
“จะว่าไปก็เหมือนเป็นการหยิกเล็บเจ็บเนื้อ เพราะทุนพลังงานรันทุกวงการ และมีอิทธิพลสำคัญต่ออำนาจทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน หรือวงการไหนก็ตาม"
อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน
ประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากคือ การบริหารสถานการณ์วิกฤตได้ไม่ดีพอ รมต.มืออาชีพยังไม่ใช่จุดแข็งในการเสริมศักยภาพของการแก้ไขปัญหา ที่สำคัญคือ ข้อสงสัยเรื่อง ไอ้โม่ง ที่กักตุน หากินกับส่วนต่างราคาน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นส่วนไหน และใช้การประเมินจากตัวเลขการแห่ไปเติมน้ำมันคือส่วนต่างที่เกิดขึ้น คือต้นเหตุแห่ง “ความโกลาหล”
ยังไม่นับการปรับราคาน้ำมันขึ้นกลางดึกโดยที่ประชาชนไม่ได้ตั้งตัว เพราะรัฐบาลเองคงเกรงว่าจะเกิดเหตุคนแห่เติมก่อนประกาศซ้ำรอยเดิมอีก แต่ด้วยการขยับขึ้นพรวดเดียว 6 บาท ก็ส่งผลทางจิตวิทยา กลายเป็นคำถามที่ว่า คนในสังคมต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียวอีกนานแค่ไหน
ยิ่งไปกว่านั้น การสื่อสารสาธารณะยังขาดประสิทธิภาพ แม้จะตั้ง “วอร์รูม” หรือศูนย์บริหารสถานการณ์ฯ แบบเฉพาะกิจขึ้นมาแล้ว แต่ก็ปล่อยให้ รมต.ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจน้ำมันคุมสภาพ บริหารจัดการปัญหาในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ กลายเป็นคำถามและกับดักทางการเมืองที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็คงหนักใจอยู่ไม่น้อยในการแก้ปมนี้
ตอกย้ำด้วยสภาผู้แทนราษฎรเปิดเวทีให้สมาชิกอภิปรายในญัตติเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ก็ปรากฏว่า “รัฐบาลอนุทิน” ถูกสับเละเป็นโจ๊ก ทะลุทะลวงไปถึงปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบี้ยว มีคนที่ได้ประโยชน์จากการเป็น “เสือนอนกิน”
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องไปพิสูจน์เรื่องการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย" คือให้บริษัทเอกชนที่มีกำไรสูงควรมาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ซึ่งต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นการชั่วคราว
จะว่าไปก็เหมือนเป็นการหยิกเล็บเจ็บเนื้อ เพราะทุนพลังงาน “รันทุกวงการ” และมีอิทธิพลสำคัญต่ออำนาจทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน หรือวงการไหนก็ตาม
ในส่วนของรัฐบาลจะใช้วิธีการใดในการแก้ไขปัญหา ก็จะมีข้อสงสัยและคำถามตลอด และต่อให้ปัจจัยหลักของความเดือดร้อนไม่ได้เกิดจากผลพวงของการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่คือความแปรปรวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มี “พลังงาน” เป็นตัวประกัน ยังหาข้อยุติไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นมีการประเมินว่า ไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการขาดดุลพลังงาน หรือต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคิดเป็นขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่ประมาณ 6.5% ของ GDP ส่งผลให้ไทยจะเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมากในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นแรงและค้างสูงนาน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ โดย ครม.นัดพิเศษเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็มีมติลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท แต่ยังดำเนินการไม่ได้ เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติก่อน นอกจากนั้นยังมีอีก 6 มาตรการเพื่อเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจ
ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ชี้แจงว่า เหตุที่ลดแค่ 1 บาทนั้น เพราะรัฐบาลต้องการให้ค่อยเป็นค่อยไป โดยระบุว่า รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลเศรษฐา ทวีศิลป์ เก็บภาษีสรรพสามิตเป็น 0 แต่ก็ขอเวลา เพราะจะทำอะไรก็ต้องดูกระเป๋าตัวเองด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง จะต้องไปคำนวณถึงการจัดเก็บในอัตราดังกล่าว ซึ่งถ้าวิกฤตกว่านี้ก็ต้องพิจารณาว่าจะลด 1 หรือ 10 บาท หรือกู้ธนาคาร เพราะถ้ารัฐเก็บภาษีไม่ตรงเป้าก็ต้องกู้ หรือให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน (กบน.) กู้เอง เพราะรัฐเก็บภาษีไม่ได้ ส่วน 6 มาตรการที่เหลือ บางมาตรการยังถูกตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการอุ้มภาคธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่เชื่อมโยงกับธุรกิจในตระกูลนายกรัฐมนตรีและคนในรัฐบาลอีกด้วย
นี่ยังไม่นับข้อวิจารณ์การแก้ไขปัญหาแบบ คนรวย เมื่อน้ำมันแพงก็ซื้อรถไฟฟ้ามาใช้ กลายเป็นไวรัลทิ่มใส่ แม้เจ้าตัวอาจคิดว่าเป็นตัวอย่างในการลดการใช้น้ำมัน และ ไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นทดแทนก็ตาม เรียกว่า โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็น “จังหวะนรก” ของ “อนุทิน” ก่อนที่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะต้องเจอปัญหารุมล้อมทุกด้าน
และยิ่งสถานการณ์ด้านพลังงานดูเหมือนจะลากยาวกว่าที่คิด รัฐบาลจึงต้องปรับสูตรการรับมือวิกฤตแบบเต็มรูปแบบ
ห้วงเวลานี้จึงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่า การมอบตัว และยอมรับข้อผิดพลาดในช่วงต้นของปัญหา เพื่อลดความเดือดดาลของคนในสังคมลงบ้าง จนเป็นที่มาของการเปิดเวที Meet The Press ขนขุนพลเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลรักษาการมาแถลงและตอบคำถามสื่อแบบยาวๆ
“ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือน มี.ค. ผมต้องขออภัยและขอโทษพี่น้องประชาชนต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมัน เราตัดสินใจใน 15 วันแรกที่จะพยุงราคาน้ำมันไว้เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน ให้ประชาชนได้มีการปรับตัว แน่นอนตอนแรกที่เกิดเหตุการณ์จากการติดตามข่าว เราก็คิดว่าการสู้รบเช่นนี้เป็นการสู้รบที่ไม่ยาวนาน แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ดูแล้วน่าจะไม่จบเร็ว รัฐบาลจะต้องดำเนินการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา และปรับมาตรการให้เหมาะสม” นายกฯ อนุทินระบุ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศเร่งเจรจากับนานาประเทศ ล่าสุดประสบความสำเร็จในการเจรจากับอิหร่าน เพื่อให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย
ด้านความมั่นคงทางพลังงาน เพิ่มรอบการขนส่งและอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการตื่นตระหนกของประชาชน ปราบปรามผู้กักตุนและลักลอบค้าน้ำมันผิดกฎหมาย ตรึงราคาน้ำมัน โดยลดการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันจาก 24 บาท/ลิตร เหลือ 16 บาท/ลิตร
ด้านการควบคุมราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า 66 รายการ (เป้าหมาย 71 รายการ) โดยมีมาตรการลดผลกระทบด้วยโครงการ "ไทยช่วยไทย" และร้านธงฟ้า ให้ประชาชนซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าตลาด เริ่ม 1 เมษายนนี้
