ซูฮก ‘การทูตดนตรี’ ‘จื้ออู่ ’ออกโรงยัน‘อนุทิน’ร้อง‘เถียนมี่มี่’ชนะใจคนจีน

ทูตจีนยืนยัน "อนุทิน" ไปเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง หล่อหลอมเป็นความสัมพันธ์แบบ "จีนไทยพี่น้องกัน" เผย  "เถียนมี่มี่" เป็นการทูตดนตรี ผู้นำไทยสามารถชนะใจผู้คนได้ ขณะที่นายกฯ สั่งเอาทุกข์คนเป็นตัวตั้ง คลังเตรียมนำการทบทวนเงื่อนไขโครงการ  “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เข้าที่ประชุม ครม.จันทร์ 27 ก.ค. "เอกนิติ" ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติ  แต่อยู่ที่ข้อมูลเก่าไม่ได้ปรับปรุงมา 5 ปี

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 น.ส.ลลิดา  เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับนายอู๋ จื้ออู่  (吴志武) อัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ถึงผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569  รวมทั้งกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้ขับร้องเพลง "เถียนมี่มี่ (甜蜜蜜)" (เถียนมี่มี่ แปลว่า "หวานชื่น") ของเติ้ง ลี่จวิน ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนของทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก

โดยนายอู๋ จื้ออู่ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนในปัจจุบันมีความแน่นแฟ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพระราชวงศ์ ระดับรัฐบาล ไปจนถึงระดับประชาชน โดยการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวางจากประชาชนชาวจีน ขณะที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชนจีน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

อัครราชทูตจีนกล่าวว่า การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีอนุทินครั้งนี้ เป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยนายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน พร้อมทั้งเดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้และนครเฉิงตู พบผู้ประกอบการชั้นนำของจีนหลายราย ซึ่งต่างแสดงความเชื่อมั่นและพร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับประเทศไทย ทั้งสองฝ่ายยังได้ลงนามข้อตกลง 15 ฉบับ และออกแถลงการณ์ร่วม ซึ่งสะท้อนถึงฉันทามติในการยกระดับความร่วมมือไทย-จีนในระยะต่อไป

นายอู๋ จื้ออู่ กล่าวว่า ดังที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวกับนายกรัฐมนตรีอนุทินว่า "มิตรภาพจีน-ไทยที่สืบทอดมายาวนานนับพันปี ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จนหล่อหลอมเป็นความสัมพันธ์แบบ 'จีนไทยพี่น้องกัน' จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับไทยในกรอบการทูตประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้และพึ่งพาได้ของไทยมาโดยตลอด"

'การทูตดนตรี'

นายอู๋ จื้ออู่ กล่าวต่อว่า ภารกิจสำคัญหลังจากนี้ คือการร่วมกันผลักดันฉันทามติของผู้นำทั้งสองประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์จากความร่วมมือ และรู้สึก "หวานชื่นดั่งเถียนมี่มี่"  อย่างแท้จริง

เมื่อถูกถามถึงบทบาทของดนตรีและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ นายอู๋ จื้ออู่ กล่าวว่า เพลง "เถียนมี่มี่" เป็นบทเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในจีน ไทย และในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล การขับร้องเพลงดังกล่าวในโอกาสที่มิตรสหายได้พบปะกัน ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความอบอุ่น และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน "ผมเรียกสิ่งนี้ว่า 'การทูตดนตรี' (Music Diplomacy) ซึ่งสามารถชนะใจผู้คนได้ พวกเราทุกคนต่างปรบมือและชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเสียงเดียวกัน" นายอู๋ จื้ออู่ กล่าว

น.ส.ลลิดากล่าวว่า ถ้อยแถลงของอัครราชทูตจีนสะท้อนให้เห็นว่า การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีและคณะได้รับการตอบรับอย่างดี ทั้งในมิติความสัมพันธ์ระดับผู้นำ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะเร่งผลักดันผลลัพธ์จากการเยือนครั้งนี้ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างประโยชน์ที่ประชาชนไทยและจีนสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริง พร้อมสานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนในทศวรรษใหม่ภายใต้หลักการ "จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน"

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังเปิดเผยถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทยตามมาตรา 301 ว่า รัฐบาลขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนเข้าใจตรงกันว่า อัตราภาษีที่มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นการปรับจากฐานเดิมร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 12.5 หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ มิใช่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มใหม่ร้อยละ 12.5 ทั้งจำนวน พร้อมย้ำว่าอัตราดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยหลายประเทศ จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

เพิ่ม 2.5 เปอร์เซ็นต์จากฐานเดิม

การติดตามข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าสินค้าส่งออกของไทยกว่า 2,120 รายการ ได้รับยกเว้นจากมาตรการภาษีดังกล่าว ครอบคลุมสินค้าสำคัญหลายประเภท อาทิ วงจรรวม ยางธรรมชาติ และแป้งมันสำปะหลัง โดยรายการสินค้าที่ได้รับยกเว้นคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแต่ละรายอาจแตกต่างกันตามพิกัดศุลกากร ประเภทสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเงื่อนไขการนำเข้าของสหรัฐ จึงไม่ควรตีความว่าสินค้าไทยทุกประเภทจะไม่ได้รับผลกระทบ

“รัฐบาลเข้าใจความกังวลของผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม  แต่ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายสินค้า และไม่ตื่นตระหนกจากตัวเลขพาดหัวเพียงอย่างเดียว มาตรการครั้งนี้เป็นการเพิ่มอัตราภาษีสุทธิ 2.5 เปอร์เซ็นต์จากฐานเดิม ไม่ใช่การเรียกเก็บเพิ่มใหม่ร้อยละ 12.5 ทั้งจำนวน ขณะเดียวกัน สินค้าไทยกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว”  

น.ส.ลลิดากล่าวว่า ประเทศคู่แข่งหลักของเราในหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ก็ถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5% เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีสินค้าไทยอีกกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐ ที่ไม่ได้ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม รัฐบาลจะใช้ข้อมูลแยกตามกลุ่มสินค้าและระดับผลกระทบ เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือให้ตรงเป้าหมาย ไม่ใช้มาตรการแบบเดียวกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว ควบคู่กับการประเมินผลกระทบและเตรียมแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละกลุ่ม โดยยังไม่กำหนดกรอบเวลาว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปเมื่อใด

ชง ครม.ทบทวนบัตรคนจน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลติดตามการไต่สวนของสหรัฐ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งครอบคลุมหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป และอาจส่งผลต่อเงื่อนไขทางการค้าในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลภาคการผลิต การส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเตรียมชี้แจงและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลที่ตรวจสอบได้

“แนวทางของรัฐบาลคือสื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แยกให้ชัดเจนว่าเรื่องใดมีผลบังคับใช้แล้ว และเรื่องใดยังอยู่ระหว่างการเจรจาหรือกระบวนการไต่สวน พร้อมดูแลผู้ประกอบการตามระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลจะไม่ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป แต่จะไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินข้อเท็จจริง และจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาตลาดสหรัฐ ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออกทางเลือกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย” น.ส.ลลิดากล่าว

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า นายอนุทินติดตามและรับฟังข้อวิจารณ์ของสังคมเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 กำชับกระทรวงการคลังเร่งรัดดำเนินโครงการ หลังมีผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิ์กว่า 9.3 ล้านคน โดยให้กระทรวงการคลังนำข้อกังวลของสังคมรวมทั้งความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มาเป็นโจทย์หลักเพื่อปรับปรุงทบทวนเงื่อนไขโครงการ ให้สอดคล้องความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และให้นำหารือในที่ประชุมครม. ในวันจันทร์ 27 กรกฎาคมนี้ด้วย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการปรับปรุงข้อมูลของผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี และการอัปเดตข้อมูลครั้งนี้ เพราะต้องการที่จะช่วยคนที่จนจริงๆ ให้สามารถเข้าสู่ระบบสวัสดิการ และการคัดกรองครั้งนี้เราสามารถนำคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน แต่คนที่เคยมีสิทธิแต่หายไป หรือคนที่อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ในการคัดกรอง แต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐในบางส่วนที่อาจจะไม่ได้อัปเดตเท่าที่ควร และข้อดีของการคัดกรองครั้งนี้ ยังช่วยให้คนที่ถูกหลอกเอาชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการบริษัท ได้รู้ตัวและมีการแก้ไข

ข้อมูลไม่สมบูรณ์

“ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดตเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ยังช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปี มากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปีต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป

“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้ สิทธิจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กว่า 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว” รมว.การคลังกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วัดใจ 'อนุทิน' ชิง ‘ตัดไฟต้นลม’ ปิดทาง เติมพลัง 'ม็อบสนธิ’

‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายใต้แนวคิด “ทวงประเทศไทยคืนมา”

เปิดชื่อ3มือโปร ดาต้าเซ็นเตอร์ เสริมทีม21คน

นายกฯ ไม่อยากให้ไทยแค่ตั้งโรงงาน "ดาต้าเซ็นเตอร์" แต่อยากดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เห็นบริษัทไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ “โชติ-สุพจน์-ธีร”

กังขางบลงทุนไม่ถึง20%

สภาถกงบ 70 วันแรกเรียบร้อย “อนุทิน” บอกเป็นการเมืองสร้างสรรค์ “ไหม” ลั่นหากไม่มีการปรับแก้ไขพรรคส้มคงต้องโหวตคว่ำ

ภท.ร้ายกว่าทักษิณ ‘สนธิ’ลงถนน10กย.บุกสถานทูตอิสราเอลปลุกคนไทยร่วม

"สนธิ-คปท." ปลุกม็อบเอาประเทศไทยของเราคืนมา นัดรวมพล 10 ก.ย.ยื่นหนังสือสถานทูตอิสราเอล ฟาดหนัก "ระบอบสีน้ำเงิน" ร้ายกว่า "ระบอบทักษิณ"