
ไชยันต์ ไชยพร
ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงหนังสือ ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจล ในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ของ ว.ช. ประสังสิต ที่ติพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2492 หลังการรัฐประหารเป้นเวลาราว 2 ปี ที่ตีพิมพ์หนังสือมอบอำนาจวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 และคำสาบานตัวต่อหน้าพระรัตนตรัยและทวยเทพอันศักดิ์สิทธิ์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมวันที่ 19 พฤศจิกายน 2490 ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม การมอบอำนาจและคำสาบานย่อมทำให้จอมพล ป. กลับมาเป็นวีรบุรุษของชาวไทยที่พอใจกับการทำรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน หลังจากที่เขาเคยเป็นวีรบุรุษก่อนหน้านี้ในครั้งที่เขาเป็นนายทหารที่นำการปราบกบฏบวรเดชในปี พ.ศ. 2476 โดยเชื่อว่า การทำรัฐประหารภายใต้การนำของเขานั้น ตัวเขาจะไม่ขอกลับมามีตำแหน่งใดๆอีก เป็นการเสียสละที่เสี่ยงทำรัฐประหารเพื่อให้ผู้คนในชาติได้มีชีวิตที่ดีขึ้น “ให้ประเทศชาติร่มเย็น และก้าวขึ้นสู่ความเป็นอารยะ มิได้มักใหญ่ใฝ่สูงในส่วนตัวด้วยประการใดๆ”
หัวข้อที่ต่อจากการสาบานตนของจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชหัตถเลขา ด้วยทรงพอพระทัย” ซึ่งพระราชหัตถเลขาดังกล่าวนี้ มีเนื้อหาที่แสดงความพอพระทัยต่อการทำรัฐประหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช ทำให้การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนนั้นมีความชอบธรรมสำหรับผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ในปี พ.ศ. 2492 รวมทั้งความชอบธรรมในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 21 และคณะที่ 22
หนังสือเล่มนี้ของ ว.ช. ประสังสิต ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ห้าวันหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเพิ่มเติม พ.ศ. 2492 ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 และห้าวันก่อนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2492 และเมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2492 รัฐบาลได้แถลงนโยบายในสภาผู้แทนฯ มีการอภิปรายรวม 11 วัน และได้อภิปรายในวุฒิสภาอีก 3 วัน สภาผู้แทนจึงได้ลงมติให้ความไว้วางใจเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 2492 นโยบายของรัฐบาลคณะนี้ ปรากฎในหนังสือราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2492 เล่ม 66 ตอน 39 หน้า 3422
พระราชหัตถเลขาวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดังความต่อไปนี้
โลซานน์
๒๕ พฤจิกายน ๒๔๙๐
ถึง จอมพล ป. พิบูลสงคราม
ฉันได้รับหนังสือลงวันที่ ๑๔ เดือนนี้ ทราบความตลอดแล้ว เมื่อเหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นเช่นนี้ก็มีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตั้งแต่บัดนี้เปนต้นไป ประชนชนพลเมืองไทยที่รักของฉัน ซึ่งฉันได้เป็นห่วงใยในความทุกข์สุขของเขาอยู่เสมอตลอดมา ก็คงจะได้บรรเทาและปลดเปลื้องความลำบากยากแค้นต่าง ๆ ลงไปจนหมดสิ้น และมีความสุขสบายตามสมควรของเขา
ฉันรู้สึกพอใจยิ่งนัก ที่ได้ทราบว่า เหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นนี้ มิได้เสียเลือดเนื้อและชีวิตของคนไทยด้วยกันเลย อนึ่งที่ได้บอกมาว่า ทุก ๆ คน ที่ได้ร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ได้ตกลงแน่วแน่ว่า ไม่ต้องการช่วงชิงอำนาจหาความดีใส่ตนเลย มีจุดประสงค์เพียงแต่จะให้รับบาลใหม่ที่เข้มแข็ง ได้เข้ามาบริหารราชการ ทำนุบำรุงให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองและปลดเปลื้องความยุ่งยากที่บังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในบัดนี้ให้บรรเทาเบาบางลง ให้ประชาชนได้รับความสงบสุขร่มเย็นตามสมควรแก่สภาพ และให้ประเทศชาติได้รับการทำนุบำรุงให้เจริญ ฯลฯ นั้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นอุดมคติอันดียิ่ง และเป็นความซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติโดยแท้จริง เมื่อได้ยึดถืออุดมคติอันดีดังกล่าวนี้นำมาปฏิบัติ นอกจากจะปรากฏในประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังเป็นตัวอย่างอันดีแก่ข้าราชการและประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย ขอให้ทุก ๆ ฝ่ายจงช่วยกันร่วมมือประสานงานด้วยดี เพื่อนำมาซึ่งความรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาตี่รักของเราจะเป็นความพอใจสูงสุดของฉัน
การที่ขอให้ฉันกลับเข้าเมืองไทยในโอกาสที่ฉันได้บรรลุนิติภาวะ ณ วันที่ ๕ ธันวาคม ศกนี้นั้น ฉันขอขอบใจมาด้วย นอกจากเวลาจะได้กระชั้นชิดจนเกินไปแล้ว ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งฉันเข้าไปไม่ได้ ฉันได้สั่งให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ ไปแจ้งให้เข้าใจโดยละเอียดแล้ว แต่อย่างไรก็ดีฉันมีความประสงค์ที่จะกลับเข้าไปกรุงเทพ ชั่วคราวเพื่อถวายพระเพลิงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในเดือนมีนาคมหน้านี้ ตามที่ได้กะไว้ ในขณะที่อยู่ในกรุงเทพฯ ชั่วคราวนี้ ฉันหวังว่าจะได้ช่วยทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองได้บ้างไม่มากก็น้อย
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช
พระราชหัตถเลขานี้ปรากฏเป็นตัวพิมพ์ในหนังสือ ว.ช. ประสังสิต สองเล่ม เล่มแรกและเป็นครั้งแรกที่ปรากฏความในพระราชหัตถเลขา คือ ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (พระนคร: โรงพิมพ์บริษัทรัฐภักดี: 2492) หน้า 245-248 เล่มที่สองคือ เบื้องหลังการสวรรคต ร. ๘ (พระนคร : สำนักพิมพ์ธรรมเสวี: 2498), หน้า 274-277 และในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ไม่มีการกล่าวอ้างอิงว่า ผู้เขียนได้รับเอกสารสำเนาพระราชหัตถเลขานี้มาจากไหน ใน เบื้องหลังการสวรรคต ร. ๘ หน้า 274 มีข้อความว่า “พระราชหัตถเลขาพอพระราชหฤทัย (จั่วหัว) ต่อจากนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีสาส์นไปทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับศึกษาอยู่ ณ โลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทูลเชิญให้เสด็จนิวัติพระนครด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชหัตถ์เลขาแสดงความปิติยินดีอย่างยิ่งด้วยคณะรัฐประหาร ดังสำเนาต่อไปนี้”
ที่น่าสังเกตคือ ในสำเนาพระราชหัตถเลขาที่ปรากฏใน ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หน้า 244 ได้มีการพิมพ์ตราครุฑไว้เหนือข้อความพระราชหัตถเลขา ส่วนใน เบื้องหลังการสวรรคต ร. ๘ หน้า 274 ไม่ได้พิมพ์ตราครุฑ แต่ใช้เป็นตัวหนังสือว่า “(ตราครุฑ)” ซึ่งการใช้สัญลักษณ์ตราครุฑก็ดีหรือพิมพ์คำว่า “(ตราครุฑ)” ก็ดี ย่อมจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกน่าเชื่อถือในสำเนาพระราชหัตถเลขาว่าเป็นพระราชหัตถเลขาที่แท้จริงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าพระราชทานมา แต่ตราครุฑที่ว่านั้น มีปัญหา เพราะหนังสือพระราชหัตถเลขา ไม่จำเป็นต้องมีตราครุฑเสมอไป ด้วยตราครุฑเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กับหนังสือราชการทั่วไป แต่สำหรับหนังสือพระราชหัตถเลขาซึ่งเป็นหนังสือส่วนพระองค์ จะมีตราประจำพระองค์หรือตราประจำราชวงศ์ประทับแทน หนังสือพระราชหัตถเลขาเป็นหนังสือที่พระมหากษัตริย์ทรงมีไปถึงบุคคลต่างๆ โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ จึงใช้ตราประจำพระองค์หรือตราประจำราชวงศ์ ที่เป็นตราที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ เช่น ตราพระมหาพิชัยมงกุฎ ดังนั้น หนังสือพระราชหัตถเลขาจึงใช้ตราที่เหมาะสมกับความเป็นส่วนพระองค์ ไม่จำเป็นต้องใช้ตราครุฑเหมือนหนังสือราชการทั่วไป
