ผลประโยชน์-คะแนนนิยม อำนาจสามเส้า“เกมแง้มด่าน”

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้มีมิติเรื่องการสู้รบเพื่อรักษาอธิปไตย รักษาเขตแดนของ 2 ประเทศ แต่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ระหว่าง 2 ตระกูลการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย อีกทั้งกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นนายทุนท้องถิ่น นายทุนชาติ นักการเมือง เลยไปถึงภาคเอกชนจากประเทศที่ 3 

โดยเฉพาะการลงทุนทั้งภาคการเกษตร และภาคการผลิต โดยใช้กัมพูชาเป็นฐาน เพื่อลดต้นทุนทางด้านแรงงานและวัตถุดิบ ล้วนมีหุ้นส่วนบริษัทสัญชาตไทยที่ร่วมอยู่ด้วยตลอดแนวชายแดน ยังไม่นับบ่อนการพนันที่ขึ้นเป็นดอกเห็ด มีทั้งประเภทที่มุ่งเน้นต้อนรับนักเสี่ยงโชค และพวกสร้างอาคารรองรับสแกรมเมอร์ที่เข้ามายึดครองกันคึกคักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่นักธุรกิจ นักลงทุนตัวจริง ก็ได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อย แต่ไม่กล้าปริปากร้องโอดโอย เพราะกระแสรักชาติกำลังมาแรง 

กลุ่มที่หนึ่ง คือ ทุน เริ่มขยับเขยื้อนจากผลกระทบจากการปิดด่าน ตราบใดที่รัฐบาลใหม่ยังต้องพึ่งกระแสรักชาติในการสร้างคะแนนนิยม จึงฟันธงได้ว่าใน 4 เดือนนี้จะยังไม่มีการเปิดด่าน และแม้กระทั่งการแง้มประตูเพื่อผ่อนปรนให้ขนส่งสินค้าให้เอกชนของประเทศที่ 3 ยิ่งเป็นไปได้ยาก ผลกระทบจึงตกอยู่กับทุนไทย ทั้งระดับบิ๊กเบิ้ม หรือหุ้นส่วนรายย่อยที่เข้าไปลงทุน ขณะที่บ่อนกาสิโนตามแนวชายแดนขาดรายได้จำนวนมหาศาล ส่งผลให้ “ตระกูลฮุน” ไม่ได้รับส่วนแบ่งที่เคยได้ในอดีต จากค่าต๋งที่ให้หน่วยงานในพื้นที่

ดังนั้นจึงมีความพยายามของเครือข่ายทุน นักการเมือง และอดีตทหารบางคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการผลักดันให้มีการแง้มด่านแบบ “อำพราง” โดยใช้เหตุผลจากฝ่ายเอกชน 4 ชาติในเอเชีย ที่เสียหายจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มที่สอง คือ นักการเมือง  ที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุนและมีอำนาจในการตัดสินเชิงนโยบาย อาจได้รับการร้องเรียน ขอความเห็นอก-เห็นใจ เพื่อให้กิจการหรือธุรกิจที่ตัวเองมีฐานอยู่ในกัมพูชา ไม่ขาดทุนหรือล้มเลิกกิจการ เพราะตัวเองก็ได้เสียเงินลงทุนไปมหาศาล แต่นักการเมือง และผู้มีอำนาจก็ไม่กล้าที่จะออกมาตรการอุ้ม เพราะจะเป็นการสวนทางกับกองทัพซึ่งไม่เห็นด้วย และตอนนี้กองทัพกำลังถือธงนำในกระแสสังคม ซึ่งต่างฝ่ายก็ต่างต้องใช้ฐานเสียงของประชาชนเป็นผนังทองแดง-กำแพงเหล็กอยู่ดี

กลุ่มที่สาม คือ กองทัพ ซึ่งได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้ทำหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของชาติ เลือกใช้วิธีวางยุทธศาสตร์ในการปิดล้อมทางเศรษฐกิจควบคู่ หลังจากการปะทะ 5 วันในพื้นที่ชายแดนกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาตรการปิดด่าน ไม่ให้นำเงินที่ได้ไปใช้ในการซ่องสุมกำลัง และนำไปสู่การบีบให้กัมพูชาถอนยุทโธปกรณ์และกำลังทหารออกจากแนวหน้า ซึ่งดูแล้วเป็นไปได้ยากที่กัมพูชาจะยอมโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนใดๆ กับไทย

