ผลประชามติ 8 ก.พ. เดิมพันล้มรธน.60-ร่างใหม่ทั้งฉบับ

วันที่ 8 ก.พ.นี้ คนไทยทั้งประเทศ นอกจากต้องออกเสียงเลือกตั้ง สส.ระบบเขตและบัญชีรายชื่อแล้ว ในวันเดียวกันยังต้องออกเสียง ประชามติรัฐธรรมนูญ ด้วยเป็นบัตรใบที่ 3 ที่จะเป็นการวัดให้เห็นกันว่า คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การ

"ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"

กับคำถามประชามติ 1 คำถามในบัตรออกเสียงที่ถามว่า

“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ซึ่งในบัตรออกเสียง จะมี 3 ช่องให้กา คือ

เห็นชอบ”

“ไม่เห็นชอบ”

และ "ไม่แสดงความคิดเห็น"

ซึ่งการออกเสียงประชามติ ต้องทำในวันที่ 8 ก.พ.เท่านั้น ไม่สามารถใช้สิทธิออกเสียงล่วงหน้าแบบการเลือกตั้ง สส.

โดยผลประชามติอย่างไม่เป็นทางการ จะรู้ผลในคืนวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.นี้ เช่นเดียวกับที่รู้ผลการเลือกตั้งว่า พรรคการเมืองใดได้ สส.มากที่สุด สำหรับผลประชามติ ใช้หลักเกณฑ์คือ

“ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่า คะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่จัดทำประชามติ”

หากผลประชามติออกมาว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะทำให้หลังการเลือกตั้ง เมื่อเปิดประชุมสภาฯ มา หลังตั้งรัฐบาลกันเสร็จ พรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคใหญ่ ประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ก็จะเสนอร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยจะทำให้ 2 พรรคใหญ่ คือ เพื่อไทย-ประชาชน ที่ชูธงล้ม รธน.ปี 2560 โดยอ้างเหตุว่าเป็นมรดกของคณะรัฐประหาร คสช.ก็จะอ้างอิงผลประชามติ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเสนอร่างแก้ไข รธน. โดยให้มีคณะกรรมการร่าง รธน.มายกร่าง รธน.ฉบับใหม่ ตามกรอบที่ศาล รธน.วางไว้

จุดสำคัญของผลประชามติ หากออกมาแนวนี้ก็คือ จะทำให้ฝ่ายที่เคยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รธน.เพื่อยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ เสียงจะเงียบลงทันที เพราะจากเดิมที่เคยยกว่า รธน.ปี 2560 ผ่านประชามติ 16 ล้านเสียง จึงไม่ควรถูกยกเลิก หากจะแก้ก็แก้รายมาตรา ก็จะหมดความชอบธรรมไปทันที หากผลประชามติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการยกร่าง รธน.ฉบับใหม่

ยิ่งหากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยเกิน 16 ล้านเสียง ที่ก็คือมากกว่าประชามติเมื่อปี 2559 จะยิ่งทำให้แรงคัดค้านลดพลังลงไปทันที ที่สำคัญจะทำให้ฝ่าย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่พยายามคัดค้าน-ต่อต้านการแก้ไข รธน.เพื่อยกร่าง รธน.ฉบับใหม่มาตลอด ก็ไม่สามารถฝืนผลประชามติของคนทั้งประเทศได้

แต่หากผลประชามติออกมาอีกแบบหนึ่ง คือ เสียงเห็นชอบน้อยกว่าเสียงไม่เห็นชอบ ที่ก็คือประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วยกับการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ แบบนี้ จบเลย ไม่สามารถดำเนินการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ได้ ฝ่ายที่เคลื่อนไหวให้มีการยกเลิก รธน.2560 เพื่อยกร่างฉบับใหม่ ที่เคลื่อนไหวมาหลายปี ต้องยอมรับผลประชามติ และต้องเปลี่ยนรันเวย์ ไปเคลื่อนไหวแก้ไข รธน.รายมาตราต่อไป 

ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดของการทำประชามติ แก้ไข รธน.-ยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ก็คือ เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการประกาศสำคัญ 2 ฉบับที่เกี่ยวกับเรื่องประชามติ 8 ก.พ.นี้ นั่นก็คือ "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติ" และ "ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องกำหนดวัน และเวลายื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติ นอกราชอาณาจักร และที่ออกเสียงประชามติสำหรับคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ”

ซึ่งก็เป็นการออกประกาศเพื่อรองรับกระบวนการประชามติในวันที่ 8 ก.พ.นี้นั่นเอง

การออกเสียงประชามติ (Referendum) วันที่ 8 ก.พ.เป็นการทำประชามติครั้งที่ 3 ของประเทศไทย หลังก่อนหน้านี้เคยมีการทำประชามติมาแล้ว 2 ครั้ง และเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ในประเด็นคำถามเพื่อนำไปสู่ผลประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ

ประชามติครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นการทำประชามติร่าง รธน.ที่ยกร่างขึ้นมาโดยสภาร่าง รธน.ในยุค คมช. หลังพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ทำรัฐประหารทักษิณ ชินวัตร เมื่อกันยายน 2549 จนได้ร่าง รธน.ไปทำประชามติ โดยถามประชาชนว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ซึ่งผลประชามติออกมาคือ เสียงส่วนใหญ่ ประมาณ 14 ล้านเสียงเห็นชอบ มากกว่า ไม่เห็นชอบที่มี 10 ล้านกว่าเสียง จากผู้มาใช้สิทธิราวๆ 25 ล้านคน ทำให้ต่อมามีการประกาศใช้ รธน.ฉบับปี 2550 ​

ประชามติ รธน.ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 หลังมีการยกร่าง รธน.ในช่วงรัฐบาล คสช. ที่มีการตั้งคณะกรรมการร่าง รธน.ซึ่งได้ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน จนได้ร่าง รธน.ที่มีการเรียกกันว่า ร่าง รธน.ฉบับปราบโกง ไปทำประชามติ โดยคำถามคือ "ท่านเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" และในการทำประชามติดังกล่าว ยังมีคำถามพ่วงเกี่ยวกับการให้อำนาจ สว.ที่มาจาก คสช.มีอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาฯ ได้ด้วย ซึ่งผลประชามติออกมาเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยกับร่าง รธน.ฉบับดังกล่าว รวมถึงเห็นชอบให้อำนาจ สว.โหวตนายกฯ จึงทำให้เกิด รธน.ฉบับปี 2560 และบทเฉพาะกาล ให้อำนาจ สว.โหวตนายกฯ เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว

ประชามติครั้งที่ 3 วันที่ 8 ก.พ.คือ เดิมพันครั้งสำคัญว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เห็นชอบด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหากเห็นว่า รธน.ฉบับปัจจุบันดีอยู่แล้ว เพราะมีจุดแข็ง เช่น การมีเรื่องของ มาตรฐานจริยธรรมนักการเมือง-คนเป็นรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีหลักประกันว่า ร่าง รธน.ฉบับใหม่จะมีเรื่องเหล่านี้ไว้หรือไม่ ก็อาจโหวตไม่เห็นชอบ แต่หากเห็นว่าภาพรวม รธน.ฉบับปัจจุบันมีปัญหามาก ต้องร่างใหม่หมด ก็โหวตเห็นชอบ

ผลจะออกมาแบบไหน ประชาชนคือผู้ให้คำตอบ 8 ก.พ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ

สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'

สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน

'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย

การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์

ล่มซ้ำซาก สุญญากาศกสทช. สรณไม่ถอย-อนุทินลอยตัว

เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพลิก กับภาพ ประชุมล่ม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา

'เคสไอ้ป๋อง'บทเรียนราคาแพงยุติธรรมไทย ฆาตกรพ้นคุกแต่สังคมรับเคราะห์

คดีฝังดิน 5 ศพ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ไอ้ป๋อง" อายุ 43 ปี

ปัจจัย ‘ภายใน-ภายนอก’ เร้ากระแสข่าวปรับครม.

กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งจะทำงานมาได้ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบรัฐบาลในอดีต ที่อย่างเร็วที่สุดจะปรับกันทุก 6 เดือน หรือครึ่งปี