คมนาคมเตรียมถกกลั่นกรองใช้เงินกู้4แสนล้าน ‘เอกนิติ’ ฟุ้งลุยเข็นโครงการอัปเกรดรถสาธารณะ

‘เอกนิติ’ แจงสัปดาห์นี้คมคาคมจ่อถกคณะกรรมการกลั่นกรองใช้เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท เตรียมเดินหน้าโครงการอัปเกรดรถสาธารณะเป็นพลังงานสะอาด คิวต่อไป ‘กฟผ.-กฟภ.’ ลุยหารือโครงการหนุนครัวเรือนติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป ยืนยันเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 4/69

18 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนที่ 2 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ วงเงิน 2 แสนล้านบาท ว่า ภายในสัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค.) กระทรวงคมจะเข้ามาหารือกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ฯ เกี่ยวกับรายละเอียดโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาคขนส่งสาธารณะไปสู่การใช้พลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่ก่อนหน้านี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้มีการหารือเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป เพื่อเป็นการลดภาระให้ประชาชน และเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของประเทศแล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะได้เห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 4/2569 และหลังจากนี้เชื่อว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะทยอยนำรายละเอียดของโครงการเข้าหารือกับคณะกรรมการกลั่นกรองฯ อย่างต่อเนื่อง โดยกรอบการใช้เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านนี้ มีระยะเวลาการใช้เงินจนถึง 31 ธ.ค. 2570

“ขณะนี้มีหลายหน่วยงานที่เข้ามาในลักษณะหารืออย่างไม่เป็นทางการก่อน ซึ่งก็ถือเป็นข้อดี เพราะจะได้ตกผลึกกันก่อนว่าโครงการไหนเข้าได้ ใช้ได้ หรือใช้เงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้เปลี่ยนผ่านได้หรือไม่ได้ โดยยืนยันว่า พ.ร.ก. ในฝั่งของการเปลี่ยนผ่านเขียนวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนว่า จะดำเนินการเรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีทั้งเรื่องโซล่าร์รูฟท้อป เปลี่ยนผ่านขนส่ง ที่จะเริ่มดำเนินการในกลุ่มขนส่งสาธารณะก่อน และยังมีเรื่องการพัฒนาคน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ และวันนี้จะเห็นว่าไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ยังมีฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศที่เดินหน้าเรื่องการเปลี่ยนผ่าน” นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ อยากเน้นย้ำว่าปัจจุบันสงครามยังไม่จบ หากกลับมารบกันอีกครั้งก็จะมีผลต่อราคาพลังงานให้ปรับขึ้นอีก เป็นปัจจัยที่ต้องคอยกังวล และต้องคอยเยียวยากันอยู่เรื่อย ๆ แก้กันไม่ไหว เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานค่อนข้างมากถึง 65% จึงอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันที่ผันผวน เมื่อต้องนำเข้าพลังงานในราคาที่สูง ก็ยิ่งส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด สะท้อนจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2/2569 ที่กลับมาติดลบ ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าพลังงาน ถือเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบหลายไตรมาส และรอบหลายปี นี่เป็นปัจจัยที่สะท้อนถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้าเร่งการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ผ่าน 3 นโยบายสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง และการเปลี่ยนผ่านด้านการเพิ่มศักยภาพคน

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลพยายามเร่งดำเนินการผ่านเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศนั้น เป็นเหมือนการ Jump Start เศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ซึ่งต้องสร้างให้หลาย ๆ ส่วนเกิดไปพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงานในฝั่ง Supply ผ่านการสร้างพลังงานสะอาดใหม่ ๆ การอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ และในฝั่ง Demand หรือคนใช้พลังงาน เช่น ภาคคมนาคมที่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เช่น การใช้รถ EV การติดโซล่าร์รูฟท็อป เป็นต้น ทั้งหมดคือสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามดำเนินการ

“รัฐบาลมีทั้งแผนระยะสั้น เช่น กระทรวงพลังงานที่นำร่องในหลายเรื่อง ทั้งการเปิดเรื่อง Direct PPA ที่ถือเป็นการเปิดเพื่อรองรับให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในระยะยาวอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็มีแผนรองรับเรื่องการเปลี่ยนผ่านในระยะยาวด้วย แต่สิ่งที่ต้องทำในขณะนี้ คือ แผนระยะสั้นที่จะต้องเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการ Jump Start ดังนั้นหากเอาแต่ละส่วนมาต่อกันให้เป็นภาพที่ใหญ่ขึ้น ก็จะเห็นภาพทั้งหมดว่าต้องทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เร็วและเกิดขึ้นจริงอย่างไร” นายสันติธาร ระบุ

เพิ่มเพื่อน