กางแผนรับมือ"กำแพงภาษีทรัมป์" วัดฝีมือทีมกุนซือใหญ่"รอดหรือร่วง"

เขย่ากันรุนแรงสำหรับกำแพงภาษี “โดนัลด์ ทรัมป์” หลังประกาศนโยบาย “ภาษีต่างตอบแทน” ในหลายประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย และเริ่มวันที่ 9 เมษายน 2568 แล้ว ส่งผลให้ประเทศไทยโดนภาษีถึงร้อยละ 36 ทำงานเข้ารัฐบาล “นายกฯ อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องเร่งแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

ท่ามกลางแรงกดดันจากทุกฝ่ายพุ่งเป้ามาที่ตัวผู้นำรัฐบาล โดยเฉพาะฟาก “ฝ่ายค้าน” ที่ออกมากดดันรายวันว่าการแก้ไขปัญหาของนายกฯ อิ๊งค์ช้าเกินไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีเสียงสะท้อนจากทั้งนักวิชาการและนักวิเคราะห์ต่างๆ ได้ออกมาเตือนล่วงหน้าแล้วว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศเสี่ยงที่จะถูกมาตรการทางภาษีนี้

ด้านนายกฯ อิ๊งค์ หลังถูกจี้ก็ออกมายืนยันไม่ได้นิ่งเฉย รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 และมีการหารือกับภาคเอกชน รวมทั้งตัวแทนของสหรัฐถึงข้อเสนออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการมาโดยตลอด พร้อมออกแถลงการณ์ “ท่าทีของประเทศไทยกับนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา”

โดยยืนยันจะมีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง SME และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ มีการเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ อีกทั้งยังจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทย ที่มุ่งมั่นจะเจรจาการค้าในการเปิดตลาดใหม่ๆ ในตะวันออกกลาง ยุโรป และอินเดีย โดยจะเร่งเจรจาการค้า FTA ให้เร็วยิ่งขึ้น

และล่าสุด วันที่ 8 เมษายน หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯ เรียกประชุมหารือมาตรการรับมือกับนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยมีทีมขุนคลังและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

รวมถึงทีมคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา ที่ประกอบด้วย นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ นางขวัญนภา ผิวนิล นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ และนายโอม บัวเขียว คณะทำงานประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ได้ผลสรุป 5 ข้อสำคัญในการไปหารือกับสหรัฐ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การหาโอกาสจากการนำเข้าพืชผลทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์จากสัตว์จากสหรัฐเพิ่มขึ้น เพื่อลดปัญหาการขาดดุลทางการค้า เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสหรัฐเข้ามาผลิตเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในประเทศ และนำเข้าเครื่องในสัตว์มาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าและส่งออก

ประเด็นที่ 2 การผ่อนคลายการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ โดยบริการจัดการด้านภาษีเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรค และการนำเข้าสินค้าต่างๆ ที่มีอยู่กว่า 100 รายการ จะดำเนินการตามโควตาที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ประเด็นที่ 3 การแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า ผ่านการลดขั้นตอนที่นอกเหนือจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีกฎระเบียบขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขทั้งหมด

ประเด็นที่ 4 การตรวจสอบคัดกรองสินค้าป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของสหรัฐจากประเทศอื่นๆ โดยจะมีการออกใบรับรองต้นถิ่นกำเนิดสินค้าให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อป้องกันสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านให้น้อยที่สุด

และ ประเด็นที่ 5 การหาโอกาสการลงทุนในสหรัฐ เช่น การพิจารณาลงทุนด้านการขนส่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติของสหรัฐ ในอะแลสกา หรือการลงทุนแปรรูปสินค้าเกษตรในสหรัฐ

และจากมาตรการทั้งหมดนี้ นายกฯ อิ๊งค์เน้นย้ำต้องให้ไทยเกิดประโยชน์มากที่สุดกับการเจรจาครั้งนี้ด้วย

ส่วนทีมที่จะไปเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) นั้น ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่นายกฯ อิ๊งค์ตามที่หลายฝ่ายเคยคาดหวังไว้ แต่ได้ส่ง “พิชัย ชุณหวชิร” นำทัพไปพูดคุยแทน พร้อมด้วย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ส่วนคณะที่จะร่วมทีมไปเจรจาเพิ่มเติมอยู่ระหว่างคัดเลือกตัวบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะมี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ติดหนึ่งในคณะร่วมทีมไปด้วยอีกคน

ส่วนวันเดินทางไปเจรจากับสหรัฐยังไม่ได้กำหนด แต่จะในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการทั้งหมดนี้ หัวหน้าทีมเจรจาของไทยยืนยันว่า “ประเทศไทยไม่ได้ทำ เพราะสหรัฐยื่นข้อเสนอโหดมาขู่ อยากให้มั่นใจวิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยผ่านการที่เราคิดอยู่เสมอ ผ่านการแก้ปัญหาแบบ Win-Win คือ ดีทั้งสหรัฐและดีทั้งไทย พร้อมถือโอกาสยกระดับการทำงานของไทยและการผลิตของไทยให้เกิดความเชื่อมโยงมากขึ้น”

ขณะที่นายกฯ อิ๊งค์ย้ำในวงประชุมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การวางยุทธศาสตร์และมาตรการต่างต้อง “รู้เขา” และ “รู้เรา” เพราะวันนี้เห็นรูปแบบการตอบโต้และรับมือนโยบายทรัมป์จากประเทศต่างๆ มีอะไรบ้าง และยังเห็นการเคลื่อนไหวตอบโต้ของประชาชนภายในสหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ ดังนั้นยุทธศาสตร์และกระบวนการทำงานของรัฐบาลต้องทั้งเร็วและแม่นยำ

ส่วนขั้นต่อไปหลังรัฐบาลงัดทั้งยุทธศาสตร์และแนวทางพร้อมแล้วสำหรับไปเจรจาต่อรองกับสหรัฐ ก็เหลือแค่รอคิวบินพบผู้แทนการค้ามะกัน ที่ต้องลุ้นกันต่อไปว่าจะเร็ววันนี้หรือไม่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยกระดับ"มั่นคง"ภาวะสงคราม ตร.เอกซเรย์คุมเข้ม"พื้นที่เสี่ยง"

สงครามระดับภูมิภาคตะวันออกกลางกับสงครามโลกครั้งที่ 3 มีเพียงเส้นบางๆ แบ่งกั้น ไม่มีใครรับรองได้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้น เมื่อ “ขั้วอำนาจเก่า” สหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอลโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องหลายวัน สังหารระดับผู้นำสูงสุดอิหร่าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศและกองทัพเสียชีวิตหลายสิบราย ขณะที่ประชาชนต้องสังเวยชีวิตไปแล้วหลายร้อยคน เกือบ 200 ชีวิตเป็นนักเรียนหญิงถูกบอมบ์ด้วยขีปนาวุธขณะเรียนหนังสือ

'ไม่เอาสงคราม': สเปนยืนกรานในจุดยืนเดิม ขณะที่ความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้น

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของสเปนได้โพสต์ข้อความท้าทายว่า "ไม่เอาสงคราม" ซึ่งยิ่งทำให้ความขัดแย้งกับสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น หลังจากที่มาดริดปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ใช้ฐานทัพของตนโจมตีอิหร่าน และวอชิงตันขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมด

ส่อง“แผนอพยพ”ระลอกแรก รับมือแรงเหวี่ยงจากผล“สงคราม”

ผลกระทบต่อไทยจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอย่างดุเดือดในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ไม่เฉพาะเป้าหมายทางด้านการทหาร แต่แผ่ขยายไปสู่พื้นที่พลเรือน เศรษฐกิจ และศูนย์กลางการท่องเที่ยว