สูตร'คนนอก'เติมความนิยม'สีน้ำเงิน' ใบเหลือง'กล้าธรรม'เดินเกมแรง

“ตัวเลข สส.ที่ได้มาอย่างก้าวกระโดดจากการล่มสลายของพรรคลุง และด้วยวิธีดึงตัวผู้สมัครจากพรรคการเมืองให้มาสมัครในนามพรรคกล้าธรรม ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของผู้บัญชาการทางการเมืองหน้าใหม่ที่กำลังโตวันโตคืน”

การอ่านเกมการเมืองของพรรคภูมิใจภายใต้หลักคิดที่เป็น คณิตศาสตร์ รวมถึงสภาวะแวดล้อมการเมืองแบบไทยๆ ที่เป็นอยู่ ทำให้การวางกลยุทธ์ในการเลือกตั้งยืนอยู่บน "ข้อมูล" ที่มีตัวเลขคำนวณนับได้

เช่นเดียวกับจำนวนว่าที่ สส.ของแต่ละพรรคในขั้วเดียวกันที่ได้รับเลือกเข้ามา จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ภูมิใจไทยจะเลือกหยิบใครเข้ามาร่วมรัฐบาลก็ได้ เพราะตัวเองอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบทุกด้าน โจทย์ใหญ่ในการทำให้พรรคเติบโตและดำรงอยู่ต่อไป คือการ พิสูจน์ ฝีมือการทำงานของรัฐบาลและผลงานที่ออกมาว่าจะโดนใจประชาชนหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากกว่า

ดังนั้นองคาพยพที่จะตอบโจทย์นอกจากงบประมาณ กลไกข้าราชการแล้ว อำนาจทางการเมืองที่เบ็ดเสร็จเพื่อดำเนินนโยบายที่ได้ประกาศไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้นคือการเลือก “คนนอก” เข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับที่ดีทั้งศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์ รวมถึง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ซึ่งเข้ามาดูแลเรื่องกฎหมาย ระเบียบ ข้อปฏิบัติต่างๆ ไม่ให้ ตกม้าตาย รวมทั้งการเติมชื่อคนนอกในโผ ครม.รอบนี้ ดังปรากฏข่าวว่ามีชื่อของ “ปรีดี ดาวฉาย” เข้ามานั่งในตำแหน่ง รมว.พลังงาน

นอกจากนั้น ในด้านทักษะบริหารจัดการผลประโยชน์ให้เกิดความสมดุลภายในพรรคร่วมรัฐบาลยังเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และถือเป็นตัวแปรสำคัญในการทำให้เอกภาพรัฐบาลมีความแน่นแฟ้นหรือสั่นคลอน ซึ่งภูมิใจไทยผ่านประเด็นเหล่านี้มาพอสมควรแล้ว และแม้เวลานี้ “ขั้วสีน้ำเงิน” มีความมั่นคงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมมี ลมใต้ปีก ที่มั่นคงแข็งแรง แต่ก็ไม่สามารถประมาทสถานการณ์ “ลมเปลี่ยนทิศ” ได้ แต่ก็เชื่อว่ามีความผันแปรน้อยมาก

หันมาดูพรรคเพื่อไทย พรรคอันดับสาม เมื่อพิจารณาจากปัญหา “ขบเหลี่ยม” กันในรัฐบาลที่แล้ว จึงอาจจัดสถานะความสัมพันธ์ในระดับที่ว่าเป็น “มิตรก็ไม่ใช่-ศัตรูก็ไม่เชิง" ทุกย่างก้าวในการทำงานของทั้งสองฝ่ายล้วนมีจังหวะที่รุกและรับเพื่อสร้างอำนาจต่อรองมาตลอด

“บาดแผล” ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากกรณีที่พรรคเพื่อไทยยึดเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนนำไปสู่การพลิกเกมของภูมิใจไทย ถอนตัวออกมาก่อนจะเกิดศึกชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเป็นสิ่งเตือนใจให้พรรคภูมิใจไทยเองต้องเตรียมแผนสำรองในการรับมือ

ดังนั้น การจับมือร่วมรัฐบาลที่มี “พรรคเพื่อไทย” ก็เป็นเพียงจังหวะทางการเมืองที่เป็นไปตามสถานการณ์ เพราะธาตุแท้ของการเมืองไม่เคยมีมิตรแท้และศัตรูถาวร หาก “ดีล” ลงตัว คุยกันรู้เรื่อง ก็สามารถที่จับมือกันได้ เหมือนเช่นที่เกิดกับพรรคกล้าธรรมของประธานที่ปรึกษาพรรคอย่าง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เคยล่มหัวจมท้ายกับพรรคภูมิใจไทยในรัฐบาลชั่วคราว

ดังเช่นที่ “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุถึงระดับความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรม โดยเปรียบกับสำนวนไทย แรกรักน้ำผักก็ว่าหวาน ว่า “ผมว่ากลางๆ มาโดยตลอด สำหรับผมการเมืองไม่เคยหวานเลย”

“ไชยชนก” คือทายาทของ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย “บิ๊กเนม” นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล ผ่านร้อนผ่านหนาวกับพรรคมาร่วม 18 ปี ฝึกวิทยายุทธ์จนกล้าแกร่ง ก่อนจะมาเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทยในขณะนี้

ทวิลักษณะของพรรคการเมืองแบบ “ภูมิใจไทย” ที่ต้องอาศัยเครือข่ายนักการเมืองบ้านใหญ่เป็นหลักในการรักษาฐานที่มั่นในเกมการเลือกตั้งเพื่อยืนระยะได้ยาวแล้ว ยังต้องจัดสมดุลในระดับนโยบายให้ดี โดยรู้จักวิธีการคุมงบประมาณ โครงการในกระทรวงสำคัญ รวมไปถึงการหยั่งลึกด้วยการวางคนในระบบราชการ คนมีสี

เป็นโมเดลการเมืองที่ไม่ได้ สวยหรู หรือขายฝันกับหลักการประชาธิปไตยที่ขาวสะอาด ตรงกันข้ามคือ “การเมือง” สายดาร์กที่ต้องใช้วิธีการบนดินและใต้ดินในการกรุยทาง

แนวทางนี้จึงกลายเป็นโมเดลแห่งความสำเร็จของ การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ภายใต้รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ทั้งหมดนั้นต้องใช้ระยะเวลา และต้องแลกมาด้วยการกำหนดสถานะตัวเองที่ไม่ต้องออกมายืนหน้าฉากทางการเมือง ผลักดันให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นผู้เล่น จนวันนี้ได้นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

ด้วยความใกล้ชิด แนบแน่น ไว้ใจระหว่าง “เนวิน-อนุทิน” กลายเป็นสูตรแห่งความสำเร็จของภูมิใจไทยในทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของ “อนุทิน” ในหนังสือที่ชื่อว่า Win-Win สไตล์เนวิน ที่ระบุว่า

“เอาเป็นว่าเวลาผมมีทุกข์ ท่านร่วมทุกข์ แต่เวลาผมสุขไม่เคยมาร่วมเสพกับผม นี่เป็นเหตุเพียงพอที่ผมจะคบคนคนนี้ เป็นทั้งพี่ชาย เป็นทั้งเพื่อน เพราะคนเราหากมีอะไรที่ไม่ดี มันคบกันยาวแบบนี้ไม่ได้...คุณเนวินเป็นคนที่ไม่เคยมีทางตัน เข้าซอยไหนออกได้หมดทุกซอย เป็นคนแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง...” นายอนุทินระบุ

จึงมีการวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจในการฟอร์มรัฐบาลของ “อนุทิน” ในวันนี้มีกุนซือรายเดิมที่ชื่อ “เนวิน” อยู่ข้างหลัง

และยังมีการประเมินว่า เหตุผลสำคัญที่พรรคกล้าธรรมหลุดขบวนก็มาจากการเดินเกมแรงในพื้นที่ของพรรคสีน้ำเงิน โดยไม่สนใจความเป็นพันธมิตร เทหมดหน้าตักเพื่อชัยชนะในสนามแข่งขันเพียงอย่างเดียว หวังแค่จำนวน สส.ที่ต้องไปใช้ในการเจรจาโควตา รมต. สร้างความไม่พอใจให้กับ “คนบ้านใหญ่บุรีรัมย์”

ความแรงของ “กล้าธรรม” ผ่านการให้สัมภาษณ์ของ “ธรรมนัส” ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค คือตัวเลข สส.ที่ได้มาอย่างก้าวกระโดดจากการล่มสลายของพรรคลุง และด้วยวิธีดึงตัวผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นให้มาสมัครในพรรคกล้าธรรม ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของผู้บัญชาการทางการเมืองหน้าใหม่ที่กำลังโตวันโตคืน

ยิ่งเมื่อถึงจังหวะในการจับมือตั้งรัฐบาลโดยมีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ “ธรรมนัส” ใช้วิธีโยนตัวเลข 80 ที่นั่ง จากการกวาดต้อนพรรคเล็กมาอยู่ในเข่งด้วย พร้อมโชว์ผลงานในอดีตในการรวบรวมพรรคเล็ก ดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ มาแล้ว แสดง “เพาเวอร์” ไปถึงผู้จัดตั้งรัฐบาล