นอกจากนี้ การใช้ตราครุฑในหนังสือราชการของไทย มี 2 แบบ คือ แบบครุฑเท้าตั้ง (ครุฑดุน) และแบบครุฑเท้าเหยียดตรง โดยแบบครุฑเท้าตั้งจะใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น ส่วนแบบครุฑเท้าเหยียดตรงจะใช้ในหนังสือราชการทั่วไป โดยตราครุฑเท้าตั้ง (ครุฑดุน) ใช้เฉพาะในหนังสือราชการที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น เช่น ราชกิจจานุเบกษา, หนังสือเดินทาง, และหนังสือของกรมราชองครักษ์และหน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนตราครุฑเท้าเหยียดตรงใช้ในหนังสือราชการทั่วไป ดังนั้น ตราครุฑในหนังสือพระราชหัตถเลขาฯ ใน ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หน้า 244 จึงเป็นกรณีที่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ อีกทั้งตราครุฑใน ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หน้า 244 ยังเป็นตราครุฑแบบครุฑเท้าเหยียดตรงด้วย
จากการเผยแพร่พระราชหัตถเลขาในหนังสือของ ว.ช. ประสังสิต ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าที่มีพระราชหัตถเลขาแสดงความยินดีกับการรัฐประหาร อีกทั้งยังได้มีการอ้างอิงเอกสารนี้ต่อๆกันมาในงานวิชาการ ทั้งที่เมื่อสืบค้นแล้วไม่พบแหล่งที่มาอื่นใดนอกจาก ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย และ เบื้องหลังการสวรรคต ร.8 ทั้งที่ไม่มีการบอกที่มาของเอกสารพระราชหัตถเลขานี้ อีกทั้งก็ไม่เคยไม่ใครพบต้นฉบับพระราชหัตถเลขาฉบับนี้
ส่วนงานวิชาการชิ้นสำคัญที่ศึกษากรณีรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 และได้ถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางต่อๆมาคือ งานของ สุชิน ตันติกุล รัฐประหาร พ.ศ.2490 ( นครหลวง : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย,2515/พิมพ์ครั้งแรก), หน้า 128-129 โดยในฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าภายใต้หัวข้อ “รัฐประหาร พ.ศ. 2490” ที่เรียบเรียงโดย ณัฐพล ใจจริง ก็อ้างอิงงานชิ้นดังกล่าวของสุชิน และได้เขียนไว้ว่า “….‘คณะรัฐประหาร” ได้ส่งหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ เป็นผู้แทนเดินทางไปรายงานให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันทรงทราบที่สวิสเซอร์แลนด์ โดยพระองค์ได้ทรงส่งพระราชหัตถเลขาจากเมืองโลซานน์ถึงจอมพล ป. พิบูลสงคราม” เมื่อตรวจสอบ รัฐประหาร พ.ศ.2490 (2557/ฉบับมติชน) ของ สุชิน พบว่า พระราชหัตถเลขาฯปรากฎอยู่ในหน้า 130-13 แต่ไม่ปรากฏการอ้างอิงหลักฐานที่มา เมื่อสอบถาม สุชิน ตันติกุลว่า มีหลักฐานต้นฉบับพระราชหัตถเลขาฉบับนี้หรือไม่ สุชินตอบว่า ได้อ้างมาจาก ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย และ เบื้องหลังการสวรรคต ร.8 ของวิชัย ประสังสิต
อาจจะมีการตั้งสมมุติฐานว่า พระราชหัตถเลขาฉบับนี้น่าจะมาจากหม่อมเจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ ที่ทางคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้ส่งหม่อมเจ้าจักรพันธ์ไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าที่โลซานน์ ซึ่งทรงออกเดินทางเมื่อวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 และในพระราชหัตถเลขาฯ มีข้อความว่า “ฉัน (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า) ได้รับหนังสือลงวันที่ ๑๔ เดือนนี้” จึงเป็นไปได้ว่า จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ฝากหนังสือดังกล่าวแก่หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพื่อนำไปกราบบังคมทูลฯ หม่อมเจ้าจักรพันธ์ทรงเดินทางถึงกรุงลอนดอนวันจันทร์และคาดว่าวันพุธ (วันที่ 19 พฤศจิกายน) ทรงเดินทางต่อไปยังสวิสเซอร์แลนด์โดยเครื่องบิน และทรงเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2490 และทรงกล่าวว่า พระองค์ได้ทรงกราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับการรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบ และทรงรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพลานามัยดี เว้นแต่เพียงเป็นเป็นหวัดเล็กน้อยในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา และพระองค์ทรงฟังการถวายรายงานเรื่องการรัฐประหารด้วยความสนพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง ทรงถามคำถามหลายข้อ พระองค์มิได้ทรงพระราชทานความเห็นอย่างใดและมิได้ทรงแสดงความรู้สึกอย่างใด แต่ความสนใจที่พระองค์ทรงแสดงออกนั้นเงียบและลึกซึ้งและจริงใจ และพระองค์ทรงพระราชทานแผ่นเสียงที่พระองค์ทรงบันทึกกระแสพระราชดำรัสอวยพรปีใหม่ด้วยพระองค์เองแก่รัฐบาลเพื่อออกอากาศกระจายเสียงในวันส่งท้ายปีเก่า และหม่อมเจ้าจักรพันธ์ได้ทรงรายงานอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงระบุว่าพระองค์จะเสด็จนิวัติสยามก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ซึ่งรายงานดังกล่าวนี้ต้องตรงกันกับข้อความในพระราชหัตถเลขาฯที่ว่า “การที่ขอให้ฉันกลับเข้าเมืองไทยในโอกาสที่ฉันได้บรรลุนิติภาวะ ณ วันที่ ๕ ธันวาคม ศกนี้นั้น ฉันขอขอบใจมาด้วย นอกจากเวลาจะได้กระชั้นชิดจนเกินไปแล้ว ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งฉันเข้าไปไม่ได้ ฉันได้สั่งให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ ไปแจ้งให้เข้าใจโดยละเอียดแล้ว แต่อย่างไรก็ดีฉันมีความประสงค์ที่จะกลับเข้าไปกรุงเทพ ชั่วคราวเพื่อถวายพระเพลิงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในเดือนมีนาคมหน้านี้ ตามที่ได้กะไว้”
จากข้างต้น จะเห็นได้ว่า รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เกี่ยวกับรายงานการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าของหม่อมเจ้าจักรพันธ์จะมีเนื้อหาสาระบางส่วนที่ต้องตรงกันกับความบางตอนในพระราชหัตถเลขาฯ ทำให้อาจคิดไปได้ว่า พระราชหัตถเลขาฉบับนี้มีจริงและเป็นพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าทรงพระราชทานมายังจอมพล ป. พิบูลสครามผ่านหม่อมเจ้าจักรพันธ์ แต่จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เกี่ยวกับการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของหม่อมเจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ ไม่มีการกล่าวถึงการพระราชทานพระราชหัตถเลขาถึงจอมพล ป. พิบูลสงครามแต่อย่างใด และไม่มีการกล่าวถึงหนังสือที่จอมพล ป. พิบูลสงครามได้เขียนกราบบังคมทูลที่ลงวันที่ 14 พฤศจิกายนแต่อย่างใด แต่เอกสารที่หม่อมเจ้าจักรพันธ์นำติดพระองค์ไปด้วยคือ หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพทั้งฉบับปกติและฉบับพิเศษทั้งหมดที่รายงานเหตุการ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
ขณะเดียวกัน มีข้อน่าสังเกตว่า ก่อนที่หม่อมเจ้าจักรพันธ์จะทรงเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ ขณะนั้น ประเทศไทยได้มีนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหารแล้ว โดยนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 ตามประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2490 กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการและมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 หากพระราชหัตถเลขาฯฉบับนั้นเป็นของจริง และเป็นพระราชหัตถเลขาฯตอบหนังสือของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และหนังสือของจอมพล ป. พิบูลสงครามฉบับนี้ก็มีจริง ข้อสงสัย คือ
1. จอมพล ป. พิบูลสงครามมีหนังสือไปกราบบังคมทูลฯ ในฐานะอะไร ? เพราะขณะนั้นมีนายกรัฐมนตรีแล้ว หรือจะกระทำการในฐานะ “ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย” ที่ประกาศตั้งโดยพลโทผิน ชุณหะวัณหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งตำแหน่งนี้เทียบเท่าหัวหน้าคณะรัฐประหาร
2. หากหนังสือของจอมพล ป. พิบูลสงครามมีจริงและฝากหม่อมเจ้าจักรพันธ์ไปกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจะทรงมีพระราชหัตถเลขาฯตอบ “หัวหน้าคณะรัฐประหาร” ขณะที่มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นทางการหรือ ?
