
‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ภูเก็ตติดตามปัญหาโครงการคมนาคม สั่งคุมเข้มความปลอดภัย ‘เจ็ตสกี-จัดระเบียบท่าเรือ’ ผลักดัน Smart Pier พัฒนาท่าเรือน้ำลึกรองรับเรือสำราญ เร่งทางด่วน ‘กะทู้–ป่าตอง’ และแก้คอขวดจราจร ยกระดับการเดินทางรองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก
29 มิ.ย.2569-นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาคมนาคมและโครงการสำคัญของจังหวัดภูเก็ต โดยได้ลงพื้นที่ชายหาดป่าตอง ตรวจสอบการให้บริการเรือเจ็ตสกี ซึ่งปัจจุบันมีเรือจดทะเบียนถูกต้องจำนวน 384 ลำ พร้อมกำชับให้ตรวจเข้มเรือที่ไม่มีใบอนุญาต ใบอนุญาตหมดอายุ การให้บริการนอกเขต และการรุกล้ำพื้นที่เล่นน้ำ รวมถึงเพิ่มการเฝ้าระวังของไลฟ์การ์ด กล้องวงจรปิด และไฟส่องสว่าง เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง รับฟังข้อเสนอเรื่องการเพิ่มเจ้าหน้าที่ช่วยผูกเรือ พื้นที่หลบฝน และปัญหาการวาง ซื้อขาย หรือให้เช่าทุ่นจอดเรือ โดยมอบหมายกรมเจ้าท่าเร่งตรวจสอบและจัดระเบียบพื้นที่ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันโครงการ Phuket Smart Pier เชื่อมโยงข้อมูลเรือ ผู้โดยสาร ใบอนุญาต กล้องวงจรปิด และข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ Port Control ซึ่งเตรียมเริ่มใช้งานในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 ตลอดจนการชมเรือกู้ภัยทางทะเลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตที่ใช้สำหรับปฏิบัติภารกิจค้นหาทางทะเลและดับเพลิง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว
นายสรรเพชญ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต หารือร่วมกับหน่วยงานและผู้รับสัมปทาน เพื่อเร่งยกระดับท่าเรือรองรับธุรกิจเรือสำราญ โดยมีแผนพัฒนา 3 ระยะ ตั้งแต่การปรับปรุงร่องน้ำและหลักผูกเรือ การเพิ่มพื้นที่กลับลำเรือ ไปจนถึงการพัฒนา Mega Cruise Terminal ในรูปแบบ PPP รองรับเรือสำราญขนาดกว่า 150,000 ตันกรอส และผู้โดยสารประมาณ 3,000–4,500 คนต่อเที่ยว
ทั้งนี้ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตเปิดใช้งานมานานกว่า 30 ปี จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับการเติบโตของการท่องเที่ยวและการคมนาคมทางน้ำ โดยมีเป้าหมายผลักดันภูเก็ตให้เป็นประตูการท่องเที่ยวทางทะเลฝั่งอันดามัน และเป็นจุดหมายปลายทางของเรือสำราญระดับโลก
นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันโครงการอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 พร้อมกำชับว่าการปรับรูปแบบโครงการเพื่อลดภาระงบประมาณจะต้องไม่กระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัย โดยได้ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยศึกษาการลดค่าผ่านทาง โดยมีอัตราเบื้องต้น ได้แก่ รถจักรยานยนต์ 10 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 20 บาท รถ 6–10 ล้อ 40 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ 60 บาท เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง
ขณะเดียวกันยังได้ลงพื้นที่ติดตามการปรับปรุงจุดกลับรถบนทางหลวงหมายเลข 402 บริเวณท่าเรือเกาะแก้ว ซึ่งกรมทางหลวงเสนอของบประมาณปี 2570 วงเงินกว่า 600 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณผูกพัน เพื่อปรับปรุงผิวจราจร จุดกลับรถ ระบบระบายน้ำ ทางเท้า และระบบตรวจจับการจราจร ระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันได้รับงบประมาณปรับปรุงจุดกลับรถระยะแรกแล้ว 2 แห่ง และมีแผนดำเนินการรวม 9 แห่งทั่วจังหวัด โดยนายสรรเพชญกำชับให้เร่งดำเนินงานและควบคุมมาตรฐานการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากจุดกลับรถบริเวณท่าเรือเกาะแก้วได้ภายในปี 2571 รวมถึงได้ตรวจงานท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อติดตามการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะและรถรับจ้าง กำชับให้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนถูกต้อง มีประกันภัย และสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่ได้ พร้อมตรวจสอบอัตราค่าโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้โดยสาร
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามทั้งปัญหาเร่งด่วนที่กระทบประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยจะนำข้อเสนอจากทุกฝ่ายไปกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ กรอบเวลา และแนวทางดำเนินงานให้ชัดเจน เพื่อยกระดับระบบคมนาคมของภูเก็ตให้ปลอดภัย คล่องตัว และรองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