ยังไม่นับท่าทีในช่วงแรกที่เหมือนตีตราจองกระทรวงเกษตรฯ ฐานบัญชาการสำคัญในการวางเครือข่าย และการกำหนดนโยบายเรือธงของพรรค ซึ่งไม่ต่างจากโมเดลของ “บรรหาร” ที่คุมกระทรวงเกษตรฯ มาหลายทศวรรษ หรือแม้กระทั่ง “เนวิน” เองก็เคยนั่งเป็น รมช.เกษตรฯ ซึ่งทราบดีว่าเครื่องมือในการสร้างพลังอำนาจและอิทธิพลของกระทรวงเกษตรฯ อยู่ตรงไหนบ้าง

ก่อนที่ช่วงหลัง “กล้าธรรม” จะเลือกแนวทาง “หมอบ” เพราะ “อนุทิน” เล่นลีลาเด้งเชือก ยื้อที่จะตอบรับการเข้าร่วมรัฐบาล จาก “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" หัวหน้าพรรค ส่งสัญญาณไม่เอากล้าธรรมร่วมรัฐบาล

จนกระทั่งภูมิใจไทยรวบรวมเสียงพรรคเล็กได้ประมาณ 300 เสียง ไม่จำเป็นต้องพึ่ง 58 เสียงของกล้าธรรมให้เสียโควตารัฐมนตรีอีกต่อไป 

แม้ “ธรรมนัส” แถลงข่าวทิ้งทวนแสดงท่าที ไม่แฮปปี้ เท่าไหร่นัก ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่ามีการเตรียมฟื้นคดีที่ดิน ส.ป.ก. ก่อนเดินทางไปล่า “แสงเหนือ” ที่ยุโรป แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงกระแสข่าว เพราะถ้อยทำนองในการสื่อสารยังไม่ได้ตัดความสัมพันธ์แบบเบ็ดเสร็จ เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่า

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคกล้าธรรมจะได้นั่งใน ครม. หรือดีดตัวเองไปเป็นฝ่ายค้านทำงานตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มสูบ ทำให้ความคลุมเครือในสถานะของพรรคสีเขียวนั้นยังไม่ยุติ และอาจต้องรอจนกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาว่าไม่โมฆะ และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อไปได้สำเร็จ ณ วันนั้น สมการที่ออกมาจึงจะกระจ่างชัดว่า “สีเขียว” อยู่ตรงไหนในการเมือง

เพราะถึงอย่างไร กล้าธรรมก็คงไม่อยากไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อล้มรัฐบาลอย่างเต็มตัว เพราะไม่ใช่งานถนัดของนักเลือกตั้งที่ทุ่มเททุกสรรพกำลังเข้ามานั่งในสภา และมุ่งหวังถืออำนาจรัฐ

เพียงแต่โจทย์นี้มันลงตัวกับภูมิใจไทย และเป็นการให้ใบเหลืองพรรคกล้าธรรมที่กำลังร้อนแรง เบรกเกมเร็วให้กลับสู่โหมดเย็นให้พอ-รอให้เป็น เพราะยังมีสถานะพรรคสำรองในกรณีที่เพื่อไทยงอแง หรือต่อรองเกินธงรออยู่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'บวรศักดิ์' อธิบายชัดๆอีกรอบ ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 'ลับ' ที่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลก ไม่มีอยู่จริง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววิเคราะห์ประเด็นการเลือกตั้ง “โดยลับ” กับ QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า บ.จ.ตอนที่ 2 การเลือกตั้ง“โดยลับ”กับ QR Code หรือบาร์โค้ด

ผู้ตรวจการแผ่นดิน อนุญาต กกต. ขยายเวลาชี้แจงบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งออกไปอีก 7 วัน

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งว่า สำนักงานฯได้รับหนังสือจากสำนักงานกกต.ขอขยายระยะเวลาในการยื่นคำชี้แจงพร้อมเอกสารหลักฐานกรณีมีผู้ยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลั่นไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน หลังรับคำร้องปัญหาเลือกตั้ง 28 เรื่อง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยมีประชาชนร้องเอาผิด กกต.ปัญหาเรื่องเลือกตั้ง 2569 แล้ว 28 เรื่อง เป็นเรื่องต้องพิจารณาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด 18 เรื่อง ยันต้องให้โอกาส กกต.ได้ชี้แจง เพื่อความเป็นธรรม ย้ำใครผิดก็ว่าไปตามความผิด

สว.สีน้ำเงินโหวต2กกต. ข้อมูลลับ"ป.ป.ช."อาจทำสะดุด!

ขณะที่บทบาทการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการบริหารจัดการเลือกตั้ง กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก จน กกต.และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ต้องแอ่นอกรับกระสุนตกจากทุกทิศทาง โดยมีงานสำคัญที่ต้องเคลียร์ให้จบตามไทม์ไลน์คือ การรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เพื่อนำไปสู่การเปิดประชุมสภาฯ โหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตนายกรัฐมนตรี