‘คมนาคม’ เปิดฉาก ‘MOT New Chapter’ กางแผนโครงสร้างพื้นฐานดันระดมทุนแทนพึ่งงบรัฐ

พิพัฒน์’ ควง รมช.คมนาคม ประกาศยกเครื่องแผนพัฒนาคมนาคมครั้งใหญ่ วางโรดแมป 5-20 ปี เร่งหาแหล่งทุนใหม่ผ่าน PPP และ TFF ลดภาระงบประมาณรัฐ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เสร็จตามแผน ย้ำไทยยังเป็นผู้นำโลจิสติกส์อาเซียน

8 ก.ค.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) หัวข้อ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ปี 2569-2570ว่า การดำเนินการครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อนำนโยบายที่ได้มอบหมายไว้ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรม โดยหลังจากขับเคลื่อนงานมาเกือบครบ 1 ไตรมาส การประชุมดังกล่าวจึงเป็นทั้งการติดตามความคืบหน้า และการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานในสังกัด

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมผลักดันแนวคิด Transportation as a Service โดยมุ่งเชื่อมโยงระบบขนส่งทุกประเภทให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้สามารถเดินทางต่อเนื่องได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมบริหารเวลาในการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นได้แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ทางบก ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อเปิดเวทีให้แต่ละภาคส่วนได้หารือร่วมกัน ลดข้อจำกัดระหว่างหน่วยงาน และเชื่อมโยงโครงการต่างๆ ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบาย Quick Win ช่วงปี 2569–2570 ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่มุ่งให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์และได้รับประโยชน์ทันที อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคมนาคมของประเทศไม่ได้มองเพียงระยะสั้น แต่กำลังวางยุทธศาสตร์ระยะยาว 10–20 ปี ควบคู่กันไป โดยจะจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้การลงทุนในอนาคตสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่การพัฒนาแบบแยกส่วน แต่เป็นโครงข่ายระดับประเทศและภูมิภาคที่ครบวงจร

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคมกล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้เริ่มวางทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งใหม่ ครอบคลุมทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตั้งแต่ปี 2570 ต่อเนื่องไปอีก 5-20 ปี เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีเป้าหมายการดำเนินงานร่วมกัน โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมแตกต่างจากโครงการทั่วไป เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการหลายปี ไม่สามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 3-6 เดือน ดังนั้นการวางแผนระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของกระทรวง ครอบคลุมการคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่ม ตามแนวทางที่ปลัดกระทรวงคมนาคมกำหนด ก่อนจะนำข้อเสนอทั้งหมดมาสรุปผลร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 13 กรกฎาคม เพื่อจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการของกระทรวง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมในยุคปัจจุบันไม่ควรพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองหาแนวทางระดมทุนจากแหล่งอื่นมาสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลากว่า 20 ปี อาจลดเหลือเพียง 15 ปี 10 ปี หรือแม้แต่ 5 ปี หากสามารถจัดหาแหล่งเงินลงทุนเพิ่มเติมได้

ทั้งนี้ หากโครงสร้างพื้นฐานสามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเดียวกันได้รวดเร็ว จะช่วยลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยความรวดเร็วในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนได้ แม้ว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านจะเร่งลงทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมยังมั่นใจว่าประเทศไทยยังคงมีศักยภาพนำหน้าประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายปี แต่หากต้องการรักษาความได้เปรียบดังกล่าวไว้ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เร็วขึ้น ซึ่งการพึ่งพางบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องเปิดทางให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนและตลาดทุนมากขึ้น โดยแนวทางการระดมทุน จะพิจารณาเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างรายได้หรือจัดเก็บค่าบริการได้ เช่น โครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือโครงการมอเตอร์เวย์ของกรมทางหลวง ซึ่งสามารถนำรายได้ในอนาคตไปต่อยอดเป็นเครื่องมือระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund หรือรูปแบบอื่นในตลาดทุนได้

ทั้งนี้ นโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือการลดภาระของประชาชน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านระบบคมนาคมที่สะดวก ปลอดภัย และเชื่อมโยงทุกมิติ ดังนั้นหลายโครงการที่สามารถสร้างรายได้ในอนาคต จะถูกพิจารณาให้ดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) หรือระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ

“อีกประเด็นสำคัญที่จะถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการครั้งนี้ คือการวางแผนร่วมกันของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานมักวางแผนแยกจากกัน ส่งผลให้เกิดการปรับแก้โครงการซ้ำซ้อนและสูญเสียงบประมาณ ดังนั้นในอนาคตทุกโครงการด้านถนน ราง น้ำ และอากาศ จะต้องบูรณาการแผนร่วมกันตั้งแต่ต้น เพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของประเทศ”นายสิริพงศ์ กล่าว

สำหรับโครงการที่มีแนวโน้มจะนำรูปแบบ Thailand Future Fund มาใช้ ขณะนี้มีหลายโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยหนึ่งในโครงการที่มีความเป็นไปได้คือโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สาย M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ M8 อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสรุปจากการประชุมเชิงปฏิบัติการก่อน จึงจะสามารถระบุรายชื่อโครงการที่ชัดเจนได้ โดยการระดมทุนผ่าน TFF ไม่ได้มีอุปสรรคด้านกฎหมายมากนัก เนื่องจากเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง ขณะที่ขั้นตอนการดำเนินการใช้ระยะเวลาใกล้เคียงกับการจัดทำงบประมาณปกติ ซึ่งแต่ละโครงการก็ต้องใช้เวลาวางแผนล่วงหน้าหลายปีอยู่แล้ว

ส่วนการพัฒนาระบบราง ขณะนี้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาประกอบกิจการเดินรถได้ ทำให้รูปแบบรายได้ของการรถไฟแห่งประเทศไทยในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะรายได้จากการเดินรถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรายได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ส่งผลให้โอกาสในการระดมทุนมีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโครงข่ายรถไฟทางคู่แล้วเสร็จครบทั้งระบบ จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าหมายให้ รฟท.สามารถยกระดับผลประกอบการจนถึงจุดคุ้มทุนในอนาคต เพราะเมื่อมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง การระดมทุนผ่านตลาดทุนก็จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีผลขาดทุนต่อเนื่อง

เพิ่มเพื่อน