
‘ศุลกากร’ เด้งรับนโยบายนายกฯ สั่งเข้มสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ ลุยยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า-ผู้โดยสารขาออกเพิ่มมากขึ้น ผ่านเครื่องเอ็กซเรย์-K9 พร้อมใช้ระบบบริหารความเสี่ยง ป้อนข้อมูลผ่านเอไอช่วยวิเคราะห์ โชว์ผลงาน 9 เดือนปีงบ 69 จับยาเสพติดแล้วกว่า 1 ตัน 100 กว่าคดี
6 ก.ค. 2569 – นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมฯ ได้เตรียมยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าและผู้โดยสารขาออกนอกประเทศเพิ่มมากขึ้น ภายหลังประชุมร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับมาตรการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งยืนยันว่าแนวทางการตรวจสอบที่เข้มงวดสำหรับขาออกนี้ เป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกมีการดำเนินการอยู่แล้ว
ทั้งนี้ แนวทางเบื้องต้นได้มีการพิจารณาใช้เครื่องเอ็กซเรย์สำหรับสินค้า หรือกระเป๋าเดินทางก่อนโหลดที่ต้องสงสัย รวมถึงจะมีการใช้สุนัขที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษเพื่อปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หรือหน่วยกู้ภัย (K9) เข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย จากที่ก่อนหน้านี้อาจจะมองว่าการตรวจสอบในลักษณะนี้จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี แต่จากสถานการณ์ในขณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาแนวทางดังกล่าวเพื่อยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้กรมฯ จะมีนโยบายในการใช้เครื่องเอ็กซเรย์เข้ามาช่วยตรวจสอบสินค้าและกระเป๋าเดินทางขาออกมาขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดในด้านงบประมาณ โดยปัจจุบันได้มีการของบประมาณในการบำรุงรักษาเครื่องเอ็กซเรย์ 2 เครืิ่องที่ท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากใช้มาเกือบ 20 ปี และไม่มีอะไหล่สำรองแล้ว ส่วนเครื่องเอ็กซเรย์ที่จะใช้ในอาคารผู้โดยสารในสนามบินนั้น นายอนุทิน ได้มอบหมายให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ไปดูว่าจะมีเครื่องเอ็กซเรย์ตรงไหนที่สามารถสนับสนุนการดำเนินงานของกรมศุลกากรในการตรวจสอบสินค้า และผู้โดยสารขาออกได้บ้าง
“ปกติทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับการเข้ามาในประเทศเป็นหลัก แต่บังเอิญว่าไทยโชคร้าย เราไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด แต่เราอยู่ใกล้แหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่ไทยมีอิสฟาสตรัคเจอร์ที่เจริญและดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นถนน สนามบิน ท่าเรือ ตรงนี้ทำให้เราถูกไทยเป็นสะพานในการขนส่งยาเสพติด ดังนั้นเราจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบให้มากขึ้น แม้จะต้องพูดตามตรงว่าปัจจุบันมีตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านเข้าออกกว่า 13 ล้านตู้ ผู้เดินทางกว่า 85 ล้านคน กรมศุลกากรคงตรวจ 100% เช็ค 100% ไม่ได้ แต่เราจะใช้ตาข่ายกรอง คือ การวิเคราะห์ข้อมูลที่เข้มข้นขึ้น ว่าผู้โดยสาร หรือคอนเทนเนอร์ไหน พาเซลไหนมีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดก็จะเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มขนทันที” อธิบดีกรมศุลกากร ระบุ
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวอีกว่า การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าและผู้โดยสารขาออก เพื่อป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดออกนอกประเทศนั้น ถือเป็นความท้าทายของกรมศุลกากรทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งคนค้ายาเสพติดรู้อยู่แล้วว่าไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและส่งออกเป็นหลัก ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้จึงต้องรักษาสมดุลระหว่างความเข้มข้นในการตรวจสอบ และรายได้ที่จะเข้าประเทศให้ได้ ต้องมีตะแกรง หรือตาข่ายที่ดีในการคัดแยกคนดีออกจากคนไม่ดี คัดแยกตู้คอนเทนเนอร์ที่ใส่ของผิดกฎหมายออกจากกลุ่มที่ถูกกฎหมายให้ได้อย่างชัดเจนที่สุด
โดยปัจจุบันกรมศุลกากรทั่วโลกได้มีการใช้ระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เช่นเดียวกับกรมศุลกากรไทย ที่พยายามเอาข้อมูลทั้งหมดเข้ามาวิเคราะห์ผ่านระบบเอไอ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นที่ได้มีการเริ่มดำเนินการแล้วที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้สามารถจับกุมสินค้าผิดกฎหมายได้จำนวนมาก โดยข้อมูลในช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68-มิ.ย.69) พบว่า กรมฯ สามารถจับกุมยาเสพติดแล้วกว่า 1 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 700-800 ล้านบาท จำนวน 100 กว่าคดี ซึ่งเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.), กรมท่าอากาศยาน และการท่าเรือ เป็นต้น
“ยืนยันว่ากรมศุลกากร จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้มงวดกวดขันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการลักลอบขนยาเสพติด หรือทำให้มีโอกาสน้อยที่สุด เป็นไปได้น้อยที่สุด โดยต้องยอมรับว่าไม่มีประเทศไทยพูดได้ชัดเจนว่า Zero Corruption มีแต่ทำให้เกิดน้อย หรือทำให้เกิดน้อยที่สุด อย่างประเทศที่เข้มงวดเรื่องยาเสพติดที่สุดในโลกอย่าง ออสเตรเลีย ก็ยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพยายามให้เกิดน้อยที่สุด หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ให้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ลำบากสำหรับแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อไม่ให้มาดำเนินการผิดกฎหมายในบ้านเราได้” นายพันธ์ทอง กล่าว

