
Mc Group ปรับยุทธศาสตร์รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว จากแบรนด์ยีนส์ที่อยู่ในตลาดมากว่า 51 ปี สู่การเป็นแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z และ Gen Alpha พร้อมขยายกลุ่มสินค้า Sport Look และ Activewear รวมถึงการใช้ Collaboration และ Storytelling สร้างความผูกพันกับแบรนด์ ควบคู่การเร่งช่องทางออนไลน์ที่เติบโตเกือบ 2 เท่า และลงทุนระบบคลังสินค้า-ฟูลฟิลเมนต์ เพื่อรองรับการจัดส่งภายใน 4 ชั่วโมง เดินหน้าใช้ AI และพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
28 ส.ค. 2569 – แม็คยีนส์ แบรนด์ยีนส์สัญชาติไทยที่เติบโตมากว่า 50 ปี กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากภาพจำของแบรนด์ยีนส์ที่ครองตลาดมาหลายยุค สู่การขยับตัวเป็นแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z ท่ามกลางพฤติกรรมการช้อปปิ้งและเทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้การนำทัพของ แมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC “การเติบโตของ Mc Group ในระยะต่อไปจำเป็นต้องออกจากกรอบเดิมและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองหาเพียงสินค้าแฟชั่น แต่ต้องการแบรนด์ที่สามารถสะท้อนตัวตนและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้”
“เราต้องดิสรัปสิ่งที่เรามีปัจจุบัน ไม่งั้นทุกอย่างจะเหมือนเดิม เหมือน Water Under The Bridge เหมือนน้ำไหลใต้สะพาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการปรับด้วยการนำ AI มาช่วย รวมถึงการทำ Collaboration เพิ่มสิ่งใหม่ๆ เข้ามา ถ้าไม่ทำทุกอย่างก็โตเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ต้องดิสรัปสิ่งที่เราทำตลอดเวลา เพื่อให้เราวิ่งได้เร็ว”
สำหรับโจทย์สำคัญของ Mc Group จึงไม่ใช่เพียงการรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่คือการสร้างสะพานเชื่อมจากลูกค้า Generation X และ Y ไปสู่ Gen Z และ Gen Alpha ผ่านการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารแบรนด์ที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น โดยหนึ่งในทิศทางที่บริษัทให้ความสำคัญคือการขยายจากตลาดยีนส์ไปสู่ Sport Look, Athleisure และ Activewear ซึ่งกลายเป็นแฟชั่นที่ผู้บริโภคสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดเฉพาะการออกกำลังกาย โดย Mc Group ใช้แบรนด์ Wiin เข้ามาเจาะกลุ่ม Gen Z และผู้หญิง พร้อมนำเสนอสินค้าอย่าง Crop T-Shirt และแฟชั่นไอเทมที่มีระดับราคาจับต้องได้
ขณะเดียวกัน บริษัทยังใช้กลยุทธ์ Collaboration กับศิลปินและดีไซเนอร์ไทย เพื่อสร้าง Brand Equity ในมิติของความรู้สึกมากขึ้น ผ่าน Storytelling และการสร้าง Community ให้สินค้าไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้า แต่มีเรื่องราวและความเป็นเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค โดยที่ผ่านมาแคมเปญคอลเลกชันพิเศษสามารถผลิตสินค้าได้ถึง 60,000 ชิ้น สะท้อนโอกาสของการสร้างกระแสผ่านการทำงานร่วมกับครีเอทีฟและศิลปิน
ทั้งนี้ อีกเครื่องยนต์สำคัญคือการเดินหน้ากลยุทธ์ Omni-channel เชื่อมช่องทางหน้าร้านกับแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยช่องทางออฟไลน์ยังเป็นฐานรายได้หลัก ขณะที่ยอดขายออนไลน์เติบโตเกือบ 2 เท่า สอดรับกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว Mc Group ลงทุนพัฒนาระบบหลังบ้านและโครงสร้าง Fulfillment โดยบริหารคลังสินค้าของตัวเองเกือบ 99% พร้อมเพิ่มสตูดิโอสำหรับไลฟ์สดอีก 10 สตูดิโอ และสร้างเครือข่าย Content Creator และ Affiliate กว่า 200,000 ราย เพื่อขยายโอกาสการขายบนแพลตฟอร์ม E-commerce และ Marketplace
ด้านโลจิสติกส์ บริษัทวางมาตรฐานการจัดส่งให้รวดเร็วขึ้น โดยสามารถจัดส่งคำสั่งซื้อจาก Shopee ภายใน 4 ชั่วโมงสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในรัศมีประมาณ 80 กิโลเมตร ขณะที่คำสั่งซื้อจาก TikTok สามารถรองรับการจัดส่งแบบ Same-day Delivery ได้ ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนตลาดออนไลน์
ความแข็งแกร่งของระบบหลังบ้านยังสะท้อนผ่านช่วงแคมเปญ Double Day โดย Mc Group สามารถสร้างยอดขายอันดับ 1 บนแพลตฟอร์ม TikTok ในแคมเปญ 8.8 ด้วยยอดขายมากกว่า 20 ล้านบาท หรือเกือบ 25,000 ชิ้น ภายในเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง และมีศักยภาพในการแพ็กสินค้าได้สูงสุดประมาณ 30,000 ชิ้นภายในคืนเดียว
ด้านการเติบโตในอนาคต บริษัทเตรียมนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร ตั้งแต่การบริหารร้านค้า การทำ CRM ไปจนถึงการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ พร้อมเดินหน้าขยายคลังสินค้าและพัฒนาโปรเจกต์ใหม่อย่าง MCJ
ขณะเดียวกัน Mc Group เริ่มวาง Growth Roadmap เพื่อขยายธุรกิจออกนอกประเทศไทย โดยปัจจุบันรายได้หลักยังมาจากตลาดในประเทศ 100% แม้จะมีการขายผ่าน Wholesale และ Reseller ไปยังต่างประเทศแล้ว แต่ในระยะต่อไปบริษัทเตรียมศึกษาการขยายสาขาและสร้างตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
จากแบรนด์ยีนส์ที่อยู่ในตลาดมากว่าครึ่งศตวรรษ Mc Group จึงกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยใช้ 3 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การขยายฐานลูกค้าสู่คนรุ่นใหม่ การเร่งเติบโตผ่าน Omni-channel และการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามายกระดับการดำเนินงาน ขณะที่ Collaboration และการพัฒนาสินค้าใหม่จะเป็นกลไกสำคัญในการทำให้แบรนด์ยังคงสดใหม่และแข่งขันได้ในตลาดแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา Mc Group มียอดขายรวมประมาณ 4,800 ล้านบาท โดยเป้าหมายของ Mc Group ไม่ใช่เพียงการรักษาความสำเร็จของแบรนด์ในอดีต แต่คือการ “ดิสรัปตัวเอง” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่และขยับจากภาพจำของแบรนด์ยีนส์ไปสู่แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภครุ่นใหม่ได้ในระยะยาว

