‘มวยล้มต้มคนดู’ หรือทุบโต๊ะล้างบาง? บทพิสูจน์ดีเอสไอคลายปม ‘คดีน้ำมัน’

มหากาพย์การสอบสวนขบวนการ "น้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร" ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะคดีพิเศษที่ 59/2569 กำลังก้าวเข้าสู่จุดเดือดสูงสุดในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่ตั้งคำถามถึงความจริงใจในการปราบปรามปรากฏการณ์ อาชญากรรมทางพลังงาน ที่กัดกินงบประมาณแผ่นดินและเงินในกระเป๋าของประชาชน

จากข้อมูล ณ ปัจจุบัน เผยให้เห็นว่าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการไล่จับเรือประมงดัดแปลงขนาดเล็กตามตะเข็บชายแดนเหมือนในอดีต แต่คือการรุกฆาตเข้าสู่หัวใจของโครงสร้างธุรกิจเดินเรือขนาดใหญ่ที่มีความสลับซับซ้อนและมีมูลค่าความเสียหายมหาศาล ซึ่งดีเอสไอต้องแบกรับภาระพิสูจน์ฝีมือว่าจะสามารถลากคอ ตัวการใหญ่ ที่อยู่หลังม่านออกมาได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่การแสดงละครตบตาเพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมืองในยุคที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นด้านค่าครองชีพ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ ตลอดช่วงสองวันที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งขรึม เมื่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหนังสือเชิญกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 8 บริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของเรือรวม 12 ลำ ที่มีประวัติการเดินเรือผิดปกติรวม 20 เที่ยวเรือ เข้ามาชี้แจงข้อมูลในฐานะพยาน โดยจุดมุ่งหมายสำคัญคือการทำลาย กำแพงความเงียบ เกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมหาศาลกว่า 60 ล้านลิตรที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยกลางอ่าวไทยก่อนจะถึงคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพยานหลักฐานเบื้องต้นระบุชัดว่ามีการจงใจ ประวิงเวลา และ ปิดสัญญาณสื่อสาร เพื่ออำพรางกิจกรรมบางอย่างที่ผิดกฎหมายในช่วงรอยต่อของการปรับเปลี่ยนราคาน้ำมันครั้งสำคัญของประเทศ

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดเผยผลการสอบปากคำในช่วงแรกอย่างมีนัยสำคัญว่า ดีเอสไอได้มุ่งเน้นไปที่พฤติการณ์การเดินเรือที่ล่าช้าผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงก่อนวันที่ 26 มี.ค.2569 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มเบนซินและดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร การที่เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำจงใจลอยลำกลางทะเลเพิ่มขึ้น 1-3 วันก่อนเข้าเทียบท่า กลายเป็นประเด็นร้อนที่บริษัทต้องชี้แจงว่าเหตุใดจึงไม่รีบนำน้ำมันเข้าคลังตามกำหนดเวลาปกติ เพราะนี่คือการฉวยโอกาสกักตุนเพื่อรอรับผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาภาษีและเงินชดเชยที่ภาครัฐต้องสูญเสียไปอย่างไม่ควรจะเป็น

จากการให้ปากคำของกรรมการผู้มีอำนาจจาก บริษัท บิ๊กซี จำกัด (BIG SEA CO.,LTD) และ บริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด ซึ่งถือเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการขนส่งน้ำมันทางทะเล เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าฝ่ายเอกชนเริ่มยอมรับในข้อเท็จจริงที่ว่าเรือของพวกเขาวิ่งในน่านน้ำนานกว่าปกติจริง แต่คำชี้แจงที่นำมาอ้างนั้นกลับวนเวียนอยู่กับข้อจำกัดทางเทคนิค เช่น เครื่องยนต์เรือขัดข้องจนต้องจอดซ่อมกลางน้ำ หรือการอ้างว่าคลังน้ำมันปลายทางที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคิวเทียบท่าเต็มจนต้องลอยลำรอคิว ซึ่งข้ออ้างเหล่านี้ถือเป็น สูตรสำเร็จ ที่ดีเอสไอยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากข้อมูลจากระบบ AIS (Automatic Identification System) และภาพถ่ายดาวเทียม ระบุชัดว่ามีถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการ จงใจดับสัญญาณ ในจุดที่คาดว่ามีการถ่ายลำน้ำมันกลางทะเล หรือ Ship-to-Ship (STS)

ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ ความเชื่อมโยงระหว่างน้ำมันล่องหนกลางทะเลกับ คลังน้ำมันเถื่อน บนบก โดยเฉพาะกรณีคดีที่จังหวัดอ่างทอง ของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่ง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่ากำลังเร่งรัดรับเป็นคดีพิเศษเพิ่มเติมอีกหนึ่งสำนวน หลังจากพบน้ำมันปลอมปนและน้ำมันผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ การที่ดีเอสไอรุกหนักทั้งทางน้ำที่สุราษฎร์ธานีและทางบกที่อ่างทองพร้อมกัน สะท้อนให้เห็นถึงแผนที่เส้นทางอาชญากรรมที่น้ำมันเถื่อนถูกนำมา ฟอก ผ่านใบกำกับภาษีปลอมและการปลอมปนคุณภาพน้ำมันเพื่อกระจายลงสู่ตลาดมืดและปั๊มน้ำมันรายย่อย สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจพลังงานในระดับรากฐาน

หากพิจารณาถึงความพยายามของดีเอสไอในรอบสัปดาห์นี้ จะเห็นได้ว่ามีการใช้มาตรการ กดดันพยาน อย่างเป็นระบบ เพื่อให้บริษัทขนส่งน้ำมันเหล่านี้คายข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้บงการ เพราะในความเป็นจริง ลำพังเพียงกัปตันเรือหรือพนักงานบริษัทขนส่งไม่อาจตัดสินใจปิดสัญญาณดาวเทียมหรือสั่งจอดเรือลอยลำกลางทะเลพร้อมกันกว่า 10 ลำเรือได้เองโดยไม่มีคำสั่งจาก นายใหญ่ ผู้ควบคุมวงจรเงินสดมหาศาลจากการเลี่ยงภาษีน้ำมัน 60 ล้านลิตรนี้ การเรียกสอบพยานอีก 3 บริษัทที่เหลือในวันที่ 23 เม.ย.นี้ จึงเปรียบเสมือนการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายว่าดีเอสไอจะมีพยานหลักฐานแน่นพอที่จะสรุปความคืบหน้าของคดี เพื่อไขปมน้ำมันปริศนา

อย่างไรก็ตาม สังคมยังคงมีความกังวลว่าคดีนี้อาจลงเอยด้วยการ แก้ผ้าเอาหน้ารอด เพื่อกู้หน้าให้กับรัฐบาลที่กำลังถูกกดดัน มีเรื่องราคาน้ำมัน และปริมาณน้ำมันที่เพียงพอประกาศผู้บริโภคอุปโภคของประชาชน การสอบสวนสิ้นสุดลงเพียงแค่การสั่งปรับบริษัทขนส่งน้ำมัน หรือการดำเนินคดีกับตัวแทนนิติบุคคลระดับปฏิบัติการ โดยไม่สามารถขยายผลไปถึง "เส้นทางการเงิน" ที่โอนไปยังกลุ่มผู้มีอิทธิพลซึ่งเป็นผู้บงการคดีนี้ ก็จะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งตำนาน มวยล้มต้มคนดู ที่ปล่อยให้คนไทยต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ราคาน้ำมันที่ถูกบิดเบือนจากโครงสร้างที่เน่าเฟะภายใน

ความคืบหน้าในวันนี้จึงถือเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดสำหรับ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ในฐานะแม่ทัพดีเอสไอ ว่าจะกล้าตัดสินใจ หักดิบ กับกลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลหรือไม่ ข้อมูลจากแหล่งข่าวภายในระบุว่า ขณะนี้ชุดสอบสวนกำลังรวบรวมข้อมูลของเรือลำที่ปิด AIS มาเทียบกับบันทึกการทำงานของเจ้าหน้าที่ท่าเรือและกรมเจ้าท่า รวมถึงเทียบจากข้อมูลจากพยานที่ให้ข้อมูลเพื่อหาช่องโหว่ว่าใครคือผู้ที่เซ็นอนุมัติให้เรือเหล่านี้ ล่องหน ไปจากหน้าจอตรวจสอบได้นานนับวัน การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายฟอกเงินเข้ายึดและอายัดทรัพย์สินของบริษัทที่มีพฤติการณ์ชัดเจน จึงเป็นเครื่องมือเดียวที่จะหยุดยั้งขบวนการนี้ได้อย่าเด็ดขาด

คดีน้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร คือ เผือกร้อน ที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หากดีเอสไอสามารถเชื่อมโยงหลักฐานจากคลังอ่างทองเข้ากับเที่ยวเรือที่สุราษฎร์ธานีได้สำเร็จ และกล้าที่จะออกหมายจับ เจ้าพ่อ ผู้อยู่หลังม่านอาณาจักรน้ำมันเถื่อนโดยไม่เกรงใจอิทธิพลทางการเมือง เมื่อนั้นประชาชนจึงจะเชื่อมั่นได้ว่าความยุติธรรมไม่ได้มีไว้สำหรับแค่คนจนหรือปลาซิวปลาสร้อย แต่มีไว้เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดีเอสไอ' รับฟังข้อแก้ต่าง 2 บริษัทเรือก่อนเทียบพฤติการณ์

'โฆษกดีเอสไอ' ยืนยัน 'คณะพนักงานสอบสวน' รับฟังคำชี้แจง '2 บริษัทเรือ' โยงน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี 60 ล้านลิตร ส่วนความคืบหน้าสำนวนคดีบริษัท ทริลเลี่ยนฯ จ่อชงขึ้นเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งสำนวน

ยากถึงตัว“ผู้บงการ”ยิงรถสส. เข็น“พรรคประชาชาติ”ไปต่อ

นับแต่ “แม่ทัพยูร” พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แถลงข่าวความคืบหน้าคดียิงรถยนต์ “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.เขต 5 พรรคประชาชาติ

นายกฯ สั่ง รมต. ลงพื้นที่ไปหาประชาชนเอง ไม่ต้องให้มาหาถึงทำเนียบ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้กล่าวต่อ ครม.ทุกคนว่า ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ เร่งสร้างผลงานดูแลพี่น้องประชาชน ขณะนี้ในบางพื้นที่ที่มีข้อเรียกร้องหรือเสียงสะท้อนจากพี่น้องกลุ่มต่างๆ และที่มารวมตัวกันชุมนุมนั้น

นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงาน ธงชาติหายที่ชายแดนจันทบุรี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีธงชาติไทย สูญหายจากเสาธงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

ปูทาง‘ศักดิ์สยาม’คัมแบ็กรมต.? รอ ป.ป.ช.เปิดปากเคลียร์ปล่อยผี

มีการวิเคราะห์กันว่า 1 เก้าอี้รัฐมนตรีที่ ‘ครม.อนุทิน 2’ เว้นไว้ เก็บไว้ให้ ‘เสี่ยโอ๋’ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

DSI เรียก 8 เจ้าของเรือแจง พบ 4 บริษัทโยงน้ำมันล่องหนสุราษฎร์

'อธิบดีดีเอสไอ' พร้อมรับโอนสำนวนตำรวจ ปคบ. ปมทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้งฯ เป็นคดีพิเศษ ด้านชุดสอบคดีกักตุนน้ำมันเรียก 8 บริษัท แจง 21 - 23 เม.ย. พบ 4 ราย โยงน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ 60 ล้านลิตร