ส่องโมเดลร้านอาหารแอบเปิดผับเถื่อน โศกนาฏกรรมสลดเซ่นระบบส่วยสีเทา

เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 34 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ความสูญเสียดังกล่าวนำไปสู่การขยับตัวของกระทรวงยุติธรรม

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นแก่ทายาทผู้เสียหาย โดยการจ่ายเงินรอบแรกเป็นการมอบเช็กแก่ทายาทผู้เสียชีวิต 14 ราย รายละ 300,000 บาท รวม 4.2 ล้านบาท และโอนเข้าบัญชีแก่ทายาทรายอื่น รวมอนุมัติแล้ว 31 ราย ยอดเงินกว่า 9.3 ล้านบาท ครอบคลุมทายาทนักร้องนำหญิงวงทศกัณฐ์ (น้องบรีส) มือกลอง พนักงานชาวลาว และผู้ใช้บริการ 

​เงินเยียวยารายละ 300,000 บาท เป็นตัวเลขตามเพดานสูงสุดตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2559) ประกอบด้วย ค่าตอบแทนเสียชีวิต 100,000 บาท ค่าจัดการศพ 20,000 บาท ค่าความเสียหายอื่น/เยียวยาจิตใจ 40,000 บาท ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูไม่เกิน 40,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิตตามจริง ไม่เกิน 40,000 บาท ค่าตอบแทนความเสียหายอื่น ไม่เกิน 50,000 บาท

ซึ่งหากเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ หมวดรักษาพยาบาลจะถูกตัดออกเป็นศูนย์ แต่สาเหตุที่เคสนี้ได้รับการอนุมัติเต็มเพดาน 300,000 บาท เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญที่กระทบต่อภาพลักษณ์ คณะอนุกรรมการจึงใช้เกณฑ์พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือขั้นสูงสุด 

​เงื่อนไขสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้ผู้รับเงินต้องเป็น “ผู้เสียหายบริสุทธิ์” ที่ไม่มีส่วนก่อเหตุ ไม่ได้ร่วมทะเลาะวิวาท และไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเอง นักท่องเที่ยว พนักงาน และนักดนตรี จึงถือเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ที่มีสิทธิ์รับเงินเต็มจำนวน ในทางกลับกัน หากเจ้าของร้านได้รับบาดเจ็บ จะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว เพราะมีสถานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ฐานประมาทจนผู้อื่นถึงแก่ความตาย

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมถึง “จำเลย” หรือแพะในคดีอาญาที่ศาลยกฟ้องถึงที่สุด แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายทางทรัพย์สิน ผู้เสียหายจากคดีโกงเงินหรือแชร์ลูกโซ่จึงไม่สามารถยื่นขอเยียวยาได้ ต้องใช้วิธีฟ้องแพ่งหรือรอการเฉลี่ยทรัพย์คืนจาก ปปง.แทน 

​เมื่อเจาะลึกถึงต้นตอเพลิงไหม้ พบว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากระบบไฟฟ้าบริเวณเวทีเกิดภาวะ overload จนลัดวงจรและเกิดประกายไฟ ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วไปติดโฟมซับเสียงและวัสดุตกแต่งผนัง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงติดไฟง่ายและปล่อยควันพิษหนาทึบ เมื่อไฟเริ่มไหม้ ระบบไฟฟ้าหลักตัดทันที ทำให้ร้านมืดสนิท ขณะที่ระบบไฟส่องสว่างฉุกเฉินไม่ทำงาน และปัจจัยชี้ขาดชีวิตคนคือ “ประตูหนีไฟถูกล็อก” เพื่อกันลูกค้าเบี้ยวบิล ผู้คนจึงหาทางออกไม่เจอ และหนีไปหลบในห้องน้ำจนสำลักควันเสียชีวิต การดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตและล็อกประตูหนีไฟ ขัดต่อกฎหมายควบคุมอาคารอย่างร้ายแรง และเข้าข่าย “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ในทางอาญา