นอกจากข้อสงสัยดังกล่าวแล้ว และจากที่กล่าวไปก่อนหน้าที่ว่ายังไม่สามารถหาเบาะแสที่มาของพระราชหัตถเลขาวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้ ดังนั้น จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า พระราชหัตถเลขาฉบับนั้นเป็นของจริง และถ้าเป็นของจริง ก็ยังต้องสงสัยว่า วิชัย ประสังสิตได้มาอย่างไร และทำไมถึงนำมาตีพิมพ์ในหนังสือ เบื้องหลังการสวรรคต ร.8 ที่เผยแพร่หลังเหตุการณ์รัฐประหารเป็นเวลาถึง 8 ปีทั้งที่สาระในพระราชหัตถเลขาฯเป็นคุณมากกว่าจะเป็นโทษต่อการรัฐประหารครั้งนั้น
นอกจากนี้ จากการสำรวจวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องหลังการตีพิมพ์หนังสือของแฮนลีย์ พบว่า ในวิทยานิพนธ์เรื่อง “การเมืองไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)” ของณัฐพล ใจจริงที่สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2552 มีการกล่าวว่า “โดยหนังสือพิมพ์ไทยร่วมสมัยได้พาดหัวข่าวขณะนั้นว่า ‘ในหลวงรู้ปฏิวัติ 2 เดือนแล้ว’ ทั้งนี้ พล ท. กาจ กาจสงครามให้คำสัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ต่อมาว่า เขาได้เคยส่งโทรเลขลับรายงานแผนรัฐประหารให้พระองค์ทรงทราบล่วงหน้า 2 เดือนก่อนลงมือรัฐประหาร” และใส่เชิงอรรถหมายเลข 9 ท้ายข้อความนี้โดยข้อความในเชิงอรรถคือ “เอกราช, 10 พฤศจิกายน 1947.” อันหมายความว่า หนังสือพิมพ์ไทยร่วมสมัยที่ณัฐพลหมายถึงคือ “หนังสือพิมพ์เอกราช” การกล่าวว่า “ในหลวงรู้ปฏิวัติ 2 เดือนแล้ว” อาจตีความได้ว่า ผู้เขียนต้องการสื่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงรู้ถึงแผนรัฐประหารล่วงหน้า 2 เดือน และเมื่อพระองค์มิได้ทรงแสดงการคัดค้านแต่อย่างใด ก็หมายความว่าพระองค์ทรงสนับสนุนการทำรัฐประหารอย่างที่แฮนลีย์ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้เป็นเวลา 3 ปี
หลังจากได้สืบค้นส่วนวารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลา สำนักหอสมุดแห่งชาติ ไม่พบว่ามีหนังสือพิมพ์เอกราชฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 แต่หลังจากสืบค้นที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ พบว่า มีเอกสารที่มีข้อความหน้าปกว่า “หจช.สบ. 9.2.3/8 – ภาพและข่าวเหตุการณ์ด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ – ข่าวการรัฐประหารปี 2490 (พ.ศ. 2488-2491) [หมายเหตุ มีเอกสาร 1 เล่ม จำนวน 118 หน้า และเอกสาร 1 ปึก จำนวน 19 แผ่น] หน้าที่ ๒๗ มีกฤตภาค ที่มีข้อความว่า “ทหารเข้ายึดการปกครอง....! ในหลวงรู้ปฏิวัติ ๒ เดือนแล้ว ไม่หวั่นเสรีไทยยกทัพมารบ” และหน้าที่ ๒๘ มีกฤตภาครูปหน้าแรกของหนังสือพิมพ์เอกราช The Independence Daily ฉบับข่าวพิเศษเที่ยง จันทร์ ๑๐ พฤศจิกายน ๙๐ และมีข้อความพาดหัวว่า “คณะรัฐประหารส่งโค๊ต กรมขุนชัยนาทเปนประธานอภิรัฐ ฯ” และมีข้อความในเนื้อข่าวว่า “ในที่สุด ความลึกลับแห่งเหตุการณ์รัฐประหาร ก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ว่าคณะทหารผู้ทำการล้มรัฐบาลและประกาศรัฐธรรมนูญใหม่นี้ ได้มีโค๊ตลับกราบถวายบังคมทูลไปยังโลซานน์ให้ในหลวงทรงทราบล่วงหน้ามาเปนเวลาถึง ๒ เดือนแล้ว ทั้งนี้ปรากฏจากคำให้สัมภาษณ์ของ นอ. หลวงกาจสงคราม แก่นักข่าว นสพ. ที่กระทรวงกลาโหมเช้าวันนี้..” แต่ในหน้าที่ 34 มีกฤตภาคที่มีข้อความจั่วหัวว่า “ในหลวงทรงคาดเรื่องรัฐประหาร” และมีข้อความในเนื้อข่าวว่า “ข่าวใน ‘เอกราช’ และเพื่อน นสพ. บางฉบับที่เสนอข่าว ในหลวงทรงทราบเรื่องการก่อรัฐประหารล่วงหน้ามาเปนเวลา ๒ เดือนแล้วนั้น พอ. หลวงกาจสงครามชี้แจงว่า ที่ได้ให้สัมภาษณ์นั้น พูดเปนใจความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องราษฎรชาวไทยอดอยากมาแล้ว ๒ เดือน และทรงคาดคะเนว่าอาจเกิดรัฐประหารขึ้นก็ได้”
จากการให้สัมภาษณ์ครั้งหลังนี้ของหลวงกาจสงครามที่ปฏิเสธเนื้อความที่ปรากฏในข่าวก่อนหน้า ชี้ให้เห็นว่า หลวงกาจสงครามได้ปฏิเสธว่า คณะรัฐประหารได้เคยส่งโทรเลขลับรายงานแผนรัฐประหารให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าให้ทรงทราบล่วงหน้า 2 เดือนก่อนลงมือรัฐประหาร
นอกจากนี้ ใน ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี ณัฐพล ใจจริงได้กล่าวถึงเนื้อหาในพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีถึงคณะรัฐประหารว่า “ฉันรู้สึกพอใจยิ่งนักที่ได้ทราบว่าเหคุการณ์ที่บังเกิดขึ้นนี้มิได้เสียเลือดเนื้อและชีวิตของคนไทยด้วยกันเลย” โดยณัฐพลได้ขยายความต่อไปว่าหลังจากที่มีพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ พึ่ง ศรีจันทร์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ถูกโค่นล้มไปได้ให้สัมภาษณ์ถึงความเหมาะสมของพระราชหัตถเลขาดังกล่าว โดยณัฐพลได้อ้างอิงแหล่งข้อมูลคือหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย วันที่ 2 ธันวาคม 2490 และสัจจา วันที่ 6 ธันวาคม 2490
จากการสืบค้นหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับที่หอสมุดแห่งชาตินั้นพบว่าไม่มีหนังสือพิมพ์ตามวันเดือนปีที่ระบุอยู่ในคลังเอกสารของหอสมุดแห่งชาติ กล่าวคือหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับที่มีอยู่ในคลังนั้นมีเพียงฉบับในปี พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2500 ตามลำดับ ส่วนการสืบค้นในหอจดหมายเหตุแห่งชาตินั้นมีความเป็นไปได้ว่าหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับอาจจะเป็นข่าวตัดแปะหรือกฤตภาคที่อยู่ในแฟ้มส่วนบุคคล โดยเฉพาะแฟ้มของเอก วีสกุล ซึ่งได้รวบรวมข่าวสำคัญๆ ในช่วง 25 ปีแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไว้ไม่น้อย แต่ในช่วงที่ไปทำการสืบค้นนั้น หอจดหมายเหตุแห่งชาติได้เก็บแฟ้มของเอก