ส่วนเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาคือ กฎหมาย ระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ จึงยังมีข้อจำกัดในการออกมาตรการใหม่ที่ผูกพันรัฐบาลหน้า ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะเร่งแถลงนโยบายทันทีหลังถวายสัตย์ปฏิญาณตน เพื่อให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มที่โดยเร็ว
ระหว่างนี้ขอความร่วมมือประชาชนในการช่วยลดการใช้น้ำมันลงครอบครัวละ 1 ลิตร เพื่อผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ โดยยกตัวอย่างว่า หาก 10 ล้านครัวเรือนลดการใช้น้ำมันเพียงครอบครัวละ 1 ลิตรต่อวัน จะลดการใช้น้ำมันได้ 10 ล้านลิตร/วัน ประหยัดงบประมาณภาครัฐ 200 ล้านบาท/วัน และลดภาระประชาชน 400 ล้านบาท/วัน รวมเป็น 600 ล้านบาท/วัน
พร้อมให้ความมั่นใจว่าประชาชนจะมีน้ำมันเพียงพอสำหรับเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ และขอให้ใช้ขนส่งสาธารณะและคาร์พูลให้มาก หลีกเลี่ยงการกักตุนน้ำมันใส่ภาชนะขนาดใหญ่ เพื่อให้ระบบน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติและเพียงพอสำหรับทุกคน
นายกรัฐมนตรียังแสดงความมั่นใจว่า ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้อย่างแน่นอน และจะมีการออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารจัดการอย่างเต็มที่
ขณะที่เหล่าบรรดาขุนพลเทคโนแครตที่นั่งเรียงกันระหว่างการแถลงข่าว ล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด ต่างจากช่วงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
ต่อจากนี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายของรัฐบาลอนุทิน 1 ต่อเนื่องไปถึงอนุทิน 2 ภายใต้ขนาดของปัญหาที่ยังพอเห็นทางผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่ภาวะการชะลออุปทานหรือการผลิต และการขนส่งในตะวันออกกลาง ว่าจะพัฒนาระดับปัญหาไปถึงขนาดไหน และจะมีอะไรที่เลวร้ายมากกว่าเป็นอยู่
ดูแล้วปัญหาจะไปไกลมากกว่านี้ รัฐบาลอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่ ในส่วนของประชาชนก็ต้องหันมาพึ่งตัวเอง สร้างระเบียบชีวิตกันใหม่ เอาจริงเอาจังกับการประหยัดและลดความฟุ่มเฟือย เพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดในช่วงสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ขึงขังปราบกักตุนน้ำมัน ลุยตรวจ7จว.ไม่ผิดปกติ
นายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. สั่งการ กอ.รมน.เดินหน้าปราบปรามการกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมันนอกประเทศ
หั่นภาษีดีเซล1บาท ชง‘กฤษฎีกา-กกต.’เห็นชอบ/อนุทินรับมีโอกาสปรับขึ้นอีก
"นายกฯ" สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัด บังคับใช้ กม.ขั้นเด็ดขาดเอาผิดผู้กักตุนน้ำมัน
ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!
เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ลดภาษีสรรพสามิต กองทุนฯแบกไม่ไหวขึ้น6บาท/ลิตรทะลุ50อยู่ที่สถานการณ์
"นายกฯ" ถกด่วน "ครม.นัดพิเศษ" หลังปรับราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท
129 ปี การรถไฟฯ 'พิพัฒน์' ชูวิสัยทัศน์มุ่งยกระดับระบบรางทั่วประเทศ
"พิพัฒน์" เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาการรถไฟ ครบรอบ 129 ปี ชูวิสัยทัศน์ยกระดับระบบรางทั่วประเทศ มุ่งเป้า "เดินทางสะดวก ปลอดภัย เพิ่มทางเลือกที่คุ้มค่าให้ประชาชน"
ครม.นัดพิเศษ เคาะมาตรการเยียวยาน้ำมันแพง เล็งลดภาษีสรรพสามิต เพิ่มเงินบัตรคนจน 100 บาท
ครม.นัดพิเศษ เคาะมาตรการเยียวยาน้ำมันแพง เติมเงินบัตรสวัสดิการ เพิ่ม 100 บาทเป็น 400 บาท 1 เดือน อัดซอฟต์โลนหมื่นล้าน จ่อลดภาษีสรรพสามิต