แนวทางหลักของกองทัพคือ การทำอย่างไรก็ได้ให้กัมพูชาหมดศักยภาพทางทหาร ซึ่งไม่ถึงขนาดต้องใช้ “อิสราเอลโมเดล” ที่หวังยึดดินแดนเพื่อเป็นรัฐกันชน เพราะเป็นการลงทุนที่มหาศาลมากเกินไป ดังนั้นจึงต้องใช้ไพ่ที่เหนือ หรือมีอำนาจต่อรองมากกว่าในการกดดันเรื่องนี้ ซึ่งนั่นก็คือการปิดด่าน ตัดท่อน้ำเลี้ยง เพื่อให้เขมรไร้ขีดความสามารถ หรือศักยภาพในการโจมตีประเทศไทยแล้วก็ค่อยมาหารือกัน ไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีศักยภาพพร้อมที่จะแว้งกัดไทยตลอดเวลา

จึงมีท่าทีชัดเจนในการไม่เห็นด้วยในเรื่องการเปิดด่าน เพราะยุทธศาสตร์ที่วางไว้คือ การดำเนินการในระดับกองกำลังตลอดแนวในการขึงพืดกัมพูชา โดยมี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันเจตนารมณ์ในการปิดด่านว่า จะสร้างความเข้มแข็งให้เขมรกลับมาทำร้ายทหารไทยโดยที่สุด

ส่งผลให้ พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ ว่าที่ รมว.กลาโหม ถูกทัวร์ลงฉ่ำ หลังจากเปิดประเด็นดังกล่าวหลังประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี ไทย-กัมพูชา โดยมีข่าวว่า นักธุรกิจญี่ปุ่นไปรอที่สถานที่ประชุม เพื่อขอเข้าสังเกตการณ์การประชุมด้วย แต่ไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ พล.อ.ณัฐพลได้หารือกับ “อนุทิน” ที่พรรคภูมิใจไทย ก่อนไปประชุมจีบีซี 1 วัน และยืนยันว่า ในวงหารือไม่มีการพูดเรื่องการเปิดด่าน พร้อมทั้งออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังอธิบายว่า เป็นอำนาจ ผบ.ทหารสุงสุด ในการพิจารณาเปิดด่าน-ปิดด่าน ตามโครงสร้างศูนย์บัญชาการทางทหาร (ศบท.) ก่อนเสนอต่อ ศบ.ทก. โดยในอาร์บีซีเคยมีการพูดคุยและเสนอเรื่องนี้มาก่อนแล้ว

ซึ่งเป็นจังหวะกับการที่ พล.อ.มนัส จันดี เสนาธิการทหาร และ พล.ต.วันชนะ สวัสดี ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการผ่อนปรนเรื่องด่าน แม้จะเป็นโซนที่ไม่มีเหตุการณ์สู้รบมาก่อนก็ตาม สร้างความงุนงงให้กับฝ่ายต่างๆ ว่าข้อเสนอดังกล่าวถูก “จุดพลุ” มาจากใคร

สิ้นเสียงก้อนอิฐและคำตำหนิในเรื่องดังกล่าวแค่วันเดียว ก็มีข่าวว่า “โผ ครม.อนุทิน 1” มี รมช.กลาโหม เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตำแหน่ง โดยมีชื่อของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อน ตท.26 ของ พล.ท.บุญสิน และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จากสาย “บุรีรัมย์คอนเนกชัน” เข้ามาอยู่ในโผ ครม.

