วันที่ 8 ก.พ.นี้ คนไทยทั้งประเทศ นอกจากต้องออกเสียงเลือกตั้ง สส.ระบบเขตและบัญชีรายชื่อแล้ว ในวันเดียวกันยังต้องออกเสียง ประชามติรัฐธรรมนูญ ด้วยเป็นบัตรใบที่ 3 ที่จะเป็นการวัดให้เห็นกันว่า คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การ
"ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
กับคำถามประชามติ 1 คำถามในบัตรออกเสียงที่ถามว่า
“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ซึ่งในบัตรออกเสียง จะมี 3 ช่องให้กา คือ
“เห็นชอบ”
“ไม่เห็นชอบ”
และ "ไม่แสดงความคิดเห็น"
ซึ่งการออกเสียงประชามติ ต้องทำในวันที่ 8 ก.พ.เท่านั้น ไม่สามารถใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้าแบบการเลือกตั้ง สส.
โดยผลประชามติอย่างไม่เป็นทางการ จะรู้ผลในคืนวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.นี้ เช่นเดียวกับที่รู้ผลการเลือกตั้งว่า พรรคการเมืองใดได้ สส.มากที่สุด สำหรับผลประชามติ ใช้หลักเกณฑ์คือ
“ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่า คะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่จัดทำประชามติ”
หากผลประชามติออกมาว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะทำให้หลังการเลือกตั้ง เมื่อเปิดประชุมสภาฯ มา หลังตั้งรัฐบาลกันเสร็จ พรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคใหญ่ ประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ก็จะเสนอร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยจะทำให้ 2 พรรคใหญ่ คือ เพื่อไทย-ประชาชน ที่ชูธงล้ม รธน.ปี 2560 โดยอ้างเหตุว่าเป็นมรดกของคณะรัฐประหาร คสช.ก็จะอ้างอิงผลประชามติ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเสนอร่างแก้ไข รธน. โดยให้มีคณะกรรมการร่าง รธน.มายกร่าง รธน.ฉบับใหม่ ตามกรอบที่ศาล รธน.วางไว้
จุดสำคัญของผลประชามติ หากออกมาแนวนี้ก็คือ จะทำให้ฝ่ายที่เคยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รธน.เพื่อยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ เสียงจะเงียบลงทันที เพราะจากเดิมที่เคยยกว่า รธน.ปี 2560 ผ่านประชามติ 16 ล้านเสียง จึงไม่ควรถูกยกเลิก หากจะแก้ก็แก้รายมาตรา ก็จะหมดความชอบธรรมไปทันที หากผลประชามติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการยกร่าง รธน.ฉบับใหม่
ยิ่งหากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยเกิน 16 ล้านเสียง ที่ก็คือมากกว่าประชามติเมื่อปี 2559 จะยิ่งทำให้แรงคัดค้านลดพลังลงไปทันที ที่สำคัญจะทำให้ฝ่าย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่พยายามคัดค้าน-ต่อต้านการแก้ไข รธน.เพื่อยกร่าง รธน.ฉบับใหม่มาตลอด ก็ไม่สามารถฝืนผลประชามติของคนทั้งประเทศได้
แต่หากผลประชามติออกมาอีกแบบหนึ่ง คือ เสียงเห็นชอบน้อยกว่าเสียงไม่เห็นชอบ ที่ก็คือประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วยกับการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ แบบนี้ จบเลย ไม่สามารถดำเนินการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ได้ ฝ่ายที่เคลื่อนไหวให้มีการยกเลิก รธน.2560 เพื่อยกร่างฉบับใหม่ ที่เคลื่อนไหวมาหลายปี ต้องยอมรับผลประชามติ และต้องเปลี่ยนรันเวย์ ไปเคลื่อนไหวแก้ไข รธน.รายมาตราต่อไป
ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดของการทำประชามติ แก้ไข รธน.-ยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ก็คือ เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการประกาศสำคัญ 2 ฉบับที่เกี่ยวกับเรื่องประชามติ 8 ก.พ.นี้ นั่นก็คือ "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติ" และ "ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องกำหนดวัน และเวลายื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติ นอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสำหรับคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ”
ซึ่งก็เป็นการออกประกาศเพื่อรองรับกระบวนการประชามติในวันที่ 8 ก.พ.นี้นั่นเอง
การออกเสียงประชามติ (Referendum) วันที่ 8 ก.พ.เป็นการทำประชามติครั้งที่ 3 ของประเทศไทย หลังก่อนหน้านี้เคยมีการทำประชามติมาแล้ว 2 ครั้ง และเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ในประเด็นคำถามเพื่อนำไปสู่ผลประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ
ประชามติครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นการทำประชามติร่าง รธน.ที่ยกร่างขึ้นมาโดยสภาร่าง รธน.ในยุค คมช. หลังพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ทำรัฐประหารทักษิณ ชินวัตร เมื่อกันยายน 2549 จนได้ร่าง รธน.ไปทำประชามติ โดยถามประชาชนว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ซึ่งผลประชามติออกมาคือ เสียงส่วนใหญ่ ประมาณ 14 ล้านเสียงเห็นชอบ มากกว่า ไม่เห็นชอบที่มี 10 ล้านกว่าเสียง จากผู้มาใช้สิทธิราวๆ 25 ล้านคน ทำให้ต่อมามีการประกาศใช้ รธน.ฉบับปี 2550
ประชามติ รธน.ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 หลังมีการยกร่าง รธน.ในช่วงรัฐบาล คสช. ที่มีการตั้งคณะกรรมการร่าง รธน.ซึ่งได้ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน จนได้ร่าง รธน.ที่มีการเรียกกันว่า ร่าง รธน.ฉบับปราบโกง ไปทำประชามติ โดยคำถามคือ "ท่านเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" และในการทำประชามติดังกล่าว ยังมีคำถามพ่วงเกี่ยวกับการให้อำนาจ สว.ที่มาจาก คสช.มีอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาฯ ได้ด้วย ซึ่งผลประชามติออกมาเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยกับร่าง รธน.ฉบับดังกล่าว รวมถึงเห็นชอบให้อำนาจ สว.โหวตนายกฯ จึงทำให้เกิด รธน.ฉบับปี 2560 และบทเฉพาะกาล ให้อำนาจ สว.โหวตนายกฯ เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว
ประชามติครั้งที่ 3 วันที่ 8 ก.พ.คือ เดิมพันครั้งสำคัญว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เห็นชอบด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหากเห็นว่า รธน.ฉบับปัจจุบันดีอยู่แล้ว เพราะมีจุดแข็ง เช่น การมีเรื่องของ มาตรฐานจริยธรรมนักการเมือง-คนเป็นรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีหลักประกันว่า ร่าง รธน.ฉบับใหม่จะมีเรื่องเหล่านี้ไว้หรือไม่ ก็อาจโหวตไม่เห็นชอบ แต่หากเห็นว่าภาพรวม รธน.ฉบับปัจจุบันมีปัญหามาก ต้องร่างใหม่หมด ก็โหวตเห็นชอบ
ผลจะออกมาแบบไหน ประชาชนคือผู้ให้คำตอบ 8 ก.พ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ภาพสะท้อนผลโพลเลือกตั้ง ตอกย้ำกระแส-กระสุนชี้ขาดชัยชนะ
หลังผ่านพ้นช่วงหยุดยาวปีใหม่ นับจากนี้เป็นต้นไป จนถึงช่วงก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. เราจะได้เห็นการหาเสียงจากพรรคการเมือง-ผู้สมัคร สส.ทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์แบบเต็มรูปแบบ บนเป้าหมายคือการกุมชัยชนะในการเลือกตั้ง
กกต. แจงเหตุขยายเวลาไม่ได้! ลงทะเบียนประชามตินอกเขต
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ที่ไม่สามารถขยายระยะเวลาการลงทะเบียนออกเสียงประชามติ (นอกเขต) และการไม่ได้จัดการออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์
รัฐบาลปีม้าหนี'ทุนสีเทา'ไม่พ้น วัดใจ'พลังเงียบ'ชี้ชะตาประเทศ
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงโค้งสำคัญ พรรคการเมืองต่างเร่งนำเสนอนโยบาย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และทีมรัฐมนตรี เพื่อขอโอกาสประชาชนเข้ามาบริหารประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า
ประกาศประชามติแล้ว กกต.ยํ้าการ‘หย่อนบัตร’
นายกฯ ประกาศกำหนดให้วันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติแล้ว พร้อมเคาะคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" กกต.แจงขั้นตอนออกเสียง
‘บิ๊กป้อม’ลงหลังเสือ ปิดฉาก‘ป.สุดท้าย’ทางการเมือง
การถอนตัวจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คือ การปิดฉากทางการเมืองของ ‘พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์’ แม้จะยังเป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ก็ตาม
'อนุทิน' ขี่กระแสชาตินิยม รวมบ้านใหญ่สู่รัฐบาล 4 ปี
“ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่จำเป็นต้องปกป้องตัวเอง”, “รัฐบาลสนับสนุนการทำหน้าที่ของกองทัพอย่างเต็มที่”, “นี่เป็นเรื่องของสองประเทศ ไม่ใช่เรื่องของคนนอก” และ “การหยุดยิงจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อกัมพูชาแสดงความจริงใจ และต้องแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม”