วีสกุล ไว้ในตู้เก็บเอกสารและปิดผนึกเอาไว้เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อเอกสารจากการก่อสร้างรอบๆ ตัวอาคาร โดยเอกสารนี้จะสามารถสืบค้นได้อีกครั้งราวช่วงต้นปีหน้า นอกจากนี้ได้ทำการสืบค้นเพิ่มเติมในแฟ้มบัญชีรายการข่าวที่พอจะมีอยู่ก็ไม่พบว่ามีการกล่าวถึงหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับหรือข่าวที่ณัฐพลได้ทำการอ้างอิงเอาไว้
ดังนั้น จากที่กล่าวมาข้างต้น พบว่า ไม่มีหลักฐานใดที่จะกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าทรงสนับสนุนการรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 และการตีพิมพ์พระราชหัตถเลขาฯวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในหนังสือของวิชัย ประสังสิต ก็ไม่มีอ้างอิงและที่ไม่รู้ที่มา และไม่ปรากฏในหนังสือเล่มอื่นใดนอกเหนือไปจากหนังสือของ วิชัย ประสังสิต และการกล่าวว่า “คณะรัฐประหารได้ส่งโทรเลขลับรายงานแผนรัฐประหารให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าให้ทรงทราบล่วง หน้า 2 เดือนก่อนลงมือรัฐประหาร” ในวิทยานิพนธ์ของณัฐพล ใจจริง ก็พบว่าณัฐพลไม่ได้กล่าวถึงคำสัมภาษณ์ครั้งหลังของหลวงกาจสงครามที่ปฏิเสธการส่งโทรเลขถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าที่โลซานน์ที่ปรากฎใน “หจช.สบ. 9.2.3/8 – ภาพและข่าวเหตุการณ์ด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ – ข่าวการรัฐประหารปี 2490 (พ.ศ. 2488-2491) ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | 'ค้าน' ข้าม 'กำแพง'!!
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569
'ธรรมนัส' ลงสงขลา ย้ำอีกรอบ ไม่มีดีลตั้งรัฐบาลส้ม แดง เขียว
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนางปวีณา หงสกุล ซึ่งร่วมเดินทางมาด้วย เพื่อพบปะนายเดชอิศม์ ขาวทอง และสมาชิกพรรค ณ ที่ทำการนายเดชอิศม์ โดยมีการประชุมหารือแนวทางการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ ก่อนเดินทางต่อไปยังจังหวัดพัทลุง
🔴 LIVE สัมภาษณ์พิเศษ ดร.เลอพงษ์ .เบื้องลับสงครามโหด .อิหร่านจะไม่แพ้.. .ระเบียบโลกใหม่ในตะวันออกกลาง…. | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569
รุมจวก‘โรม’เพ้อเจ้อโกงสอบ
“อนุทิน” ฟาด “โรม” พูดไม่มีข้อมูลจริง จับโยงให้เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ยันไม่มีหน้าที่ดูทีโออาร์ “วรศิษฎ์” ตอก พูดข้อเท็จจริงไม่ครบ
'อนุทิน' ฟาด 'รังสิมันต์' ชอบพูดคาดเดาตามสติปัญญาที่มี ยันไม่เกี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานกรรมาธิการ มีการอ้างชื่อนายกรัฐมนตรี เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น
🔴 LIVE สะเทือนขวัญทั้งประเทศ กราดยิงกลางโรงเรียนดัง | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

