หนูลั่นไม่ยอมให้ถูกรังแก ‘นราธิวาส’ใช้อัยการศึก!

“อนุทิน” ขึงขังบอกไม่ให้พี่น้องทหารหรือเจ้าหน้าที่ถูกรังแกถึงขั้นเสียชีวิตเป็นอันขาด  พร้อมทวงความยุติธรรมให้ครอบครัว “บิ๊กดุลย์”  น้ำตาคลอยอมรับสื่อสารไม่ครบ ยันสีเขียวจับหนังหัวอยู่ตลอดไม่เคยเปลี่ยน "ผบ.ฉก.นราธิวาส" ออกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั้งจังหวัดควานหาตัวมือบึ้ม

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 ยังคงมีความต่อเนื่องในสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุความไม่สงบว่า ได้รับรายงานมาแล้ว รัฐบาลยืนยันว่าแม้เราจะไม่ใช้คำว่าไล่ล่า แต่จะไม่ให้พี่น้องทหารหรือเจ้าหน้าที่ของเราถูกรังแกถึงขั้นเสียชีวิตอย่างนี้เป็นอันขาด ขอพูดเพียงเท่านี้พอ

เมื่อถามว่า ในพื้นที่นราธิวาสประกาศใช้กฎอัยการศึกควบคุมพื้นที่เพื่อไล่ล่าจับกุมผู้ก่อความไม่สงบ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทำในพื้นที่อยู่แล้ว แต่สำหรับแนวทางของตน เรื่องนี้ต้องนำความเป็นธรรมกลับมาสู่ครอบครัวของผู้สูญเสีย  โดยขอไม่ลงในรายละเอียด และขอไม่ให้ถามแล้วว่าจะทำอย่างไร

ด้าน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ชี้แจงปมดรามาหลังให้สัมภาษณ์ว่าไม่อยากใช้คำว่าไล่ล่าว่า เรื่องนี้เสียใจจริงๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรช้ำใจเท่ากับเรื่องเมื่อวาน ตนเป็นทหาร เป็นผู้พัน ผู้การ เวลาลูกน้องเสียชีวิตจากการสู้รบ ไม่มีอะไรช้ำใจกว่านั้น

 “สีเขียวจับหนังหัวผมอยู่ตลอด ไม่เคยเปลี่ยน ถึงแม้ว่าบทบาทเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ยืนยันว่าลูกน้องต้องไม่ตายฟรี และได้บอกกับแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าให้จับตัวผู้ก่อเหตุมาให้ได้ ผมทำเรื่องนี้มาทั้งชีวิต ลูกน้องไม่มีตายฟรี แต่ฐานะและบทบาทของผม ถ้าไปพูดอะไรที่รุนแรงกว่านี้ มันก็เป็นการยกระดับ เอาน้ำมันไปเติม แต่เมื่อจำเป็นต้องพูดความในใจก็ต้องพูด ไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่ากับถูกหาว่าไม่รักลูกน้อง และเสียใจกับคำพูดที่ไม่ได้สื่อสารออกไปทั้งหมด”

พล.ท.อดุลย์กล่าวต่อว่า แม้ท่าทีจะดูดุดัน แต่ยืนยันว่าไม่ได้โมโห และไม่มีความขัดแย้งกับเสนาธิการทหารบก โดยได้สื่อสารกันก่อนเสนาธิการทหารบกจะลงพื้นที่ พร้อมขอโทษที่สื่อสารออกไปแล้วไม่ได้สร้างความเข้าใจได้มาก

 “ผมไม่ได้มีวาทกรรมหล่อสวย สื่อถามผมก็ตอบ โดยไม่ได้คิดว่าผลกระทบจะรุนแรงขนาดนี้ เสียใจกับคำพูดของหลายคนว่าเป็นทหารพอมาเป็นการเมืองก็เปลี่ยนแปลง ผมไม่ได้หลงใหลได้ปลื้ม ไม่ได้ยึดติดอะไรเลย ผมเป็นคนแบบนี้” พล.ท.อดุลย์กล่าว

ทั้งนี้ ในระหว่างให้สัมภาษณ์ พล.ท.อดุลย์มีท่าทีขึงขัง หนักแน่น และมีน้ำตาคลอ

ส่วนนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยว่า คืบหน้ามาก ซึ่งนโยบายการพูดคุยตามหลักการเป็นเรื่องที่ประชาสังคมยอมรับ จะต้องพูดคุยต่อไป ต้องดำรงไว้ เพราะเราเชื่อว่าในกลุ่มเห็นต่างอีกหลายกลุ่มและมีมากกว่าครึ่งที่พร้อมจะมาพูดคุย ส่วนคนที่ยังใช้ความรุนแรงก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ต้องแยกกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังเชื่อว่าภายในกลุ่มผู้เห็นต่างเองเขาสามารถสื่อสารกันได้ใช่หรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า เราเชื่อว่ากลุ่มเห็นต่างทั้งหลายรวมทั้งกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงน่าจะมีการสื่อสารถึงกันในระดับหนึ่ง น่าจะเป็นคนรู้จักกันด้วยซ้ำ ซึ่งทั้งหมดเราต้องแยกแยะ แต่ย้ำว่าถ้าอันไหนใช้ความรุนแรงต้องบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด แต่ยังต้องดำรงการพูดคุยเอาไว้ ตรงนี้เป็นหลักการที่ต้องระวังในเรื่องนี้ด้วย แต่ถ้ามาบอกว่าจะไม่คุยแล้วจะใช้ความรุนแรงตอบโต้อย่างเดียว พูดตรงๆ จะทำให้บรรยากาศเกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น และซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินทางการข่าวว่าจะมีการก่อเหตุเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า เชื่อว่าทางฝ่ายข่าวพยายามทำเต็มที่ ดูแลหาข้อมูลต่างๆ มา แต่บางทีก็มีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ถือว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าทุกฝ่ายพยายามอย่างเต็มที่ ทั้งแม่ทัพ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน

เมื่อถามถึงท่าทีของฝ่ายความมั่นคงที่ระบุจะมีความเข้มงวดมากขึ้น จะทำให้เกิดการตอบโต้หรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวว่า การเข้มคือต้องบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินการไป แต่พูดคุยยังต้องทำ ต้องทำควบคู่กันไป ถ้าไปละอย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ได้ มันชัดเจนโดยหลักการอยู่แล้ว

เลขาธิการ สมช.กล่าวว่า ส่วนบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยนั้น มีความร่วมมือกันในเรื่องชายแดน และเชื่อว่ามาเลเซียสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้เห็นต่างเหล่านี้ที่อยู่ในมาเลเซีย ในการที่จะประสานเพื่อให้ควบคุมการใช้ความรุนแรง มาเลเซียน่าจะทำได้ จะเห็นว่าตอนที่นายกฯ เดินทางไปมาเลเซียทั้งก่อนและหลังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเลย ซึ่งเชื่อว่าทางกลุ่มผู้เห็นต่างที่ใช้ความรุนแรงน่าจะเกรงใจมาเลเซีย ไม่กล้าทำอะไรให้เสียบรรยากาศในช่วงนั้น ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกับมาเลเซียด้วย

วันเดียวกัน พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ลงนามคำสั่งหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ 131/2569 เรื่อง ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ในการปิดล้อมตรวจค้นและรักษาความสงบเรียบร้อย โดยคำสั่งระบุว่า อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 (มาตรา 6, 8, 9, 11 และ 15 ทวิ) บังคับใช้มาตรการทางยุทธการและการรักษาความสงบเรียบร้อยใน จ.นราธิวาส ด้วยปรากฏว่ามีการก่อเหตุรุนแรงโดยการลอบยิงและใช้วัตถุระเบิด ต่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 เป็นเหตุให้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 และคนร้ายยังคงหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่อยู่ภายในพื้นที่ จ.นราธิวาส อันอาจสร้างความอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและความสงบในพื้นที่ จ.นราธิวาส จึงจำเป็นต้องใช้กำลังทหารตำรวจและฝ่ายพลเรือน ในการติดตามจับกุม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6  มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 11 และมาตรา 15 ทวิตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และคำสั่งกองทัพภาคที่ 4 ที่ 790/2568 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทหารให้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 จึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและเจ้าหน้าที่พลเรือน ปฏิบัติหน้าที่ดังนี้ 1.เพิ่มอำนาจการปฏิบัติการ ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจตั้งจุดตรวจค้นเส้นทางสาธารณะ ตรวจค้นยานพาหนะ ตรวจค้นเคหสถาน ตลอดจนจับกุมและกักตัวผู้ที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบได้ทันที 2.อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้ทันทีเมื่อพบผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่มีพฤติการณ์จะก่ออันตรายต่อกำลังพล โดยปฏิบัติตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน 3.ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ดำเนินการตามยุทธการรักษาความสงบเรียบร้อยและด้านความมั่นคง โดยการใช้อำนาจในการตรวจค้น เพื่อติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรง 4.ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และ 5.การมีผลบังคับใช้ตามคำสั่งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น     

ส่วน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีมีการแชร์ภาพรอยสักที่แขนคนร้ายที่ก่อเหตุยิงฐานพรานที่จุดตรวจ จ.นราธิวาส พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าถ้าเป็นมุสลิมจะไม่มีรอยสัก เพราะขัดต่อหลักศาสนาว่า เป็นภาพเอไอ โดยคาดว่าเป็นแนวร่วมผู้ก่อเหตุพยายามปั่นกระแส เบี่ยงเบนบิดเบือน เชื่อว่าคนทั่วไปก็ดูออก เพราะเป็นวิธีเดิมๆ ที่เคยใช้ในอดีต แต่ปัจจุบันหลอกสังคมไม่ได้ ประชาชนผู้บริโภคข่าวสารมีวิจารณญาณเพียงพอ ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ที่เผยแพร่ต้องถูกสังคมตั้งคำถามกลับถึงเจตนาแอบแฝงที่แท้จริง ขอให้คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกันปกป้องเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ร่วมป้องกันอย่าให้ผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศ ได้มีที่ยืนในสังคม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘สุขสมรวย’ประเดิม‘ยิ่งชีพ’

ประเดิมฟ้องรายแรก! “รมต.สุขสมรวย” กลับอำนาจเจริญ แจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท “ภราดร” สวน “โรม” ไม่ได้กล่าวหา ปชน.ยัดข้อมูล “ไอลอว์”