
‘เอกนิติ’ ชูธงยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ ลั่นผลประโยชน์ของประเทศไทย-ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต้องมาก่อน เร่งทบทวนมาตรการดึงดูดนักลงทุนให้เหมาะสม แจงคณะกรรมการนโยบายฯ ดาต้าเซ็นเตอร์ ปูพรมวางมาตรฐาน กำกับดูแลผลกระทบน้ำ-ไฟ-สิ่งแวดล้อม
19 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับผลกระทบจากการนโยบายการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ อาทิ การแย่งชิงทรัพยากรในประเทศ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ว่า ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้มีการสั่งการชัดเจนให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยใหม่ทั้งหมด โดยเน้นย้ำให้พิจารณาและให้ความสำคัญเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากการเป็นฐานของอุตสาหกรรมดังกล่าว
โดยยืนยันว่า การพิจารณานโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะตกอยู่กับประเทศไทย กับคนไทย และต้องคำนึงถึงทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงมีการทบทวนนโยบายในการสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ ที่จะดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศมากที่สุด โดยต้องยอมรับว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้ทัน เพื่อต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ การกำกับดูแลนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้ จะอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการวางมาตรฐาน และกำกับดูแลผลกระทบทั้งเรื่องไฟฟ้า และน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น การเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชน เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
“คณะกรรมการฯ ชุดนี้ จะเข้ามาดูยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้ จะมีการพิจารณาในมิติที่นอกเหนือจากสิ่งที่ BOI ได้ดำเนินการมาดูเพิ่มเพิ่มเติม เพราะกรรมการมีทั้งเลขาธิการ BOI กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ซึ่งจะมากำกับดูแลในภาพรวมเป็นหลัก โดยรัฐบาลได้เน้นย้ำในเรื่องความคุ้มค่ากับเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ที่จะตกอยู่กับคนไทยเป็นสำคัญ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าว
ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โจทย์ของยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่นอกเหนือจากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับอัตราผลตอบแทนจาการลงทุน (Return on Investment : ROI) ที่ประเทศจะได้รับกลับมาว่าคุ้มค่าหรือไม่ ตรงนี้เป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญ
โดยที่ผ่านมาในมิติของ BOI ให้ความสำคัญใน 4 ประเด็น ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เหล่านี้อยู่ในมิติว่าประเทศไทยให้อะไรไปบ้าง และผู้ลงทุนจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ดีหรือไม่ อย่างไร แต่ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญอย่างมาก คือ ประโยชน์ที่ประเทศจะได้ โดยที่ไม่ได้บอกว่าประโยชน์ที่ได้อาจจะเป็นเรื่องในอนาคตว่าประเทศไทยจะมี AI มีอินฟาสตรัคเจอร์ มีถนนที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า จากการเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ได้มีการวิจัยและพัฒนา (R&D) คนในประเทศหรือไม่ มีการต่อยอดการใช้ Local Content ในประเทศหรือไม่ เนื่องจากไทยเองมี Supplier ที่สามารถรองรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้เยอะ การจ้างงานมีคุณภาพหรือไม่ เป็นต้น ทั้งหมดเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุด
“พวกนี้เป็นประเด็นที่ BOI อยากได้เพิ่มขึ้นมา ซึ่งจะเห็นนี่คือกรอบแนวคิดเรื่องอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์แบบใหม่ของประเทศไทย ไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่ว่าคุณเอาเงินมาลงทุนเสร็จแล้วก็จบกันไป แต่หลังจากนี้จะมีคำถามต่อว่า แล้วคุณให้อะไรกับประเทศไทยอีกที่มันตรงกับโจทย์ใหม่ที่รัฐบาลอยากได้ นั่นคือ มูลค่าเพิ่มของประเทศ จากสิ่งที่เราต้องเสียสละไป ไม่ว่าจะเป็นสิทธิทางภาษีให้กับนักลงทุน สิทธิที่ดิน การให้น้ำ และไฟฟ้า หลังจากนี้เราจะพิจารณาอย่างเข้มข้นว่าเราได้อะไรกลับมา คุ้มค่าหรือไม่ ตรงนี้จะเป็นกรอบในการคิดจากนี้” นายสันติธาร ระบุ

