ไฮไลต์การหาเสียงเลือกตั้งในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลายคนให้ความสนใจกับเวทีหาเสียง-ปราศรัยใหญ่ของ พรรคประชาชน ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม ที่ลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งเป็นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
เพราะตามข่าวก็คือ “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล” จะเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่อเป็นตัวหลักบนเวทีปราศรัย อันเป็นไฮไลต์สำคัญของเวทีพรรคส้มกลางเมืองหลวง
สำหรับพิธา สมัยเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ทำให้พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งปี 2566 โดยได้คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ 14 ล้านเสียง และได้ สส.เขตกรุงเทพมหานครมากถึง 32 เขต จาก 33 เขต และได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์จากคนกรุงเทพฯ มาอันดับ 1 ได้มาร่วมหนึ่งล้านสองแสนคะแนน
และจากนั้นในวันเดียวกันข่าวว่า พิธาจะเดินทางไปช่วยหาเสียงขึ้นเวทีปราศรัยต่อที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ตอนเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะเลือกตั้งได้ สส.เขตยกจังหวัด และได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มาอันดับ 1
การที่ “ทิม-พิธา” กลับมาช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชน มันก็คือ “ยุทธศาสตร์หาเสียง ช่วงโค้งสุดท้ายของพรรคประชาชน” ที่เหลือเวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์
โดยมีการคาดการณ์ทางการเมืองว่า หากไม่มีอะไรผิดคิว หรือมีการปรับแผนจากแกนนำพรรคประชาชน ก็เป็นไปได้ที่นับจากวันที่ 25 ม.ค.เป็นต้นไป พิธาก็อาจเดินสายช่วยหาเสียงให้อีกหลายแห่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่พรรคส้มเคยชนะ สส.เขตยกจังหวัด เช่น นนทบุรี จันทบุรี ระยอง หรือในจังหวัดที่พรรคส้มเคยได้ สส.เขตจำนวนมาก หรือได้แบบหลายคนคาดไม่ถึง เช่นที่ภูเก็ต ที่ชนะได้ สส.เขตภูเก็ตยกจังหวัด ตลอดจนอีกบางจังหวัดที่แกนนำพรรคประเมินว่า คะแนน-กระแสพรรคส้มยังแรง จึงต้องส่งพิธาไปตรึงคะแนนไว้ เช่น ปทุมธานี เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา นครปฐม เป็นต้น
การกลับมาช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชนของพิธาในช่วงโค้งสุดท้าย ทำให้พรรคประชาชนจะมี
"3 หัวหอกตัวรุก 3 ท." ในการตรึงคะแนนเดิม และเพิ่มคะแนนใหม่
ที่เป็นอดีตหัวหน้าพรรคส้มและหัวหน้าพรรคส้มในปัจจุบัน “ทอน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์-เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ซึ่งอาจจะร่วมลงพื้นที่ด้วยกันในบางโอกาส และแยกกันช่วยหาเสียงตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
กระนั้นเชื่อว่า ตัวธนาธร-พิธา ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ก็จะลิมิตบทบาทของตัวเองไว้ระดับหนึ่ง ไม่ให้เด่นมากเกินไป จนตกเป็นที่สนใจของสังคม-สื่อ มากกว่า เท้ง ณัฐพงษ์ เพราะมันจะไม่เป็นผลดีต่อพรรคประชาชนโดยรวม จะทำให้คนตั้งคำถามถึงภาวะผู้นำของณัฐพงษ์ หากธนาธร-พิธา มีแสงเด่นกว่าหัวหน้าพรรค
แผนหาเสียงพรรคประชาชน ที่ดึงพิธากลับมาช่วงโค้งสุดท้าย คาดว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยการเมืองต่างๆ เช่น “กระแสพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่แรงเท่าปี 2566”
