สกพอ. ลั่น Data Center แห่สนใจอีอีซี ลุยเตรียมพร้อมระบบน้ำ-ไฟฟ้ารับการลงทุน

สกพอ. ลั่น Data Center แห่สนใจอีอีซี ลุยเตรียมพร้อมระบบน้ำ-ไฟฟ้ารับการลงทุนเต็มสูบ เผยจีนและสิงคโปร์ แนวโน้มโดดเด่น พร้อม MOU ร่วม 6 หน่วยงานพัฒนาพื้นที่อีอีซีอย่างยั่งยืน พร้อมโชว์ในงาน EEC Expo 2026

27 ส.ค. 2569 – นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยภายหลังการจัดงานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการเชื่อมโยงประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่ชุมชนอย่างยั่งยืน (EEC Connect) ว่าภาพรวมการลงทุนในปี 2569 นี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอย่างมาก โดยเฉพาะความสนใจในกลุ่ม Data Center แต่สิ่งที่ต้องโฟกัสคือนักลงทุนจะเริ่มลงเงินลงทุนจริงก็ต่อเมื่อมีความมั่นใจในเรื่องสาธารณูปโภคที่เพียงพอรองรับการใช้งาน

โดยอีอีซีเองก็มีการเตรียมพร้อมด้านสาธารณูปโภคและความยั่งยืน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของ Data Center หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งบริหารจัดการทรัพยากรหลัก 2 ด้าน ได้แก่ 1. ทรัพยากรน้ำ แม้น้ำจะไม่ได้เป็นปัจจัยการผลิตหลัก แต่มีความจำเป็นอย่างมากในระบบหล่อเย็น ซึ่งระหว่างทางก็จะทำให้น้ำระเหยหายไปตลอดเวลา ปัจจุบันมีโครงการทดลองในพื้นที่อีอีซีที่จะนน้ำเสียจากชุมชนมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อส่งให้ Data Center ใช้ และ 2. พลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันไฟฟ้าจากภาครัฐ (กฟภ. และ กฟผ.) อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจะมีการพิจารณาอนุญาตให้เอกชนสามารถขายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการ Data Center ได้โดยตรง ผ่านเงื่อนไข Direct PPA

“ภาครัฐมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดผ่านระบบ Direct PPA เพื่อให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดเร็วขึ้น โดยมองว่า Data Center จะเป็นตัวช่วยดึงอุปสงค์ เพื่อให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกกิจกรรมในอนาคตที่ต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีชั้นสูง”นายจุฬา กล่าว

ขณะที่นักลงทุนในปัจจุบันจะมีกลุ่มทุนจากจีนและสิงคโปร์ เข้ามาอย่างโดดเด่นมากขึ้น เนื่องจากโครงการ Data Center แต่ละโครงการมีมูลค่าสูงระดับหมื่นล้านบาท ส่วนกลุ่มญี่ปุ่นแม้มูลค่ารวมอาจดูน้อยกว่าจีนและสิงคโปร์เนื่องจากแต่ละโครงการมีขนาดประมาณ 500 – 1,000 ล้านบาท แต่ญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี และยังคงรักษาฐานการผลิตเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น

ขณะเดียวกันอีอีซีเอง ยังได้มีการ MOU รวม 6 หน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายในพื้นที่เพื่อบูรณาการความร่วมมือพัฒนาครอบคลุม มิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ พร้อมเตรียมการจัดงาน EEC Sustainability Expo 2026 ระหว่างวันที่ 12–13 ก.ย. 2569 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง ภายใต้แนวคิด “EEC Connect to Sustainability” เพื่อสร้างการรับรู้และนำเสนอ ผลการดำเนินงานจากการพัฒนาพื้นที่และชุมชนของ สกพอ. พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนและผู้ประกอบการนำเสนอสินค้า บริการ และศักยภาพของตัวเอง พร้อมเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และภาคีเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือและโอกาสทางการตลาดในอนาคต 

ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือตาม MOU ดังกล่าว ครอบคลุมใน 3 มิติ ได้แก่ 1. ด้านสังคม อีอีซี ลงนามความร่วมมือกับ ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพ ของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต สร้างโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้เส้นทาง การแนะแนวอาชีพและเข้าสู่ตลาดงานได้อย่างเท่าเทียม โดยเชื่อมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ภาคีเครือข่าย และ ภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถร่วมกันพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง และยกระดับคุณภาพชีวิต

2. ด้านสิ่งแวดล้อม อีอีซี ลงนามความร่วมมือกับ หอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ฉะเชิงเทรา ส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการขยะ ตั้งแต่ต้นทาง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งเป้าการพัฒนา โรงเรียนต้นแบบคาร์บอนต่ำ (EEC Low Carbon School) เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการขยะในพื้นที่และชุมชนเป็น ต้นแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่สามารถขยายผลไปสู่การพัฒนาพื้นที่ชุมชนต่อไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างผู้นำด้าน สิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่

และ 3. ด้านเศรษฐกิจ อีอีซี ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด บริษัท สยามสินธร จำกัด และบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด (ร้านรักระยอง) เพื่อเชื่อมโยงสินค้าและบริการของชุมชนสู่ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย พร้อมสร้างโอกาสในการจำหน่ายอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนร่วมกับภาคเอกชน และนักลงทุนทั้งในและนอกพื้นที่ EEC

เพิ่มเพื่อน