บริหารประเทศสู่เดือนที่ 2 แล้ว สำหรับรัฐบาล “นายกฯ อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศไทย ต้องเจอหลายปัญหา และยังต้องโดนจับจ้องทุกฝีก้าว ด้วยสวมหมวกนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อย ประสบการณ์การทำงานและงานการเมืองยังมีพรรษาน้อย ต้องใช้เวลาพิสูจน์
ทั้งยังเป็นทายาทตระกูลชินวัตร ที่ถูกมองว่าอำนาจของรัฐบาลแพทองธารที่แท้จริงอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพ่ออยู่เบื้องหลัง จึงไม่แปลกที่ทุกย่างก้าวของนายกฯ อิ๊งค์จะถูกจับจ้องตลอด
ตั้งแต่เรื่องไอแพด ที่เกิดดรามาในโลกโซเชียลก่อนหน้านี้ เมื่อมีการแชร์ภาพของ น.ส.แพทองธารก้มหน้าอ่านข้อมูลในไอแพด ระหว่างหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในระหว่างไปร่วมเวทีประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 3 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นเวทีต่างประเทศเวทีแรกของนายกฯ อิ๊งค์ หลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนเกิดเสียงวิจารณ์ภาพลักษณ์ของผู้นำประเทศ
และล่าสุดในการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 44 และ 45 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็เกิดเสียงวิจารณ์อีกครั้ง
เมื่อสังคมออนไลน์จับผิด นายกฯ โพสต์ข้อความระหว่างการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนว่าได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ปรากฏว่านายกฯ ระบุตำแหน่งผิดว่า “หลี่ เฉียง ประธานาธิบดีของจีน” จนโซเชียลแห่คอมเมนต์ว่านายกฯ มั่วหนัก
และนอกจากถูกจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวแล้ว เมื่อสวมหัวโขนแม่ทัพรัฐบาล ต้องเจอสารพัดปัญหาที่เข้ามากดดัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง สถานการณ์น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม รวมถึงงานการเมือง
ซึ่งล่าสุดได้มีกระแสกดดันมายังรัฐบาลให้ไตร่ตรองรอบคอบถึงการออก พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ที่กรรมาธิการมีข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมการกระทำผิดตามมาตรา 112 รวมอยู่ด้วย
โดยท่าทีของบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น “พรรคภูมิใจไทย” ที่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้ประกาศจุดยืนของพรรคชัดเจน เรื่องมาตรา 112 จะไม่มีการนิรโทษกรรมแน่นอน
ขณะที่ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ขอสงวนสิทธิ์ที่จะมีมติงดออกเสียงในการลงมติรับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พร้อมจุดยืนไม่นิรโทษกรรมผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 ทุกกรณี เพราะมองว่าเป็นการละเมิดต่อสถาบันหลักของชาติ
ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” มีมติไม่เห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เช่นกัน และไม่เห็นชอบการส่งให้รัฐบาลพิจารณา โดยมองว่าคดีการกระทำผิดตามมาตรา 112 จะมีผลในการส่งเสริมมุมกลับให้มีการละเมิดมาตรา 112 ในอนาคตได้
นอกจากนี้ยังมีประเด็นให้นายกฯ ต้องปวดหัว เมื่อการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่พรรคเพื่อไทยของนายกฯ อิ๊งค์ เคยประกาศไว้ตอนหาเสียง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะเสร็จไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้ จนมีกระแสกดดันและถามไถ่มาถึงบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย รวมถึงผู้นำรัฐบาลด้วย
ซึ่งถึงแม้จะได้รับการยืนยันจากฟากแกนนำเพื่อไทยว่าได้เดินหน้าอย่างจริงจังแล้ว ตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ศึกษาแนวทางการทำประชามติ จนมีการเสนอแก้กฎหมาย ซึ่งถือว่ามีความคืบหน้าและเชื่อว่าประชาชนจะเห็นความตั้งใจจริง
