ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยยังคงร้อนระอุด้วยความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับขั้วอำนาจใหม่ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะอ่านคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 21 ม.ค.2569 นี้ ถือเป็นจุดสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน
คดีนี้เกิดจากคำร้องของ สว.จำนวน 92 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นกลุ่ม "สว.สีน้ำเงิน" ยื่นคำร้องผ่าน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)
ข้อกล่าวหาหลักคือ การใช้อำนาจแทรกแซงหรือครอบงำกระบวนการสอบสวนคดี "ฮั้วเลือก สว." โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือก้าวก่ายอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนหลักจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ และฝ่าฝืนหลักนิติธรรม
ที่มาของคดีนี้ย้อนกลับไปยังช่วงต้นปี 2568 เมื่อดีเอสไอภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ต.อ.ทวีในขณะนั้น ได้รับคำร้องจาก กกต.ให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาการฮั้วหรือสมคบคิดในการเลือก สว. ชุดปี 2567 โดยมีหลักฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับการไหลเวียนเงินผิดปกติที่อาจเข้าข่ายฟอกเงิน และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 (อั้งยี่) และมาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) การที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษในเดือน ก.พ.2568 ได้จุดประกายความขัดแย้ง และทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อ สว. 92 คน ยื่นคำร้องในเดือน มี.ค.2568 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกดดัน ข่มขู่ และครอบงำ สว. ซึ่งอาจนำไปสู่การล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ
กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญดำเนินไปอย่างรอบคอบ เริ่มจากการรับคำร้องไว้พิจารณาเป็นคดีที่ 8/2568 ในเดือน มี.ค.2568 และสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงภายใน 15 วัน จากนั้นในเดือน พ.ค.2568 ศาลมีมติเอกฉันท์ให้ พ.ต.อ.ทวีหยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่กำกับดูแลดีเอสไอ และตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจแทรกแซงกระบวนการสอบสวน สำหรับนายภูมิธรรม ศาลเห็นว่าไม่มีมูลเพียงพอ ให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ กระบวนการไต่สวนดำเนินต่อเนื่อง โดยศาลเปิดห้องไต่สวนอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 24 ธ.ค.2568 เพื่อสอบปากคำพยานบุคคลทั้งสิ้น 6 ปาก ได้แก่ 1.นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. 2.พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา 3.นายภูมิธรรม เวชยชัย 4.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง 5.พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ และ 6.ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ
การเปิดห้องไต่สวนและการเรียกพยาน 6 ปากนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่แสดงถึงความโปร่งใสของกระบวนการ โดยศาลมุ่งเน้นสอบถามถึงเจตนา หลักฐาน และขอบเขตอำนาจที่ชี้ชัดว่ามีการแทรกแซงหรือไม่ พยานส่วนใหญ่ให้การยืนยันว่าการรับ คดีฮั้ว สว. เป็นไปตามอำนาจของดีเอสไอ และได้รับแจ้งจาก กกต.โดยตรง ไม่ใช่การสั่งการจากรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ร้องยืนกรานว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งและข่มขู่ สว. ซึ่งอาจนำไปสู่การทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ
สถานการณ์ล่าสุด ก่อนนัดอ่านคำวินิจฉัย นายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี แถลงยืนยันอีกครั้งว่าตนไม่เคยแทรกแซง และคดีฮั้ว สว.ยังคงเดินหน้าตามหลักฐานจาก กกต. โดยอยู่ในอายุความที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น เพื่อรักษาหลักนิติธรรม ในขณะที่ฝ่าย สว. ผู้ร้องมั่นใจว่าศาลจะวินิจฉัยตามหลักฐานที่ชี้ถึงการฝ่าฝืนจริยธรรม
หากมองในมุมวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีน้ำหนักสำคัญต่อทั้งคดีฮั้ว สว. และชะตากรรมทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา หากผลออกมาในทางบวกสำหรับผู้ถูกกล่าวหา คือไม่มีความผิดจริยธรรมร้ายแรง คดีฮั้ว สว.ของดีเอสไอและ กกต.จะเดินหน้าต่อไปอย่างราบรื่น โดยดีเอสไอสามารถสอบสวนต่อเนื่องโดยไม่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้อง สว.ที่เกี่ยวข้องหลายสิบคน และอาจส่งผลให้เกิดการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือแม้แต่การยุบวุฒิสภาบางส่วน หากพบหลักฐานชัดเจน นอกจากนี้ยังจะเสริมความเข้มแข็งให้กับหลักนิติธรรม โดยแสดงว่าฝ่ายบริหารสามารถตรวจสอบอำนาจนิติบัญญัติได้โดยไม่ถูกขัดขวางจากข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล
ในทางตรงกันข้าม หากผลออกมาในทางลบ คือชี้ว่าทั้ง 2 คนกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงจริง ความเป็นรัฐมนตรีของทั้งคู่จะสิ้นสุดลงทันทีตามรัฐธรรมนูญ และอาจถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย ตามมาตรา 235 ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคดีฮั้ว สว. โดยอาจทำให้กระบวนการสอบสวนของดีเอสไอถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม และ กกต.อาจได้รับอำนาจคืนเต็มเพื่อดำเนินคดีเอง ซึ่งอาจล่าช้าหรืออ่อนลง หาก กกต.ชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก สว.ชุดนี้เข้ามามีบทบาท ผลกระทบนี้อาจทำให้คดีฮั้ว สว.กลายเป็น "คดีฝุ่น" หรือถูกประวิงเวลา จนส่งผลให้ สว.ชุดปัจจุบันยังคงใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระต่อไป เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) หรือศาลรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งอาจยืดเยื้อความขัดแย้งทางการเมือง
สำหรับผลกระทบต่อบุคคล นายภูมิธรรม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย หากถูกชี้ว่าผิด จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 160 กำหนดให้รัฐมนตรีต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และเกียรติยศที่ประจักษ์ ซึ่งการถูกวินิจฉัยผิดจริยธรรมร้ายแรงจะขัดต่อข้อนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม จะไม่กระทบต่อการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เนื่องจากคุณสมบัติ สส.ตามมาตรา 98-101 มุ่งเน้นที่การไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ถูกจำคุก (ยกเว้นโทษจำคุกที่รอลงอาญา) และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งแตกต่างจากรัฐมนตรีที่ต้องผ่านเกณฑ์จริยธรรมสูงกว่า
เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.ทวี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับหนึ่งของพรรคประชาชาติ หากผิด จะถูกห้ามเป็นรัฐมนตรี แต่ยังสามารถเป็น สส.ได้ หากไม่ขัดคุณสมบัติพื้นฐาน เพราะการถูกวินิจฉัยผิดจริยธรรมไม่เท่ากับการถูกพิพากษาจำคุก หรือเพิกถอนสิทธิโดยตรง ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้รัฐมนตรีมีมาตรฐานสูงกว่าสมาชิกสภา เพื่อป้องกันการใช้อำนาจบริหารในทางมิชอบ
คดีนี้เป็นตัวชี้วัดว่า การเมืองไทยจะเดินหน้าสู่ความโปร่งใสหรือถอยหลังสู่การใช้อำนาจเก่าเพื่อปกป้องตนเอง หากคำวินิจฉัยออกมาในทางใดทางหนึ่ง ย่อมส่งคลื่นสะเทือนไปยังการเลือกตั้งครั้งหน้าที่ทุกฝ่ายต่างจับตาอย่างใกล้ชิด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อนุทิน-ภท.โหมหนักสนามกทม. เป้าปักธงเขต-คะแนนปาร์ตี้ลิสต์พุ่ง
ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 11-18 ม.ค. พบว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)” รวมถึงรัฐมนตรี-แกนนำพรรคภท.ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.เขตกรุงเทพมหานครอย่างหนัก
เปิดแผลเขย่าสมการหลังเลือกตั้ง แค่'ต่อรอง'หรือ'จัดการ'จริง
เข้าสู่ 20 วันสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง บรรยากาศการหาเสียงแม้จะมีการแซะหรือเปิดแผลกันบ้าง แต่ไม่ถึงกับป้ายสีเหมือนที่เคยเห็นกันในอดีต ในทุกเวทีพรรคการเมืองยังคุมโทนในการ “ขายของ” ทั้งนโยบายและตัวบุคคลที่จะทำหน้าที่เข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร
หนามยอกพรรคส้ม“มีเรา ไม่มีเทา” รวบผู้สมัครสส.สีเทา เข้าทาง'น้ำเงิน'
การหาเสียงแต่ละพรรคการเมืองกำลังเข้มข้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จัดเวทีปราศรัยดีเบตโชว์วิสัยทัศน์ เกทับบลัฟแหลกทั้งนโยบายประชานิยม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน แต่ที่ฉีกตำราหาเสียงเลือกตั้ง “มีเรา ไม่มีเทา” สโลแกน พรรคประชาชน (ปชน.) สังคมต้องสะดุดฟัง
ช่วงโค้งสุดท้ายประชามติ เสียงอื้ออึง “สับสน-ไม่เข้าใจ”
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนจำนวนมากกลับยังคงอยู่ในภาวะ "เงียบเหงา" ต่อการออกเสียงประชามติที่จัดควบคู่กันไป
“กองทัพ”ตั้งการ์ด-ลดแรงเสียดทาน เริ่มศึกภายใน-ชายแดนยังไม่จบ
แม้การสู้รบในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จะจบลงในระลอกที่ 2 ไปแล้ว โดยกองทัพสามารถทวงคืนพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ “สงคราม” นั้นยังไม่จบ เพราะ “ควันหลง” ของเหตุการณ์ยังเป็นเชื้อไฟที่สามารถทำให้เหตุการณ์สู้รบปะทุได้อีกตลอดเวลา จากปัจจัยหลักคือ ยังไม่มีการสำรวจจัดทำหลักเขตกันจนเป็นที่ยุติ รวมไปถึงปัจจัยเฉพาะหน้าที่เกิดจากการเมืองภายในของ 2 ประเทศ ที่รัฐบาลต่างฝ่ายต่างสร้างคะแนนนิยมจากเหตุการณ์ชายแดน
ปรากฏการณ์‘น้ำเงิน’ไล่บี้‘ส้ม’ ‘พลังเงียบ’คะแนนตัวแปร!
ผลการสำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในหัวข้อ “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 ม.ค.69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วย มีความน่าสนใจ