นอกจากจะเป็นการ “บายพาส” สายการบังคับบัญชา ระหว่างการเมืองกับกองทัพ ผ่านเครือข่าย “ตท.26” แล้ว ยังเป็นการถ่วงดุลสายอำนาจเก่าที่ยึดโยงระหว่างทหารกับทุน ป้องกันไม่ให้รัฐบาลเดินหมากผิดพลาด เสียรังวัด แต่อาจจะมีมาตรการอื่นทดแทนเพื่อลดผลกระทบ แต่การ “บายพาส”ดังกล่าวก็ยังหนีไม่พ้นอำนาจสามเส้าข้างต้นอยู่ดี

  “ส่วนปัญหาเฉพาะหน้า ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะปัญหาของผู้ประกอบการ แต่ไทย-กัมพูชาก็ต้องมีการค้าขายกันอยู่ แต่ด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาถึงปัจจุบันนี้ เงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ การที่เราจะต้องรักษาอธิปไตย เกียรติภูมิของประเทศ การเปิดด่านจะไม่เกิดขึ้นในระยะสั้นนี้ ซึ่งก่อนจะเกิดสิ่งเหล่านั้นก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เราเป็นผู้กำหนด เพราะเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน ต้องพูดให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความกังวล เราต้องใช้ทุกวิธี เช่น การทหาร การทูต และหารือกับฝ่ายกัมพูชา ใช้องคาพยพทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาของ 2 ประเทศโดยเร็วที่สุด” นายอนุทินระบุ ก่อนประชุมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยและกัมพูชาจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะความเกลียดชังระหว่างคนในชาติถูกขยายวง จากการสาดโคลนใส่กัน และมีผู้เสียชีวิตจากการรบจำนวนมาก ไทยจึงจะอยู่กับกัมพูชาภายใต้ข้อจำกัดหลายเรื่อง

ในระยะเวลาอันใกล้ ไทยจะดำเนินมาตรการขอคืนพื้นที่ทั้งหนองจาน หนองหญ้าแก้ว รวมถึงปอยเปต ที่รุกล้ำไทย รวมไปถึงการเดินหน้าตัดไฟฟ้า-อินเทอร์เน็ตหรือไม่ อันเป็นผลพวงจากกัมพูชาที่ไม่มีความจริงใจในการเจรจาทวิภาคีที่ผ่านมา

แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่อำนาจระหว่างกองทัพกับการเมืองจะร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันได้แค่ไหน หรือในที่สุดอำนาจทุนที่มีพลังมหาศาลจะเข้ามาทุบทำลายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลงได้ และทำตัวเป็นผู้ชี้นำทิศทางระดับนโยบายเพื่อหมุนเข็มนาฬิกากลับไปก่อนวันเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นที่แนวต้นสัตยบรรณได้ในที่สุด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.

หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น

โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ

ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

กระแสมาร์ค แรง-ปชป.พุ่ง กับบทบาทพรรคตัวแปร

เป็นกระแสที่มาแรงจริงๆ สำหรับการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะการลงพื้นที่ไปหาเสียงที่ภาคใต้ และในกรุงเทพมหานคร ที่มีกระแสตอบรับสูง

ตำรวจงัดแผน'พิทักษ์เลือกตั้ง66' วางมาตรการคุมเข้มทุกพื้นที่ไร้เหตุ

เข้าสู่ทางตรงช่วงสุดท้าย นับเวลาถอยหลัง “เลือกตั้ง 69” แต่ละพรรคการเมืองงัดกลเม็ดอัดแคมเปญหาเสียงเรียกคะแนนก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ.นี้ โพลชี้พรรคการเมืองที่จะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลหนีไม่พ้น 3 พรรคการเมืองนี้คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย สู้กันสูสี หายใจรดต้นคอ

มรสุม 'เลือกตั้งล่วงหน้า' สะเทือนวิกฤตศรัทธากกต.

เสียงปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ.2569 ไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการลงคะแนน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของมรสุมลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อันเป็นที่ตั้งของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

8ก.พ.ประชามติรธน. ผ่าน-ไม่ผ่าน สัมพันธ์คะแนนพรรค?

วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว วันดังกล่าวยังเป็น เดิมพันอนาคตรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะนอกจากประชาชนจะได้บัตรสีเขียว เลือก สส.เขต และบัตรสีชมพู เลือก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ วันเดียวกัน ยังได้บัตรสีเหลือง เพื่อออกเสียงประชามติ กับคำถามที่ว่า