมการ เราก็รับฟังความเห็น โดยนิกร จำนง ประธานคณะอนุฯ รับฟังความเห็นได้ไปคุย และทำแบบสอบถามร่วมกัน ดังนั้นเมื่อผลออกมาแบบนี้เราเอาเสียงส่วนใหญ่ และไม่ทอดทิ้งเสียงที่เห็นต่าง เราต้องการทำให้เป็นประชาธิปไตย ทำให้ผ่าน และทำให้เสร็จ เสียงที่ดังในโซเชียลคือนักเคลื่อนไหว แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ต้องถาม มัดมือชก หรือขัดหลักการประชาธิปไตยตรงไหน ซึ่งเราทำตามกระบวนการประชาธิปไตยทั้งหมด” ประธานภูมิธรรมกล่าว
นอกจากประเด็นตั้งคำถามประชามติ ที่ถูกมองว่าอาจจะไม่ผ่านประชามติครั้งที่แล้ว ยังมีอีกเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตกม้าตาย เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 กำหนดให้ต้องใช้ “เสียงเกินกึ่งหนึ่งสองชั้น”
ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น นิกร จำนง และ ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการ ออกมาแสดงความหนักใจในทำนองว่า ภายในคณะอนุกรรมการได้หารือกันว่าการทำประชามตินั้นมีปัญหาที่จะทำให้ผ่านไม่ได้ เพราะต้องมีเสียงข้างมาก 2 ระดับ คือ ข้อ 1 ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ทําประชามติเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด คือประมาณ 26 ล้านคน ข้อ 2 ใน 26 ล้านคนนี้ จะต้องเห็นด้วยว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 13 ล้านกว่าคน ซึ่งคิดว่าทําได้ยากมาก
เนื่องจากมองว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเหมือนเรื่องไกลตัว น่าจะทำประชาสัมพันธ์กันไม่ทัน อีกทั้งความเห็นต่างก็ไม่เยอะ คนที่ไม่เห็นด้วยมีไม่มากนัก แรงส่งที่จะทําให้มีคนออกมาใช้สิทธิ์น่าจะน้อย จึงเห็นว่าอาจมีปัญหา และถ้าหากประชามติไม่ผ่านขึ้นมา ก็จะกลายเป็นว่าคนไทยไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ...แต่สุดท้ายคณะกรรมการก็ไม่ฟันธงว่าจะแก้หรือไม่ และโยนให้ ครม.ไปพิจารณา
นี่คือโจทย์ที่จะพิสูจน์ความจริงใจที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจในเดือน ม.ค.2567 ว่าเคาะตามแนวทางของคณะกรรมการชุดภูมิธรรมหรือตีกลับไปพิจารณาใหม่ ท่ามกลางข้อครหาซื้อเวลาหรือไม่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
26ส.ค.ไต่สวนลับ บัตรเลือกตั้ง ปิดคดีกันยายน
คำร้องคดี บัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้วินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจใช้สืบค้นย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 18 มี.ค. ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย
หลังเปิดสภา 25 ส.ค. การเมืองร้อนกลางสายฝน ล็อกเป้าซักฟอกถล่ม'อนุทิน'
แน่นอนว่าไคลแมกซ์การเมืองในช่วงการประชุมสภาสมัยล่าสุด ที่จะเริ่มเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 25 ส.ค.นี้เป็นต้นไป คือ
‘หนู-นก’ลุยไฟฝ่าเสียงค้าน! เข็น‘TH-AI Passport’ไม่ไร้ค่า
ไม่ใช่โครงการไร้ค่า เฮงกะบ๊วย! คำพูดการันตีจากหัวหน้ารัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หลังโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดลงทะเบียนวันแรกแล้วเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569
“เล่าต๋า”เขย่าระบบราชทัณฑ์ เปิดปมใหญ่ช่องโหว่"ลดโทษ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการยุติธรรมปลายน้ำของไทยปะทุขึ้นอีกระลอก หลังการก้าวพ้นประตูเรือนจำกลางบางขวางของ เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติดระดับชาติ วัย 86 ปี เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา
จับตาโผแต่งตั้ง"นายพลใหญ่" ปรับทัพวาง"ขุนศึก"ยุค"บิ๊กราญ"
ว่าที่ “ผบ.ตร.” คนที่ 16 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตัวแล้ว “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เตรียมรับไม้ต่อจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่จะเกษียณ 30 ก.ย.นี้
คุมเข้ม ‘ปืน’ ปราบอาชญากรรม ได้เสียงชื่นชม หรือเสียคะแนนนิยม
ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการล้อมคอก เรื่องการครอบครองและพกพาอาวุธปืนของรัฐบาล หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนชื่อดังที่ จ.นนทบุรี คดีนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต และเหตุสะเทือนขวัญอีกหลายคดี