ตรงนี้เห็นได้ชัด เพราะแม้ภาพรวมคนยังมองว่ากระแสพรรคส้มยังดีอยู่ แต่ก็ไม่แรงเหมือนตอนปี 2566
จุดหนึ่งเป็นเพราะเลือกตั้งรอบนี้ พรรคไม่มีจุดขายในเชิงนโยบายหรือจุดยืนพรรคที่โดดเด่น แข็งแรงพอ ทำให้คนจดจำได้ ที่ก็เพราะด้วยบริบทการเมืองที่แตกต่างจากปี 2566 ที่ตอนนั้นกระแส "คนเบื่อลุง-เบื่อ 3 ป." ที่อยู่ในอำนาจมาร่วม 8 ปี และมองว่าหากไม่เลือกพรรคส้ม เครือข่าย คสช.-ลุงตู่จะอยู่ในอำนาจอีก 4 ปี รวมเป็นร่วม 12 ปี กระแสเบื่อลุงเลยแรง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง พอพิธาประกาศ "มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา" กระแสพรรคเลยเปรี้ยงทันที ผสมกับ Charisma ของพิธาบางอย่างที่ตอบโจทย์คนจำนวนไม่น้อย เลยทำให้กระแสพรรคส้มปี 2566 เลยพุ่งแรง แต่ตอนนี้กระแสพรรคประชาชนไม่มีตัวหนุนส่งแบบปี 2566
ผนวกกับสิ่งที่พรรคเคยวางไว้เป็นจุดแข็ง-จุดขาย เช่น การประกาศนโยบาย "มีเรา ไม่มีเทา" แต่เมื่อผู้สมัคร สส.-อดีต สส.ของพรรค ถูกจับในคดีเว็บพนันออนไลน์ ผลคือพรรคไปไม่เป็น สังคมตั้งคำถาม เอ๊ะ กับพรรคประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ
ผนวกกับพรรคประชาชนแก้ลำ เรื่อง "กระแสชาตินิยม" ที่พุ่งสูงในกลุ่มประชาชน จากเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชาไม่ได้ แม้จะพยายามแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น
ขนาดพิธาออกมาขอโทษที่เคยกล่าว "ทหารมีไว้ทำไม" แม้อาจทำให้คนมองว่า ดีที่ขอโทษ แต่โดยภาพรวม คนก็ยังมองว่า ที่ขอโทษเพื่อต้องการช่วยพรรคประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ได้ยินคำนี้จากปากพิธาที่เคยบอกว่า ทหารมีไว้ทำไม-เอาเรือประมงไปรบแทนเรือดำน้ำ เป็นต้น
อันเป็นกระแสที่ทำให้สังคมตั้งคำถามกับพรรคประชาชนว่า หากได้เข้าไปเป็นรัฐบาล ความมั่นคงของชาติและแผ่นดินจะสั่นคลอนและสุ่มเสี่ยงเสียอธิปไตยหรือไม่ และคนของพรรคประชาชนเข้มแข็งพอจะต่อกรกับ ฮุน เซน หรือไม่ จุดนี้มีผลทำให้พรรคประชาชนเสียคะแนนนิยมไปมากและแก้ปมนี้ไม่สำเร็จ
รวมถึงการที่พรรคประชาชนเปิดตัวทีมบริหารประเทศ The Professional ก็แป๊ก คนไม่สนใจ สังคมจำไม่ได้มีใครบ้าง ไม่มีกระแสตอบรับ
ขณะเดียวกันการคาดหวังชัยชนะ สส.ระบบเขต ของพรรคประชาชน เลือกตั้งรอบนี้จะพบว่า หลายจังหวัดที่พรรคส้มเคยเข้าไปเจาะได้ และบางจังหวัดก็ชนะยกจังหวัดแบบหลายคนคาดไม่ถึง เช่น ที่สมุทรปราการ ภูเก็ต รวมถึงอีกบางจังหวัดที่พรรคส้มเคยได้ สส.เขตจำนวนมาก เช่น ที่ชลบุรี
พบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ นักเลือกตั้งในพื้นที่กับบ้านใหญ่ของจังหวัด ที่เห็นบทเรียนจากตอนปี 2566 แล้วว่า เพราะอะไร จึงแพ้ให้กับพรรคก้าวไกล ทำให้มีการปรับแผนรับมือกระแสพรรคส้ม
อย่างที่สมุทรปราการ บ้านใหญ่อัศวเหมที่เคยอยู่พลังประชารัฐ และได้ สส.สมุทรปราการจำนวนมากตอนปี 2562 แต่แพ้ยับตอนปี 2566 มารอบนี้ย้ายมาอยู่กับเพื่อไทย และจับมือกับกลุ่มการเมืองปากน้ำ พรรคเพื่อไทย เช่น สายของสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประชา ประสพดี ที่ก็ทำให้พรรคส้มก็เหนื่อยมากขึ้นในการจะเอาชนะยกจังหวัดที่สมุทรปราการอีกรอบ
หรือที่ชลบุรี รอบนี้ กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น กับกลุ่มสนธยา คุณปลื้ม ที่เคยรบกันแทบตายตอนปี 2566 แต่สุดท้ายโดนพรรคส้มยึดที่นั่งชลบุรีเกือบหมด ศึกนี้สุชาติ-สนธยาปรับแผนใหม่ กลับมาจับมือกันเพื่อสู้กับพรรคส้ม มันก็เลยทำให้สนามชลบุรี พรรคประชาชนต้องเจอศึกหนัก
