จากนโยบายการกวาดล้างแก๊ง สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ประกาศเอาจริงเอาจังและยกเป็นวาระแห่งชาติ ต้องกวาดล้างให้หมดไปจากประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นสถานการณ์ที่สร้างแผลให้รัฐบาลด้วยเช่นกัน เมื่อมีชื่อรัฐมนตรีบางคนถูกนำไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์
จากกรณีที่มีการเสนอข่าวว่า มีชาวต่างชาติและบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับศูนย์หลอกลวงออนไลน์หรือการค้ามนุษย์ ซึ่งปรากฏชื่อของ “ยิม เลียก” ชาวกัมพูชา ประธานธนาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชา หรือ BIC Bank และประธานกลุ่ม บริษัท BIC Group กลุ่มทุนการเงินขนาดใหญ่ของกัมพูชาอยู่ด้วย
พร้อมมีการเผยแพร่ข่าวอ้างว่า นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้จะเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองไทย 7 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ต่อมามีรายงานว่า เว็บไซต์ BIC Group เคยปรากฏภาพของ “นายวรภัค ธันยาวงษ์” (รมช.การคลัง ในรัฐบาลนายอนุทิน) มีตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการ แต่เว็บไซต์ดังกล่าวได้เอาภาพของนายวรภัคออกไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2568
หลังปรากฏข่าวดังกล่าว รัฐบาลนายกฯ อนุทินถูกพุ่งเป้า และโดนกระแสกดดันให้ชี้แจงความชัดเจนต่อกรณีดังกล่าว จนนายกฯ สั่งให้นายวรภัคชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษร กระทั่งวันที่ 22 ตุลาคม นายวรภัคเปิดโต๊ะแถลงข่าวระบุว่า เคยพบกับ ยิม เลียก โดยเขาได้ขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งธนาคารในกัมพูชา ซึ่งก็ได้ให้คำปรึกษาลักษณะเดียวกันกับผู้บริหารสถาบันการเงินต่างประเทศอื่นๆ แต่ไม่เคยทำงาน หรือรับค่าตอบแทนใดๆ จากกลุ่มบริษัท BIC Group
และเคยพบกับผู้บริหารของ BIC Bank ที่เป็นประธานกรรมการของธนาคารนี้ ชื่อ Mr.Leak Yim แต่ไม่เคยเป็นกรรมการ กรรมการบริหาร หรือที่ปรึกษาใดๆ ของ BIC Bank Cambodia และไม่เคยรับเงินหรือผลตอบแทนใดๆ ซึ่งการที่มีการนำรูปของตนและชื่อไปลงเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มธนาคารนั้น ไม่เคยรับทราบมาก่อน
ก่อนจะประกาศลาออกจากตำแหน่ง รมช.การคลังทันที ภายหลังดำรงตำแหน่งได้เพียง 34 วัน โดยให้เหตุผลการลาออกว่า
“การประกาศลาออกเพื่อไม่ให้เรื่องส่วนบุคคลของตนส่งผลหรือกลายเป็นภาระ หรือเงื่อนไขที่อาจส่งผลกระทบต่อความคล่องตัว และประสิทธิภาพของรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ โดยยึดหลักความโปร่งใส รักษาความเป็นอิสระของรัฐบาลในการบริหารประเทศให้ปราศจากข้อครหา และไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดนำเรื่องส่วนตัวของตนมาเป็นอุปสรรคต่อภารกิจของรัฐบาล
และขอยืนยันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น ไม่ว่าจะเป็นในกัมพูชาหรือประเทศอื่นใดทั้งสิ้น สำหรับกรณีที่มีความพยายามเชื่อมโยง BIC Group และ BIC BANK Cambodia ให้เกี่ยวข้องกับกระบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น ยืนยันว่าไม่ทราบ และเรื่องดังกล่าวจะต้องให้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาตรวจสอบหาข้อเท็จจริง”
ทั้งนี้ ภายหลังนายวรภัคลาออกจากตำแหน่ง รมช.การคลัง นายอนุทินน้อมรับการตัดสินใจในครั้งนี้ และจะไม่มีการแต่งตั้ง รมช.การคลังคนใหม่ขึ้นมาแทน ด้วยรัฐบาลมีเวลาการทำงานเพียงแค่ 4 เดือน
และถึงแม้นายวรภัคจะแสดงสปิริตลาออก ทั้งที่ยังไม่มีความผิดใดๆ แต่การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ของรัฐบาลยังต้องดำเนินต่อไป โดยเฉพาะกรณีที่มีการระบุมีชื่อ 7 นักการเมืองเอี่ยวกระบวนการหลอกลวง ยังเป็นที่คลางแคลงใจของสังคม ล่าสุด “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ถึงนายอนุทิน ระบุข้อความว่า
“แค่การลาออกของคุณวรภัคคงไม่พอ เพราะการลาออกไม่ใช่จุดจบของเรื่อง แต่นายกฯ คงต้องเร่งสั่ง ปปง.และ ก.ล.ต.ให้ดำเนินการต่อว่าสามารถขยายผลเอาผิดได้หรือไม่ ต้องดำเนินการต่อให้สิ้นสงสัย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับคุณวรภัคด้วย ถ้าผิดต้องจัดการ ถ้าไม่ผิดจะได้อยู่อย่างไร้มลทิน ไม่มีข้อครหาใดๆ อีก”
ซึ่งหลังจากนี้คงต้องจับตาที่การทำงานของคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่นายกฯ อนุทินตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ และนายกฯ นั่งประธานคุมงานเอง พร้อมประกาศใช้ยาแรง จะสามารถขยายผลสืบสาวไปถึงใครหรือนักการเมืองคนใดที่เชื่อมโยงเครือข่ายหลอกลวงต้มตุ๋นนี้อีกหรือไม่
เพราะในห้วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาลที่มีอยู่อย่างจำกัด หากสามารถปราบแก๊งหลอกลวงได้เห็นผลจริง ย่อมส่งผลถึงความไว้วางใจที่จะได้รับจากประชาชน เพื่อเก็บแต้มต่อ ก่อนถึงวันลงสนามเลือกตั้งหน้านี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"
ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เท้ง-ไหม-โรมและพวก กับโอกาสรอดที่ศาลฎีกา?
จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!
กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง
ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น
โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ
ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

