
บอร์ด รฟท. อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินเวนคืนที่ดินโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 2,304 ล้านบาท และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ช่วงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา อีก 461 ล้านบาท รองรับค่าชดเชยและอุทธรณ์เวนคืน เตรียมเสนอคมนาคมภายในเดือน ก.ค.2569 ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
13 ก.ค. 2569 – นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขอเพิ่มกรอบวงเงินค่าเวนคืนที่ดินของโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงินจำนวน 2,304 ล้านบาท จากเดิมที่เคยได้รับอนุมัติกรอบวงเงินไว้ 10,660 ล้านบาท เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 เนื่องจากปัจจุบันการเวนคืนที่ดินมีความคืบหน้าประมาณ 98-99% แล้ว แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย จึงจำเป็นต้องขอปรับกรอบวงเงินให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการดำเนินโครงการ
ทั้งนี้ สาเหตุของการขอเพิ่มวงเงินจำนวน 2,304 ล้านบาท มาจากค่าใช้จ่ายรวม 7 รายการ ประกอบด้วย ค่าชดเชยที่ดินที่ยังอยู่ระหว่างการจ่ายประมาณ 700 ล้านบาท ค่ารังวัดประมาณ 77 ล้านบาท ค่าชำระที่ดินของรัฐ เช่น พื้นที่ ส.ป.ก. และที่สาธารณะของรัฐ ประมาณ 230 ล้านบาท ค่าปลูกป่าทดแทนตามข้อกำหนดของกรมป่าไม้ 158 ล้านบาท ค่ารื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยประมาณ 189 ล้านบาท เงินสำรองสำหรับรองรับคดีฟ้องร้องของประชาชนประมาณ 301 ล้านบาท และค่าอุทธรณ์ค่าทดแทนการเวนคืนที่ดิน ซึ่งเป็นรายการที่มีวงเงินสูงที่สุดประมาณ 670 ล้านบาท
นายอนันต์ กล่าวว่า ค่าอุทธรณ์ดังกล่าวเกิดจากเจ้าของที่ดินใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มค่าทดแทนจากการเวนคืน ส่งผลให้ รฟท. ต้องจัดเตรียมงบประมาณรองรับเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ดินบางแปลงแม้ไม่ได้ถูกเวนคืนโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบจากโครงการและจำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ หลังได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ รฟท. แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเสนอเรื่องต่อกระทรวงคมนาคม ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินเพิ่มเติม
ส่วนกรณีเหตุการณ์ดินเคลื่อนตัวภายในอุโมงค์ก่อสร้างของสัญญาที่ 3 ในโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การพังทลายของโครงสร้างอุโมงค์ แต่เป็นดินด้านหลังผนังคอนกรีตเกิดการเคลื่อนตัวลงมา ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างผนังคอนกรีตถาวรภายในอุโมงค์ เนื่องจากบริเวณด้านหลังชั้นคอนกรีตพ่นเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถมองเห็นสภาพดินได้ทั้งหมด และเมื่อมีการเจาะเพื่อดำเนินงานเพิ่มเติม ประกอบกับน้ำหนักของดินที่สะสมอยู่ จึงทำให้ดินไหลลงมาบริเวณจุดก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ ผู้รับจ้างได้เข้าพื้นที่เคลียร์พื้นที่และกลับมาดำเนินงานก่อสร้างต่อแล้ว โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า เนื่องจากงานในส่วนนี้ดำเนินการได้เร็วกว่ากำหนดเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งการเจาะอุโมงค์ได้ทะลุแนวอุโมงค์และดำเนินงานเสริมความแข็งแรงเรียบร้อยก่อนหน้านี้แล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนก่อสร้างผนังคอนกรีตถาวร ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของงานอุโมงค์
นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท. ได้กำชับผู้รับจ้างเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและตรวจสอบสภาพพื้นที่ก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก แม้สภาพดินด้านหลังผนังคอนกรีตพ่นจะเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดก็ตาม พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบต่อภาพรวมของโครงการ และยังคงเดินหน้าก่อสร้างตามแผนที่วางไว้กำหนดเปิดให้บริการ โดยยังคงเป้าหมายเปิดเดินรถภายในปี 2571 ตามแผนเดิม
นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ด รฟท. ยังมีมติอนุมัติกรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับงานเวนคืนที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ในโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จำนวน 461 ล้านบาท จากเดิม 5,637 ล้านบาท รวม 6,098 ล้านบาท โดยจะนำไปใช้จ่ายสำหรับการอุทธรณ์ค่าทดแทน, ค่าชดเชยที่ดินของหน่วยงานรัฐ และค่าทดแทนสำหรับแปลงที่ดินที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ อย่างไรก็ตามปัจจุบันสามารถเวนคืนที่ดิน และส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างได้แล้วประมาณ 98% จากทั้งหมดประมาณ 800 แปลง คาดว่าจะแล้วเสร็จครบทั้งหมดภายในปี 2569
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รฟท. คาดว่าจะสามารถเสนอเรื่องขออนุมัติกรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับงานเวนคืนที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ ทั้ง 2 โครงการไปยังกระทรวงคมนาคมภายในเดือน ก.ค.2569 ก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป.