ถ้าวิเคราะห์เชิงกฎหมายนั้น ได้แยกการประกอบธุรกิจร้านอาหารกับสถานบันเทิงออกจากกันชัดเจน การจดทะเบียนเป็น "ร้านอาหาร" ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มีต้นทุนต่ำ ยื่นของ่าย ขายสุราได้ไม่เกิน 24.00 น. และเน้นกินข้าวฟังเพลง ต่างจาก "สถานบันเทิง/สถานบริการ" ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ที่ต้องลงทุนมหาศาลติดตั้งระบบสปริงเกอร์และประตูหนีไฟมาตรฐานสูง แต่แลกกับสิทธิ์เปิดได้ถึง 02.00 น. หรือ 04.00 น. และจัดแสงสีให้เต้นได้ 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่ได้อนุญาตให้มีการตั้งสถานบริการได้ตามใจชอบ หากพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2545 ได้มีการตีเส้นทางภูมิศาสตร์กำหนดพื้นที่โซนนิ่งไว้เพียง 3 บริเวณหลักเท่านั้น ได้แก่

บริเวณที่ 1 (ย่านพัฒน์พงศ์) ครอบคลุมแนวเขตบริเวณถนนนเรศ, ถนนสุรวงศ์, ถนนพระรามที่ 4, ถนนสีลม และถนนนราธิวาสราชนครินทร์

บริเวณที่ 2 (ย่านเพชรบุรีตัดใหม่) ครอบคลุมแนวเขตบริเวณถนนเพชรอุทัย, ทางพิเศษศรีรัช, คลองแสนแสบ, คลองบางกะปิ และถนนเพชรบุรีตัดใหม่

 บริเวณที่ 3 (ย่านรัชดาภิเษก) ครอบคลุมแนวเขตบริเวณถนนลาดพร้าว, ถนนรัชดาภิเษก, ถนนพระราม 9 และถนนอโศก-ดินแดง

แม้พิกัดเพลิงไหม้ครั้งล่าสุดจะอยู่ในเขตลาดพร้าว และบริเวณที่ 3 จะครอบคลุมถนนลาดพร้าวบางส่วน แต่อาคารที่เกิดเหตุกลับตั้งอยู่ลึกเข้าไปในย่านชุมชน ซึ่งไม่ได้อยู่ในแนวเขตเศรษฐกิจของสถานบันเทิงตามโซนนิ่งอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังระบุพื้นที่ต้องห้ามไว้อย่างชัดเจนว่า สถานบริการต้องไม่อยู่ใกล้ชิดวัด โรงเรียน โรงพยาบาล หรือในย่านที่ประชาชนอยู่อาศัยในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ

​ทว่า โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว กลับใช้โมเดล “จดทะเบียนบังหน้าเป็นร้านอาหาร แต่แอบเปิดจริงเป็นผับเถื่อน” เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดเรื่องโซนนิ่งและเลี่ยงลงทุนระบบความปลอดภัยหลักล้าน ร้านเลือกกั้นห้องมืด บุโฟมซับเสียงราคาถูก และเปิดลากยาวถึงตี 1 - ตี 2 เพื่อกอบโกยรายได้ การเลี่ยงไปจดร้านอาหารจึงเป็นช่องโหว่ลดต้นทุน โดยเอาชีวิตลูกค้าไปเสี่ยง และกลายเป็นโมเดลที่ร้านเหล้าในย่านนี้นิยมลอกเลียนแบบกัน 

​ผลกระทบจาก โศกนาฏกรรม ดังกล่าวยังส่งผลสะเทือนเป็นวงกว้างต่อวงการผู้ประกอบการสถานบันเทิงทั่วกรุงเทพฯ โดยทางกรุงเทพมหานครและฝ่ายปกครองได้สั่งปฏิการตรวจเข้มร้านอาหารกึ่งผับทุกแห่งในย่าน 5 แยกลาดพร้าวและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างจริงจัง มีการสั่งปิดร้านที่พบการดัดแปลงอาคารผิดประเภทชั่วคราว เพื่อปรับปรุงระบบความปลอดภัย และกวดขันเรื่องเวลาปิดให้บริการไม่ให้เกินเที่ยงคืนโดยเด็ดขาด ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวยามราตรีในย่านนี้ซบเซาลงทันตา เนื่องจากผู้ใช้บริการเกิดความวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยทางกายภาพ และระบบป้องกันอัคคีภัยภายในอาคารปิดล้อม

​ขณะเดียวกัน ในฝั่งของผู้ประสบเหตุและครอบครัวผู้สูญเสีย แม้จะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นจากภาครัฐ จำนวน 300,000 บาทแล้วก็ตาม แต่ภาคประชาชนและสภาองค์กรของผู้บริโภคก็ได้เข้ามาช่วยเหลือในการรวมกลุ่มยื่นฟ้องดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากตัวผู้ประกอบการและหุ้นส่วนร้านเพิ่มเติม เพื่อเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะและค่าบำนาญเยียวยาจิตใจระยะยาว