หรือที่โคราช นครราชสีมา ที่พรรคส้มเคยได้ สส.เขตมา 3 เก้าอี้ ตอนปี 2566 แต่เมื่อเพื่อไทย ที่เดิมมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง กับ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล จับมือกันจนได้ สส.เขต 12 คน จาก 16 ที่นั่ง มาครั้งนี้ได้กลุ่มสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เข้ามาเสริมแกร่งที่โคราชเพิ่ม ก็ทำให้พรรคส้มเจองานหนักในการรักษา 3 เก้าอี้โคราชเอาไว้ให้ได้
ทั้งหมดทำให้ต้องดึงพิธาที่พรรคส้มเชื่อว่ามีกระแสนิยมอยู่ ให้กลับมาช่วยหาเสียง
ต้องดูว่า การเปิดปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาชน การขึ้นเวทีของพิธา วันที่ 25 มกราคมนี้ จะสร้างกระแสให้พรรคประชาชนดีขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ หลังคู่แข่ง ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ เริ่มแรงขึ้นมา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โพลพาเคลิ้ม พื้นที่พาเหนื่อย ‘พิธา’ กับราคาที่พรรคส้มต้องจ่าย
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเดินมาถึงช่วงตัดสินใจจริง ว่าใครอ่านเกมขาด และใครหลงไปกับภาพลวงจากตัวเลข
เสริมความพร้อมแนวรบ2ปราสาท เร่งสร้างเอกภาพภายในรับมือ
เกือบหนึ่งเดือนหลังจากการสู้รบที่ชายแดนระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” สิ้นสุดลง ฝ่ายไทยได้เร่งสถาปนาพื้นที่ เพื่อวางกำลังทหาร เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ให้การปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลมีความปลอดภัยทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ รักษาฐานที่มั่น
‘กล้าธรรม’เติมเกมรุก สู้ไปลุ้นไป หวังประตูเป็นพรรครัฐบาลยังไม่ปิด
“พรรคกล้าธรรม” หนึ่งในพรรคการเมืองใหม่ที่เข้าสู่สนามเลือกตั้งปี 2569 แต่แม้จะเป็นพรรคใหม่ แต่แวดวงการเมือง-นักวิเคราะห์การเมืองและโพลบางสำนักก็ประเมินว่า พรรคกล้าธรรมจะได้ สส.ระดับหนึ่ง คือ ประมาณขั้นต่ำ 30 ที่นั่ง
ศาลรธน.ชี้ชะตา"ภูมิธรรม-ทวี" คดีฮั้วสว.เดิมพันอนาคตการเมือง
ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยยังคงร้อนระอุด้วยความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับขั้วอำนาจใหม่ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะอ่านคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 21 ม.ค.2569 นี้ ถือเป็นจุดสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน
อนุทิน-ภท.โหมหนักสนามกทม. เป้าปักธงเขต-คะแนนปาร์ตี้ลิสต์พุ่ง
ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 11-18 ม.ค. พบว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)” รวมถึงรัฐมนตรี-แกนนำพรรคภท.ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.เขตกรุงเทพมหานครอย่างหนัก
เปิดแผลเขย่าสมการหลังเลือกตั้ง แค่'ต่อรอง'หรือ'จัดการ'จริง
เข้าสู่ 20 วันสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง บรรยากาศการหาเสียงแม้จะมีการแซะหรือเปิดแผลกันบ้าง แต่ไม่ถึงกับป้ายสีเหมือนที่เคยเห็นกันในอดีต ในทุกเวทีพรรคการเมืองยังคุมโทนในการ “ขายของ” ทั้งนโยบายและตัวบุคคลที่จะทำหน้าที่เข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร