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีการฟังเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งสัญญาณขณะนี้พรรคร่วมควรให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม ยึดโยง และฟังเสียงประชาชน
และจากเสียงสะท้อนต่างๆ รอบด้านนี้จึงนำมาสู่วงดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล ที่จะเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการดินเนอร์นัดแรกของพรรคร่วมรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ที่จะมีการหารือในหลายประเด็น
โดย น.ส.แพทองธารได้ระบุไว้ว่า “ตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ทานข้าวกับหัวหน้าพรรค ซึ่งมีพรรคร่วมรัฐบาลอีกหลายๆ ท่านที่ไม่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรี จึงอยากจะคุยกันว่าเป็นอย่างไรบ้าง จริงๆ ปกติแล้วอาจจะมีวาระสำคัญไม่กี่เรื่อง แต่เป็นการมาเจอกันและคุยกันมากกว่า และจะอัปเดตให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างและจะทำอะไรต่อบ้าง และขอคอมเมนต์รวมๆ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว เราจะคุยกันว่าใครมีความคิดเห็นอะไร ซึ่งหลายท่านมีประสบการณ์มาก พอได้คุย ได้มีเวทีสบายๆ หน่อย ก็จะได้ประโยชน์จากทุกท่านเยอะ และมีหลายเรื่องต้องขอความร่วมมือซึ่งกันและกัน”
และหลังจากนี้จะมีการนัดรับประทานอาหารเดือนละ 1 ครั้งตามวงรอบ เช่นเดียวกับรัฐบาล นายเศรษฐา
ทั้งนี้ คาดว่าวงดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลนัดแรกนี้ จะมีการหยิบยกในหลายประเด็นขึ้นมาหารือเพื่อขอความร่วมมือจากบรรดาแกนนำพรรค ส่วนหลังจบดินเนอร์แล้วทุกสถานการณ์ที่นายกฯ อิ๊งค์เผชิญ จะคลี่คลายลง หรือจะพอช่วยลดอุณหภูมิให้นายกฯ ลงได้บ้างหรือไม่ คงต้องดูกันต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ดีเอสไอ”มัดตราสัง"ฟอเร็กซ์" “ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน”เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
'อนุทิน' โผล่สภาฯ บรรยากาศคึกคัก สส.แห่ทักทายร่วมเฟรมไม่ขาดสาย
"อนุทิน" โผล่สภาฯ หลังเสร็จภารกิจทำเนียบฯ เสริมบรรยากาศในห้องประชุมคึกคัก บรรดา สส. ทยอยเข้าทักทายไม่ขาดสาย เชิญถ่ายรูปตลอดเวลา
นายกฯ แจงสั่งยกเลิกผลสอบท้องถิ่น เอาผิดเฉพาะคนทุจริต ไม่เหมาเข่งผู้สอบผ่านทั้งหมด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเมื่อช่วงเช้า เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสางปัญหาทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่าเป็นการเรียกมาสั่งการ และมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการ และดำเนินคดีหาคนผิด เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งในเรื่องคดีก็ต้องดำเนินการ ขณะที่เรื่องของข้อเท็จจริง ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งนายสันติธร ยิ้มละมัย
ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท
นายกฯ ลั่นต้องขยายผลให้ถึงที่สุด เชือดคนโกงสอบท้องถิ่น ถามจ่ายเงินกันขนาดนี้ประเทศจะอยู่ได้ยังไง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการให้นโยบายปลัดกระทรวงมหาดไทย ในการตรวจสอบกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นายกฯ ปัดตอบมั่นใจอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ บอกทำให้ดีที่สุด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรีสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ได้แจ้งในที่ประชุมครม.หรือไม่ว่า ไม่ได้บอก มันเป็นสิทธิของตน ถ้าจะทำก็ทำเลย ไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งนั้น ความแตกต่างของการเป็นนายกฯก็ตรงนี้แหละ

