"ครม.อนุทิน 2" ฉลุย กกต.ตัดจบ "ฮั้ว สว."

ในท่ามกลางความร้อนระอุของการเมืองไทยเดือน มี.ค. สปอตไลต์ทุกดวงต่างฉายไปที่อาคารรัฐสภา ในวันที่ 19 มี.ค.2569 ซึ่งจะเป็นวันชี้ชะตาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกวางโรดแมปไว้อย่างรัดกุมเพื่อให้ได้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ก่อนเทศกาลสงกรานต์จะมาถึง แต่ทว่าภายใต้ฉากหน้าของการจัดตั้งรัฐบาลที่ดูเหมือนจะราบรื่น กลับมีคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่อาจกลายเป็น "สึนามิทางการเมือง" ในภายหลัง นั่นคือการพิจารณาคดี "ฮั้วเลือก สว. 67" ที่กำลังงวดเข้ามาในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ประเด็นที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์และเป็นโจทย์หินของว่าที่รัฐบาล คือ "บรรทัดฐานจริยธรรม" ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและตัวเต็งนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกร้าวไว้เป็นยี่ห้อการันตีว่า รัฐมนตรีที่จะก้าวเข้ามาบริหารประเทศในยุคของตนต้องมีความ "ซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์" และไร้มลทินโดยสิ้นเชิง

 โดยยึดคำวินิจฉัยคดีนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แทรกแซงการเลือกตั้ง สว. โดยศาลได้มีการวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 ไม่สิ้นสุด แต่ได้นำมาเป็นกรอบและหลักการในการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 45 เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา

โดยศาลรัฐธรรมนูญวางหลักการสำคัญในมาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” โดยมีสาระสำคัญว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้น คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริตนี้ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม 

อย่างไรก็ตาม ความย้อนแย้งกลับเกิดขึ้นเมื่อ "ชนักติดหลัง" ชิ้นสำคัญอย่างคดีฮั้วเลือก สว.ที่ค้างอยู่เตรียมจะขึ้นสู่ชั้นการพิจารณาของ กกต. กำลังถูกเขย่าให้จบลงอย่างรวดเร็วเกินสังเกต

โดยเฉพาะเมื่อแหล่งข่าวเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อรับผิดชอบคดีนี้โดยเฉพาะ ได้มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นควรให้ "ยกคำร้อง" ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 ราย โดยให้เหตุผลว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดได้

  มติดังกล่าวถือเป็นการ "หักปากกาเซียน" และสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นชุดทำงานร่วมระหว่าง กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เคยสรุปสำนวนไว้อย่างแน่นหนาว่า พบขบวนการจัดตั้งและโพยลงคะแนนในหลายกลุ่มอาชีพเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือก สว.อย่างชัดเจน

การที่คณะอนุฯ ชุดที่ 36 ออกมา "ล้างมลทิน" ให้กับผู้ถูกกล่าวหาทั้งล็อตแบบยกแผง จึงถูกตั้งข้อสังเกตจากสังคมและฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนว่า นี่คือปฏิบัติการ "ซักฟอกสีน้ำเงิน" เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจัดตั้ง ครม.ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่

เมื่อเจาะลึกลงไปในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย พบว่านอกจากจะเป็น สว.ชุดปัจจุบันถึง 138 รายแล้ว อีก 91 รายที่เหลือคือ "ตัวละครลับ" ที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สว. แต่เป็นกลุ่มนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง โดยเฉพาะจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งสิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือ รายชื่อเหล่านี้หลายรายกำลังถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในโผ ครม. "รัฐบาลอนุทิน 2"

ไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะว่าที่นายกฯ และ รมว.มหาดไทย, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (โผ รมว.การท่องเที่ยวฯ), นายภราดร ปริศนานันทกุล (โผ รมต.ประจำสำนักนายกฯ) นายไชยชนก ชิดชอบ (โผ รมว.ดีอี) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (โผ รมช.คมนาคม) รวมไปถึงกลุ่มสายเลือดใหม่และบ้านใหญ่ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ที่ล้วนมีชื่อติดโผรัฐมนตรีช่วยและรัฐมนตรีว่าการทั้งสิ้น

