กนอ.เผยท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 รอ ครม. เคาะรูปแบบการลงทุนในช่วงที่ 2

กนอ.เผยท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 รอ ครม. เคาะรูปแบบการลงทุน ในช่วงที่ 2 หลังสถานการณ์โลกผันผวน กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขาลง ย้ำเตรียมพื้นที่รออุตสาหกรรมพลังงานรูปแบบใหม่ คาก 2 เดือน PDP เสร็จเริ่มดำเนินโครงการได้ทันที

2 มิ.ย. 2569 – นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ แบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C ยอมรับว่ามีความความล่าช้าหลังจากรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบการลงทุนระหว่างการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน(PPP) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) การทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในส่วนนี้ใหม่ เพราะต้องการให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก และด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาลง อุตสาหกรรมน้ำมันมีความผันผวนสูง ดังนั้นจำเป็นต้องรอความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐบาล

“ตอนนี้เราเตรียมทบทวนแนวทางใหม่ซึ่งก็ได้เสนอเรื่องต่อ ครม. ไปแล้ว เรามีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบ G2G หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ซึ่งเราก็มีทางเลือกที่เสนอไว้ประมาณ 6 รูปแบบ ก็รอว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเลือกแบบไหน”นายสุเมธ กล่าว

สำหรับพื้นที่ของช่วงที่ 2 เตรียมไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่าอุตสาหกรรมใดควรเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศในระยะยาว แม้ว่าเดิมทีโครงการถูกออกแบบให้การพัฒนาระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เดินหน้าไปพร้อมกัน 

ดังนั้น พื้นที่ตรงส่วนนี้จึงเปลี่ยนแนวทางให้ใช้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงสะอาด พลังงานไฮโดรเจน โซล่าร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ทุกอย่าง หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างไรก็ตามการกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์พื้นที่แปลง A และ C จำเป็นต้องรอความชัดเจนของแผน PDP ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะเสร็จในอีก 2 เดือนข้างหน้า เนื่องจากแผนดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความต้องการใช้เชื้อเพลิงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มูลค่าของโครงการทั้ท่าเรือมาบตาพูดงหมดประมาณ 93,625 ล้านบาท ด้วยการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ โดยการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 ช่วง 

โดยช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เอกชนคู่สัญญาคือ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ได้ 11 ล้านตันต่อปีอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 

“งานก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ยังคงเดินหน้าตามแผน ภาคเอกชนบางส่วนได้เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีการถมทะเลแล้ว สำหรับพื้นที่ส่วนอื่นอยู่ระหว่างการปรับสภาพรอให้ดินและตะกอนมีความมั่นคงก่อนพัฒนาโครงการเพิ่มเติม และคาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายในประมาณ 2 ปีจากนี้”นายสุเมธ กล่าว

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ซึ่งเดิมพื้นที่แปลง A และแปลง C ได้วางแนวทางการลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost ประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับนั้น จะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า

“วันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดมาลงทุน เพราะต้องรอภาพใหญ่ด้านพลังงานก่อน เมื่อแผน PDP ชัดเจน เราจะรู้ว่าต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานอะไรและต้องรองรับการลงทุนรูปแบบไหน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการในภาพรวมอาจล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่เคยวางไว้จากแผนเดิมที่ต้องลงนามสัญญาร่วมทุนและเริ่มก่อสร้างโครงการในปี 2567 เปิดดำเนินการได้ในปี 2569 และแม้ยังไม่ชัดเจนแต่ก็ยืนยันว่าตจมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนแน่ เพราะตอนนี้เราคุยกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เขาแสดงความสนใจเข้ามาใช้พื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง”

ขณะเดียวกัน กนอ. ยังคงเดินหน้าดูแลผลกระทบต่อชุมชนประมงในพื้นที่ โดยได้จ่ายเงินเยียวยารอบแรกให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังมีบางกลุ่มที่เห็นว่ายังได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประมง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

เพิ่มเพื่อน