
ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องธุรกิจค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญในการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างรอบด้าน
21 ส.ค. 2569 – นายศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ระบุว่า การปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกในวันนี้ จำเป็นต้องมองให้กว้างกว่าการแข่งขันด้านสินค้าและราคา โดยต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคกำลังมองหาความสะดวก คุณภาพ ประสบการณ์ และโซลูชันที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจต้องสามารถสร้างคุณค่าที่แตกต่างและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในระดับที่ลึกขึ้น
จากมุมมองดังกล่าว Gourmet Market วางแนวคิดการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกผ่าน 6 แกนสำคัญ ได้แก่ Convenient, Lifestyle, Experience, Value Added, Total Solution และ Community Engagement ซึ่งสะท้อนทิศทางของซูเปอร์มาร์เก็ตยุคใหม่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่สำหรับซื้อสินค้า แต่ต้องสามารถเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา
Convenient: ความสะดวกคือ Value ใหม่ของผู้บริโภค
ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงคุณสมบัติพื้นฐานของสินค้า แต่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สินค้าในชีวิตประจำวันที่ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้สะดวกและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่สินค้าเดิมก็สามารถสร้าง Value เพิ่มเติมได้ หากเข้าใจ Pain Point ของผู้บริโภค
Lifestyle: สินค้าต้องตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
อีกหนึ่งเทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของสินค้าในกลุ่ม Longevity และ Health & Wellness ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมองการใช้จ่ายในมิติที่มากกว่าความจำเป็นพื้นฐาน การคัดสรรสินค้าในอนาคตจึงต้องเชื่อมโยงกับ Lifestyle และ Passion ของผู้บริโภค เพื่อให้ Retail สามารถตอบสนองต่อความสนใจและพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
Experience: เมื่อการซื้อสินค้า ต้องให้มากกว่าการซื้อ
ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้จากหลากหลายช่องทาง หนึ่งในบทบาทสำคัญของ Physical Store คือการสร้างประสบการณ์ที่ช่องทางอื่นไม่สามารถทดแทนได้ ตัวอย่างเช่น You Hunt We Cook ของกูร์เมต์ มาร์เก็ต ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกซื้อวัตถุดิบด้วยตัวเอง ก่อนนำมาให้เชฟปรุงเป็นเมนู เพื่อเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าไปสู่ประสบการณ์ในการรับประทานวัตถุดิบที่สดใหม่และมีส่วนร่วมมากขึ้น
Value Added: จากการขายสินค้า สู่การสร้าง Value ที่เฉพาะตัว
แนวคิดเรื่อง Value Added ในธุรกิจค้าปลีกกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจมองเพียงการเพิ่มมูลค่าของสินค้า การนำเสนอสินค้าและบริการที่มีความ Premium, Specialized และ Personalized มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทาง Premiumization การพัฒนา Private Label หรือการคัดสรรสินค้าที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเฉพาะ ทำให้ Retail สามารถสร้างความแตกต่างและลดการแข่งขันที่อาศัยราคาเป็นปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียว
Total Solution: ไม่ได้ขายสินค้าชิ้นเดียว แต่ตอบโจทย์ทั้ง Lifestyle
Retail ในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องขายเฉพาะสินค้าที่เป็นแกนหลักของกิจกรรมนั้น แต่สามารถมองหาโอกาสในการตอบโจทย์ทั้ง Lifestyle ที่อยู่รอบตัวผู้บริโภค เช่น เมื่อกีฬา Pickleball ได้รับความนิยม ร้านค้าอาจไม่ได้จำเป็นต้องขายเพียงไม้หรืออุปกรณ์หลัก แต่สามารถนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าว ทั้งที่คาดผม ที่รัดข้อมือ กระติกน้ำ หรือสินค้าอื่น ๆ ที่ช่วยตอบโจทย์ Experience ของผู้เล่นในรูปแบบที่ครบวงจรมากขึ้น
Community Engagement: จากพื้นที่ขายสินค้า สู่พื้นที่ของคนที่มี Passion เดียวกัน
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของค้าปลีกในอนาคต คือการสร้าง Community รอบความสนใจของผู้บริโภค จากเดิมที่ร้านค้าเป็นเพียงสถานที่จำหน่ายสินค้า ธุรกิจสามารถสร้าง Engagement ด้วยการเชื่อมโยงผู้คนที่มีความสนใจหรือ Passion เดียวกัน ผ่านกิจกรรม ประสบการณ์ และสินค้า เพราะในอนาคต Physical Retail ไม่ได้แข่งขันเพียงกับร้านค้าอื่น แต่แข่งขันกับทุกสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกใช้เวลาไปด้วยในแต่ละช่วงเวลา
เมื่อ Space Management เปลี่ยนเกมค้าปลีก
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของธุรกิจค้าปลีก คือการมองเรื่องพื้นที่ในรูปแบบใหม่ จากอดีตที่ Hypermarket อาจมีพื้นที่ขนาดหลายหมื่นตารางเมตร แต่ปัจจุบัน ธุรกิจสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้ แม้ใช้พื้นที่เพียงประมาณหนึ่งในสี่ของรูปแบบเดิม สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของพื้นที่ แต่คือการบริหารพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเลือกนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงกับ Demand ของลูกค้าในแต่ละ Location จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของทั้ง Channel และ Format เพื่อให้ธุรกิจสามารถมีความยืดหยุ่นและเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น
Omni 2.0: โอกาสใหม่ของสินค้าเกษตรและ SME
การเปลี่ยนผ่านของธุรกิจค้าปลีกจาก Omni 1.0 ไปสู่รูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Data และ AI จะช่วยให้ Retail เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ลึกขึ้น และสามารถนำเสนอสินค้าให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นขณะเดียวกัน การพัฒนาของ Channel และ Platform ยังเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตร สินค้า OTOP และผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคได้กว้างขึ้น จากเดิมที่การเข้าสู่ Modern Trade อาจต้องพึ่งพาพื้นที่วางจำหน่ายเป็นหลัก ในอนาคต Data และ Digital Channel จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ในการนำสินค้าที่มีความเฉพาะตัวไปพบกับกลุ่มลูกค้าที่มี Demand ตรงกันมากขึ้น
Data และ AI: จาก “ผู้ตาม” สู่การมองเห็น Demand ก่อนเกิดขึ้น
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของธุรกิจค้าปลีก คือการทบทวนบทบาทของตัวเองว่า ธุรกิจกำลังเป็นเพียง ผู้ตามลูกค้า หรือสามารถใช้ข้อมูลเพื่อมองเห็นสัญญาณของ Demand ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต Data และ AI จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยให้ Retail เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรม การบริหารสินค้า การจัดสรรพื้นที่ ไปจนถึงการคาดการณ์ Demand
แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการรอให้ Demand เกิดขึ้นแล้วจึงตอบสนอง มาเป็นการใช้ข้อมูลเพื่อ จับสัญญาณของ Demand และพัฒนาสินค้าหรือบริการให้พร้อมก่อนความต้องการจะเติบโต รวมถึงการมองสินค้าเป็น Series หรือ Ecosystem ที่สามารถต่อยอดจากความสนใจเดียวกัน ไปสู่สินค้าและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Lifestyle ของผู้บริโภค
“เศรษฐกิจอาจทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะหยุดมองหาสิ่งใหม่ ๆ หน้าที่ของ Retail คือการกลับไปทำความเข้าใจว่า Demand กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วปรับสิ่งที่เราขาย วิธีที่เราขาย และสถานที่ที่เราขาย ให้สอดคล้องกับชีวิตของลูกค้าในวันนี้และอนาคต”
สำหรับธุรกิจค้าปลีกในยุคต่อไป ความเป็นผู้นำจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนแรกที่ทำตามเทรนด์ แต่คือความสามารถในการมองเห็นสัญญาณของความต้องการที่กำลังจะเกิดขึ้น เข้าใจผู้บริโภคได้ลึกกว่า และกล้าที่จะนำข้อมูลมาทดลอง พัฒนา และสร้าง Solution ใหม่ ๆ ก่อนที่ Demand นั้นจะกลายเป็นกระแสในวงกว้าง
“เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำในธุรกิจค้าปลีก ไม่ใช่คนที่วิ่งตามลูกค้าได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่มองเห็นว่า ลูกค้ากำลังจะเดินไปทางไหน”

