GC ผนึกกำลังพันธมิตรญี่ปุ่น พัฒนาวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรสู่วัสดุชีวภาพมูลค่าสูง

GC ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำจากญี่ปุ่น ต่อยอดวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรสู่วัสดุชีวภาพมูลค่าสูง  พร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาบตาพุดให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มุ่งใช้ฐานที่แข็งแรงในประเทศไทย เชื่อมโยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

8 มิ.ย. 2569- นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดเผยว่า GCเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ทั้ง Toray Industries, Inc. และ Mitsubishi Corporation เพื่อเร่งพัฒนาธุรกิจ Green & Bio ตั้งแต่การต่อยอดวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรสู่วัสดุชีวภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากโรงกลั่นชีวภาพสู่ลูกค้าและเจ้าของแบรนด์ในระดับสากล สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ GC ในการยกระดับมาบตาพุดให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค และรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระยะยาว

ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากจุดแข็งของ GC ที่มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย ความต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจ Green & Bio และการต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) จุดแข็งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ GC ใช้ในการเดินหน้าประสานความร่วมมือกับพันธมิตรระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน ตลาด และความต้องการของลูกค้าเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งความสามารถในการแข่งขันและเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้มาบตาพุดเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของ GC ทั้งจากโครงสร้างธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย และความพร้อมในการต่อยอดธุรกิจ Green & Bio และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

“วันนี้ ผู้เล่นในอุตสาหกรรมทั่วภูมิภาคต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ความร่วมมือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรม ทั้งในด้านเทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน การพัฒนาตลาด และความเข้าใจความต้องการของลูกค้า GC จึงมุ่งใช้ฐานที่แข็งแรงของเราในประเทศไทย เป็นจุดเชื่อมโยงพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาโอกาสใหม่ และผลักดันให้เกิดการเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม” นายณะรงค์ศักดิ์กล่าว

หนึ่งในโครงการที่มีความคืบหน้าสำคัญ คือ ความร่วมมือระหว่าง GC และ Toray Industries, Inc. บริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรในประเทศไทย มาต่อยอดเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตไนลอน 6,6 ชีวภาพ 100% ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก สิ่งทอ และวัสดุประสิทธิภาพสูง โดย GC ได้ใช้กระบวนการหมักชีวภาพเปลี่ยนน้ำตาลจากวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรที่ไม่ได้ใช้เป็นอาหาร ให้เป็นเคมีภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และทดลองผลิตในถังหมักขนาด 50,000 ลิตรได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

ความคืบหน้าดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงนวัตกรรมชีวภาพของไทยกับเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงของญี่ปุ่น โดยทั้งสองบริษัทจะร่วมกันเดินหน้าศึกษาและทดสอบการขยายผลในด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิต วัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน และปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ สู่เป้าหมายในการเริ่มต้นกระบวนการผลิตกรดไบโอมิวโคนิกชีวภาพและกรดอะดิปิกชีวภาพในระดับ Pilot Scale ภายในปี 2571 ก่อนต่อยอดไปสู่การพัฒนาเส้นใยไนลอน 6,6 ชีวภาพในอนาคต

อีกหนึ่งโครงการ คือ การขยายความร่วมมือระหว่าง GC และ Mitsubishi Corporation บริษัทการค้าและการลงทุนชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาโอกาสทางธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ต่อยอดจากโรงกลั่นชีวภาพของ GC ด้วยศักยภาพของ Mitsubishi Corporation ในการเชื่อมโยงลูกค้า เจ้าของแบรนด์ และตลาดต่างประเทศ ความร่วมมือนี้มุ่งศึกษาและพัฒนาแนวทางในการนำผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปสู่การใช้งานจริงในหลายอุตสาหกรรมในระดับสากล รวมถึงสนับสนุนลูกค้าในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือกับ Toray และ Mitsubishi Corporation เป็น 2 ตัวอย่างสำคัญของทิศทางที่ GC จะใช้ความสามารถในการแข่งขันของเรา ต่อยอดกับพันธมิตรระดับภูมิภาค โดยความร่วมมือกับ Toray มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาวัตถุดิบสำหรับวัสดุชีวภาพแห่งอนาคต ขณะที่อีกหนึ่งความร่วมมือกับ Mitsubishi Corporation มุ่งเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชีวภาพของ GC ไปสู่ตลาดและการใช้งานจริงในอุตสาหกรรมปลายทาง ความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนความพยายามในการสร้าง ecosystem ใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการขายผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการร่วมกันพัฒนาโซลูชั่นที่ตลาดต้องการและสามารถต่อยอดสู่การยกระดับมาบตาพุดไปอีกขั้น”

GC ยังคงเดินหน้ายกระดับมาบตาพุด ผ่านการใช้โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการและความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ Green & Bio และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำในระยะยาว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GC โชว์Q1/69รายได้จากการขายรวม146,936 ล้านบาท

GC โชว์ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 รายได้จากการขายรวม 146,936 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,232 ล้านบาท สะท้อนการบริหารจัดการวัตถุดิบและห่วงโซ่การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ชูโครงสร้างแบบบูรณาการหนุนการผลิตต่อเนื่อง รับมือความผันผวนโลก

เอกชนโอด!สงครามดันเม็ดพลาสติกพุ่ง 50-70%

‘เอกชน’โอดสงคราม กระทบอุตฯปิโตรเคมีดันต้นทุนเม็ดพลาสติกพุ่ง 50-70% ห่วงหากยืดเยื้อ 'เอสเอ็มอี' อ่วมหนักต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งวัตถุดิบและการขนส่ง ด้าน ส.อ.ท.แนะ เร่งกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ- หนุนใช้พลังงานสะอาด-ลดการพึ่งพาวัตถุดิบต่างประเทศ

GC คว้าอันดับ 1 จาก S&P Global 7 ปีต่อเนื่อง

GC คว้าอันดับ 1 จาก S&P Global 7 ปีต่อเนื่อง บริษัทแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ ตอกย้ำองค์กรนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างเพื่อความยั่งยืน

กนอ.ขานรับธนาคารโลกทุ่ม 100 ล้านดอลลาร์ฯ ปั้นนิคมฯ คาร์บอนต่ำ

กนอ. เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมคาร์บอนต่ำ ขานรับนโยบายรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ดึงงบสนับสนุนจากธนาคารโลก 100 ล้านดอลลาร์ ปฏิรูปนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบัง สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงของประเทศไทย