'แบงก์ชาติ'ขยับสกัดซื้อเสียง กระตุก'กกต.'เข้มโค้งสุดท้าย

กลายเป็นประเด็นร้อนก่อนถึงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ที่ขณะนี้ทุกพรรคอยู่ในช่วงการชิงคะแนนเสียง และถูกจับตาเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง หลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย ว่า ช่วงประมาณ 10 วันที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ตั้งแต่ช่วงราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

ในเบื้องต้น แม้ในทางกฎหมาย ธปท.จะยังไม่มีอำนาจโดยตรงในเรื่องดังกล่าว แต่ถือเป็นการใช้อำนาจด้านการกำกับดูแลทางอ้อมเพื่อตรวจเส้นทางเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่เคยมีและเคยใช้ในอดีต ก่อนจะหยุดใช้ไปเป็นเวลาหลายสิบปี

จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีการเบิกถอนเงินสดจำนวนมากในระดับตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงกว่า 200-250 ล้านบาท บางกรณีขอแลกเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท บางรายฉบับละ 500 บาท เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับการทำธุรกรรมทั่วไป ธปท.จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และหากพบความผิดปกติจะส่งข้อมูลต่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะส่งต่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเด็นทางการเมืองหรือการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาการใช้เงินสดในธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์

ทั้งนี้ เรื่องการซื้อเสียงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามาอย่างต่อเนื่อง หลังก่อนหน้านี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงานซีโร คอร์รัปชัน : กกร. และเพื่อนไม่ทน เคยเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองในการเลือกตั้งปี 69 ที่พบว่าจะมีการซื้อเสียงสูงสุดที่ 7,500 บาทต่อคน โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบสูงที่สุด ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เท่ากันที่สูงสุด 5,000 บาทต่อคน ขณะที่ภาคตะวันออกสูงสุด 3,000 บาทต่อคน โดยค่าเฉลี่ยการซื้อเสียงทั่วประเทศอยู่ที่คนละ 985 บาท

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีการจับกุมนักการเมืองสีเทาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยมีการคาดการณ์ว่าเม็ดเงินสแกมเมอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองไทยมีสูงถึง 200,000 ล้านบาท คนพวกนี้ลงทุนเพียง 15,000 ล้านบาท เพื่อซื้อเสียงและยึดประเทศ มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะคิดเป็นต้นทุนไม่ถึง 10% แต่สามารถเข้ามาปกป้องเงินสีเทาอีก 2 แสนล้านได้ทั้งหมด

"สิ่งเดียวที่จะช่วยประเทศได้คือการรณรงค์ให้ประชาชนตื่นรู้ว่า กลุ่มคนที่นำเงินมาแจกในช่วงการเลือกตั้ง คือเงินจากขบวนการสแกมเมอร์ หากปล่อยให้คนกลุ่มนี้หลุดรอดเข้ามาได้สักครึ่งสภา เราจะได้ 'สส.สแกมเมอร์' เสียงส่วนใหญ่ก็จะไปโหวตเลือก 'นายกฯ สแกมเมอร์' นำไปสู่การตั้ง 'รัฐมนตรีสแกมเมอร์' ซึ่งจะเข้าไปแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้ได้ข้าราชการที่รับใช้สแกมเมอร์ รวมถึงการโหวตเลือกประธานรัฐสภา เท่ากับว่ากลุ่มทุนสีเทาจะควบคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ" พล.อ.รังษี กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังมีการขยับในเรื่องการซื้อเสียง โดยเฉพาะผู้ว่าฯ แบงก์ชาติที่เปิดประเด็นดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายออกมารับลูกและเห็นด้วยในการกำหนดเพดานการเบิกถอนเงินสดเพื่อป้องกันการทุจริต อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกฯ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการปราบปรามทุนเทา และธุรกรรมที่ผิดปกติมาโดยตลอด เพราะเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และดีใจที่แบงก์ชาติขยับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การจัดการกับเส้นทางการเงินคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปราบทุจริตเลือกตั้ง พร้อมจี้ กกต.ทำงานเชิงรุกมากขึ้น 

ทั้งนี้ ในเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงในช่วงนี้ถือเป็นงานสำคัญในมือของ กกต.ที่ต้องเร่งตรวจสอบให้เร็วที่สุด     ขณะที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้รับทราบถึงปัญหาแล้ว โดยกรณีแบงก์ชาติพบความผิดปกติในการเบิกเงินสดมากกว่า 250 ล้านบาท ที่เน้นการแลกเป็นธนบัตรใบละ 100 บาทและ 500 บาท ซึ่งเข้าข่ายน่าสงสัย นายแสวงได้พูดคุยกับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติในประเด็นดังกล่าว และจะคุยรายละเอียดถึงความร่วมมือการทำงานอีกครั้งโดยเร็วที่สุด เพราะเบื้องต้นแบงก์ชาติและ กกต.ไม่ได้ทำ MOU ไว้ จึงกำลังหาช่องทางวิธีการถ่ายโอนข้อมูลว่าจะทำอย่างไร ซึ่งในระยะสั้นต้องหาวิธีการที่จะทำงานร่วมกันให้ออกมาดีที่สุด

ขณะเดียวกัน เลขาธิการ กกต.ได้สั่งการในส่วนของสำนักงานในด้านสืบสวนสอบสวน เฝ้าระวัง และติดตามดูพื้นที่ที่เห็นว่ามีการแข่งขันกันรุนแรง และคาดว่าจะมีการกระจายของเม็ดเงินดังกล่าวแล้ว

และก่อนหน้านี้ กกต.เคยออกมาเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง งดเว้นการกระทำเข้าข่ายการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง และมีโทษทางอาญาอย่างร้ายแรงด้วย

ถือเป็นงานหินอีกงานในมือของ กกต. หากสามารถสกัดการซื้อสิทธิขายเสียง โดยเฉพาะเม็ดเงินที่อาจมาจากทุนเทาได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้ง 2569 นี้จะได้ผู้แทนแบบที่โปร่งใส ไร้คอร์รัปชันมาบริหารประเทศ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สูตรร้อน“ศาลรธน.”จบคดี บัตรเลือกตั้งทำพิษ ร้องโมฆะ!

ปี 2568 คดีร้อนแรงแห่งปี จากคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ก็คือการวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากคำร้องคดีคลิปเสียงฮุน เซน จนทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกฯ แทน และเกิดผลทางการเมืองตามมา จนเตรียมได้กลับมาเป็นนายกฯ รอบ 2 ในการโหวตนายกฯ กลางสัปดาห์นี้

'น้ำเงิน' กุมสภาพการเมืองเบ็ดเสร็จ ศึกตะวันออกกลางพิสูจน์ฝีมือรบ.

ชัดเจนจากปาก "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องการเป็นแกนนำรัฐบาลที่มีกว่า 300 เสียง!

งัดแผนตรึง‘น้ำมัน-พลังงาน’ งานหิน‘อนุทิน’พาไทยพ้นวิกฤต

จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน ได้ส่งผลกระทบวงกว้างไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องตั้งรับเรื่องสำคัญอย่างปัญหา “น้ำมันและพลังงาน” ที่รัฐบาล “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เร่งออกมาตรการแก้ไขเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด

"เอกนัฏ"รอรับไม้ต่อ"อรรถพล" งานหินรับมือวิกฤตน้ำมัน-พลังงาน

รัฐบาลได้ส่งสัญญาณถึงประชาชนแล้วว่าวิกฤตน้ำมัน-พลังงานจากผลพวงสงครามถล่มอิหร่าน ของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง น้ำมัน-พลังงาน