สว.เปิดซักฟอกรัฐบาลส่อสะดุด หลายก๊ก-ขาดเอกภาพ-หวังอำนาจ

ชักเริ่มจะไม่แน่เสียแล้ว สำหรับการเปิดอภิปรายรัฐบาลโดยไม่ลงมติของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ภายหลังจากมีความเคลื่อนไหวในการรวบรวมรายชื่อเพื่อให้ได้ 1 ใน 3 จาก สว.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ 84 คน จากทั้งหมด 250 คน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ อาจจะไปไม่ถึงฝัน เนื่องจาก สว.ขณะนี้เกิดการแบ่งกลุ่มก้อนกันอย่างชัดเจน โดยกลุ่ม สว.กำลังแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งนายวันชัย สอนศิริ สว.และในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ออกมายอมรับเองว่าเสียงของ สว.ต่อเรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร

แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 สว.ที่มีความพร้อมจะอภิปรายรัฐบาล กลุ่มที่ 2 สว.ที่ไม่เห็นด้วยกับการขอเปิดอภิปรายอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมองเห็นว่ารัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ และ กลุ่มที่ 3 สว.ที่ยังคงสงวนท่าทีไม่สนับสนุนและไม่คัดค้าน

การแตกเหล่าแตกกอของ สว.ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ถือว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร และเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่การโหวตเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏว่ามี สว.ไม่เห็นชอบ 13 เสียง และ งดออกเสียง 68 เสียง โดยมี สว.ที่สนับสนุนนายเศรษฐาครั้งนั้น 152 คน และถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดก็จะพบว่า สว.ทั้ง 13 เสียงและ 68 เสียง ส่วนใหญ่เป็น สว.ที่อยู่ในกลุ่มเครือข่ายของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และมีจุดยืนต่อต้านระบอบทักษิณมาโดยตลอด

สว.ในกลุ่มนี้เองที่เป็นตัวตั้งตัวตีที่จะขอเปิดอภิปรายรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่นายเศรษฐาโดยตรงเป็นหลัก ไม่ใช่การอภิปรายถล่มรัฐบาลในภาพรวม ซึ่งที่ผ่านมา สว.ในกลุ่มนี้มักจะแสดงออกถึงความไม่พอใจในนโยบายของรัฐบาลหลายเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็น โครงการเงินดิจิทัล ที่เห็นว่าเป็นนโยบายประชานิยมซึ่งจะเข้ามาทำลายระบบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นหลักการที่ สว.หลายคนเมื่อครั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. วางรากฐานเอาไว้ผ่านการยกมือสนับสนุนพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 จึงไม่ยอมที่จะให้นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยเข้ามาเขย่าหลักการดังกล่าว หรือจะเป็นท่าทีของรัฐบาลที่วางเฉยต่อการให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังได้สิทธิ์รักษาตัวนอกโรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์เกิน 120 วัน โดยไม่ออกมาชี้แจงให้สาธารณะคลายความสงสัยว่าเหตุใดอดีตนายกฯ ทักษิณถึงมีสิทธิ์เหนือกว่านักโทษคนอื่น

ดังนั้นหากจะมองว่า สว.กลุ่มนี้ที่ออกมาพยายามรวบรวมรายชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายรัฐบาลนั้น คงต้องการหวังผลในทางการเมืองและดิสเครดิตนายเศรษฐาอยู่ไม่น้อย

ขณะที่ เมื่อมองไปยังความเคลื่อนไหวของกลุ่ม สว.ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดอภิปรายนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ต้องการสร้างศัตรูในทางการเมือง ต้องไม่ลืมว่า สว.ชุดปัจจุบันกำลังจะดำรงตำแหน่งครบ 5 ปีและหมดวาระลงในเดือนพฤษภาคมนี้ ที่สำคัญรัฐธรรมนูญยังห้ามไม่ให้ สว.ชุดนี้กลับเข้ามาเป็น สว.อีก จึงต้องหันไปสู่สนามเลือกตั้ง สส.แทน

ด้วยเหตุนี้ สว.จำนวนไม่น้อยจึงต้องการแต่งตัวและเตรียมตัวเพื่อให้พร้อมกับการเลือกตั้ง สส.ที่จะเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุดในปี 2570 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้สมัคร สส.ที่เคยเป็นอดีต สว.จะต้องพ้นจากตำแหน่ง สว.มาแล้วเกิน 2 ปี เท่ากับว่าถ้า สว.หมดวาระในปีนี้ เก็บเนื้อเก็บตัวอีก 2 ปีก็สามารถสวมเสื้อพรรคการเมืองไปสมัคร สส.ได้ เว้นเสียแต่จะมีเหตุอะไรที่ทำให้นายเศรษฐาต้องยุบสภาเสียก่อน

การสร้างศัตรูกับพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาลย่อมไม่เป็นผลดีกับตัว สว.ที่ยังกระหายโอกาสในทางการเมือง ทางเลือกที่เหมาะสมในเวลานี้คือ การอยู่ให้เป็นและเล่นไปตามกระแส จึงเป็นที่มาว่าทำไมถึงไม่ลงชื่อเพื่อขอเปิดการอภิปรายรัฐบาล แม้ว่าจะไม่มีการลงมติก็ตาม

เมื่อมองในภาพรวมของช่วงท้ายปลายวาระการดำรงตำแหน่งของ สว.ชุดนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าแทบจะไม่เหลือไว้ซึ่งความเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกย่างก้าวของ สว.ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็นการทำเพื่อหวังผลในทางการเมืองแทบทั้งสิ้น

เรียกได้ว่ามิอาจเป็นที่พึ่งได้อีกต่อไปแล้วก็คงไม่ผิดไปจากความจริงแต่อย่างใด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'

อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน

ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!

เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'ครม.หนู 2' เปลี่ยน 'ซือแป๋' สเปก-จังหวะ-ภารกิจ ลงล็อก 'ปกรณ์'

‘ดร.ปื๊ด’ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ไปต่อใน ‘ครม.อนุทิน 2’ ส่วนคนมาแทนที่คือ ‘เลขาฯ เล็ก’ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หนึ่งในนักกฎหมายเครือข่าย ‘เนติบริกร’ เครือเดียวกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายบวรศักดิ์เอง

ครม.อนุทิน2ใกล้คลอด รอรับศึกหนักแถลงนโยบาย

คาดหมายกันทางการเมืองว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อาจนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในไม่เกินสุดสัปดาห์นี้