สะท้อนให้เห็นว่าเงินเยียวยาจากกองทุนรัฐเป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนฉุกเฉินเท่านั้น ขณะที่กระทรวงยุติธรรม และกรมคุ้มครองสิทธิฯ โดย นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ กำลังผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.กองทุนช่วยเหลือเหยื่อในคดีอาญาฯ” เพื่อเปลี่ยนการใช้เงินภาษีแผ่นดินไปสู่การตั้งกองทุนหมุนเวียน และการไล่เบี้ยยึดทรัพย์จากผู้ทำผิดมาชดเชยแทนในระยะยาว แต่การบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยและการรับผิดชอบของผู้ประกอบการตัวจริงต่างหาก คือหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

​ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระดุมเม็ดแรกที่ทำให้ผับเถื่อนเปิดเย้ยกฎหมายได้ เกิดจาก “ระบบส่วยและการละเว้นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ” ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และเขต ที่จ่ายค่าดูแลรายเดือนแลกกับการหลับตาข้างหนึ่ง ไม่เข้าจับกุมหรือสั่งปิดร้าน จนความเสี่ยงระเบิดเป็นโศกนาฏกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับเจ้าหน้าที่รัฐ

จากเหตุการณ์นี้เป็นกุญแจชิ้นแรกที่นำไปสู่การตรวจสอบสถานบันเทิงเถื่อนทั่วประเทศ แต่สุดท้ายปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ แล้ว ในต่างจังหวัดก็ยังมีสถานบันเทิงเถื่อนอีกมากมายที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถหาผลประโยชน์ทางธุรกิจเหล่านี้ได้

หน่วยงานต่อต้านการทุจริตต้ องเริ่มจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ นั่นคือเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยผ่านให้เปิดสถานบริการเถื่อนได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่หินพอสมควร เพราะเป็นแหล่งทำเงินใต้โต๊ะมหาศาล!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายค้านจ่อซักฟอก-ม็อบก่อหวอด จุดเปลี่ยน'รัฐบาลสีน้ำเงิน'

วันที่ 6 ก.ย.นี้ ครบ 5 เดือนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

เปิดไทม์ไลน์พิรุธสอบวินัย 'ผอ.ยักษ์' กังขาสปีดฟ้าผ่า 'ปลัด ยธ.'

กางไทม์ไลน์พิรุธสอบวินัย 'ผอ.ยักษ์' สปีดฟ้าผ่า 'ปลัดปิยะศิริ' เซ็นตั้ง กก. ใน 2 วัน สวนทางเรื่องเดิมค้าง 8 เดือนสมัย 'พงษ์สวาท' จี้เปิดแฟ้มเคลียร์ให้ชัด มีพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ เหตุใดไร้ไต่สวนรอบด้าน

ศึกซักฟอกเปิดฉาก! ฝ่ายค้านจัดชุดใหญ่ ล็อกเป้าเชือด 'ขั้วสีน้ำเงิน' ดักทางยุบสภาฯ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นกลไกตรวจสอบที่สำคัญที่สุดในระบบรัฐสภา แต่ในเชิงการเมืองคือ "เวทีชำแหละแผลเปื่อยของรัฐบาล" และเป็น "พื้นที่โชว์ศักยภาพฝ่ายค้าน"

ลากยาวปลด"สรณ-ปธ.กสทช." เกมพลิก ศึกยืดเยื้อ

หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้องของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.มาตั้งแต่ต้น ไว้พิจารณา และให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของ นพ.สรณต่อไป

ปากพาซวย! ปลัด ยธ.ตั้ง กก.สอบ 'ผอ.ยักษ์' จ้อคดีแตงโม

'รุทธพล'แจงปมปลัดยุติธรรมตั้งกรรมการสอบ 'ผอ.ยักษ์' หลังให้สัมภาษณ์คดีแตงโมโดยไม่ได้รับอนุญาต ชี้เป็นการดำเนินการระเบียบหลังมีเรื่องร้องเรียนซ้ำ ยันไร้เกมการเมืองสกัดขาขึ้นรองอธิบดี