‘สรรพสามิต’ลุยยกเครื่องภาษีรถยนต์ จ่อใช้CO2เป็นดัชนีวัด

‘สรรพสามิต’ เดินเครื่องปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์รับอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลง เล็งใช้ CO2 เป็นดัชนีชี้วัดหลัก ชูช่วยดัน EV และหวังช่วยลดผลกระทบค่ายรถสันดาป ทุบโต๊ะชงบอร์ด EV ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

31 ส.ค. 2569 - นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ว่า กรมฯ มีแผนจะใช้ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นดัชนีชี้วัดหลักในการจำแนกและสนับสนุนมาตรการภาษี ส่วนหนึ่งเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์เครื่องสันดาป (ICE) ในอุตสาหกรรมเดิม ขณะเดียวกันยังเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมใหม่ ให้รถยนต์เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

โดยจุดเด่นของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณานั้น จะไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์เฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน (BEV) แต่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรถยนต์สันดาปสามารถปรับตัวเป็นไฮบริด เช่น HEV, PHEV, หรือ EREV ทำให้การจัดทำมาตรการภาษีไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมมากเกินไป

“แนวทางนี้จะช่วยให้กลุ่มโรงงานประกอบและกลุ่มชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปแบบเดิมสามารถประยุกต์ทักษะและความสามารถเดิมเพื่อก้าวเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างค่อยเป็นค่อยไป และประคองแรงงานเดิมไว้” นายพรชัย กล่าว

ทั้งนี้ ได้รับมอบนโยบายจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ใน 3 หลักการสำคัญเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งนี้ ได้แก่ 1. รัฐบาลจะไม่เน้นการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้การนำเข้าเพื่อสร้างบรรยากาศและดึงดูดการลงทุน เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าสู่ประเทศ 2.ขยายสเกลสู่การส่งออก (Scaling to Export Hub) โดยเป้าหมาย คือ การขยายกำลังการผลิตเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ และ 3.การใช้ Local Content ที่มีมูลค่าสูง (High Value Local Content) สนับสนุนให้สายการผลิตในไทยใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าสูงขึ้น (Value Added) มากกว่าเพียงแค่การประกอบหรือผลิตชิ้นส่วนพื้นฐาน

นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแบตเตอรี่รถยนต์เท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่กรมสรรพสามิตพิจารณาแล้วเห็นว่าช่วยแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้จริงตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิต

โดยขณะนี้กรมฯ และกระทรวงการคลังกำลังเตรียมนำรายละเอียดและมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นรูปธรรมต่อไป

อย่างไรก็ดี ในส่วนของผลของมาตรการส่งเสริม EV 3.0 และ EV 3.5 ในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้บรรลุจุดประสงค์และเป้าหมายสำคัญหลายประการ เช่น การที่ไทยมีโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วกว่า 8-10 บริษัท อาทิ BYD, MG และ GWM โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการใช้งานจริงอยู่ในประเทศราว 170,000 คัน ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนฯ ยังก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนสะสม สูงถึง 140,000 ล้านบาท กำลังการผลิตรวมในอุตสาหกรรมมีศักยภาพสูงสุดแตะระดับ 380,000 คันต่อปี สร้างการจ้างงานกว่า 25,000 ตำแหน่ง.

 

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘สรรพสามิต’ปักธงลุยภาษีบุหรี่อัตราเดียว คาดชัดเจนต.ค.69

‘สรรพสามิต’ ปักธงลุยภาษีบุหรี่อัตราเดียว (Single Tier) แจงรอรวบควมความเห็นนักวิชาการ คาดเห็นความชัดเจนภายในเดือน ต.ค. 69 พร้อมงัดมาตรการเบรกบุหรี่เวียนเทียนขาย เล็งยกเลิกเว้นภาษีส่งออก เปลี่ยนเป็นเก็บก่อนแล้วขอคืนทีหลัง

สรรพสามิตโชว์ปราบสินค้าผิดกฎหมายมูลค่าทะลุ 6,274 ล้านบาท

รัฐบาลโชว์ผลปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิต รอบ 11 เดือน ปีงบฯ 69 จับ 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประมาณการค่าปรับรวม 6,274.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.98