การที่บุคคลที่มีชื่อพัวพันในสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.ของดีเอสไอกำลังจะได้รับการ "ยกฟ้อง" โดยมติของคณะอนุฯ กกต.ในจังหวะเวลาก่อนโหวตนายกฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมง จึงถูกมองว่าเป็นความพยายาม "ตัดตอน" ปัญหาด้านจริยธรรม เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอภิปรายถล่มในวันที่ 19 มี.ค.นี้ หรือนำไปใช้เป็นเหตุผลในการร้องศาลรัฐธรรมนูญสอยรัฐมนตรีในภายหลัง ซึ่งหาก กกต.ชุดใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายยอมรับมติของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 นี้ ก็เท่ากับเป็นการประทับตรา "ความสุจริต" ให้แก่ว่าที่รัฐมนตรีกลุ่มนี้ทันทีตามกฎหมาย ถึงแม้ในความรู้สึกของสังคมจะยังมีคำถามคาใจอยู่ก็ตาม

แต่สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนักมองว่าเรื่องนี้จะ "ฉลุย" แบบไม่มีอุปสรรค คือโครงสร้างอำนาจที่ทับซ้อนกันอยู่ระหว่าง กกต.และวุฒิสภา เนื่องจาก กกต.หลายท่านได้รับการแต่งตั้งและเห็นชอบมาจาก สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งถูกมองว่ามีสายสัมพันธ์อันดีกับค่ายสีน้ำเงิน การพึ่งพาอาศัยกันในเชิงอำนาจเช่นนี้ทำให้แนวโน้มมติของ กกต.ชุดใหญ่ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามรอยคณะอนุฯ ชุดที่ 36 เพื่อรักษาเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มอำนาจเดิมเอาไว้ โดยยอมแลกกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ที่อาจตามมาในอนาคต

บทสรุปของคดีฮั้ว สว.จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความผิดถูกในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น แต่มันคือ "ตั๋วผ่านทาง" ใบสำคัญที่จะกำหนดว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวเข้าสู่อำนาจด้วยความสง่างามตามบรรทัดฐานที่ตนเองวางไว้ หรือจะเริ่มต้นด้วยข้อครหาเรื่องการ "สมยอมทางอำนาจ" เพื่อล้างผิดให้พวกพ้อง

 ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การโหวตนายกฯ ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า "ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" ที่กล่าวอ้างกันนั้น เป็นบรรทัดฐานที่ยึดถือกันจริง หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกใช้เพื่อความอยู่รอดของกลุ่มอำนาจเท่านั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สูตรร้อน“ศาลรธน.”จบคดี บัตรเลือกตั้งทำพิษ ร้องโมฆะ!

ปี 2568 คดีร้อนแรงแห่งปี จากคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ก็คือการวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากคำร้องคดีคลิปเสียงฮุน เซน จนทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกฯ แทน และเกิดผลทางการเมืองตามมา จนเตรียมได้กลับมาเป็นนายกฯ รอบ 2 ในการโหวตนายกฯ กลางสัปดาห์นี้

'น้ำเงิน' กุมสภาพการเมืองเบ็ดเสร็จ ศึกตะวันออกกลางพิสูจน์ฝีมือรบ.

ชัดเจนจากปาก "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องการเป็นแกนนำรัฐบาลที่มีกว่า 300 เสียง!

งัดแผนตรึง‘น้ำมัน-พลังงาน’ งานหิน‘อนุทิน’พาไทยพ้นวิกฤต

จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน ได้ส่งผลกระทบวงกว้างไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องตั้งรับเรื่องสำคัญอย่างปัญหา “น้ำมันและพลังงาน” ที่รัฐบาล “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เร่งออกมาตรการแก้ไขเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด

"เอกนัฏ"รอรับไม้ต่อ"อรรถพล" งานหินรับมือวิกฤตน้ำมัน-พลังงาน

รัฐบาลได้ส่งสัญญาณถึงประชาชนแล้วว่าวิกฤตน้ำมัน-พลังงานจากผลพวงสงครามถล่มอิหร่าน ของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง น้ำมัน-พลังงาน