66 ปี กฟภ. อัดงบกว่า 12,000 ล้าน ขยายไฟฟ้าอีกกว่า 190,000 ครัวเรือน

PEA ครบรอบ 66 ปี ประกาศเร่งเครื่อง 5ยุทธศาสตร์เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขับเคลื่อนสู่อนาคต พร้อมลุยอัดงบกว่า 12,000 ล้านขยายไฟฟ้าอีกกว่า 190,000 ครัวเรือน ทั้งบ้านเรือนรายใหม่และพื้นที่เกษตร มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึง

7 ก.ย. 2569 -นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) เปิดเผย เนื่องในโอกาสวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภายใต้แนวคิด 66 ปี  ว่า ตลอด 66 ปีที่ผ่านมา PEA มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบไฟฟ้าของประเทศ ตั้งแต่การขยายเขตไฟฟ้าให้เข้าถึงบ้านเรือนและชุมชนในพื้นที่ส่วนภูมิภาค ไปจนถึงการรองรับการขยายตัวของภาคเกษตร ธุรกิจ และอุตสาหกรรม ทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศในวงกว้างซึ่งปัจจุบันPEAรับผิดชอบพื้นที่ 74 จังหวัด มีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 22.4 ล้านราย

ปัจจุบัน PEA ได้จัดเตรียมงบไว้ประมาณ 6,500 ล้านบาท เพื่อขยายเขตไฟฟ้าให้บ้านเรือนรายใหม่ ครอบคลุมกว่า 140,000 ครัวเรือน รวมถึงโครงการขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ครอบคลุมประมาณ 50,000 ครัวเรือน เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพและช่วยลดรายจ่ายของเกษตรกร นอกจากนี้ยังเตรียมลงทุนระบบไฟฟ้าบน 11 เกาะ ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท ขณะที่พื้นที่ห่างไกลซึ่งไม่สามารถขยายระบบสายส่งเข้าไปได้ จะนำระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าอย่างทั่วถึง

นายมงคล กล่าวว่า ปัจจุบันโลกพลังงานกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัลดังนั้น บทบาทของ PEA กำลังเผชิญโจทย์ที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน ทั้งการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop), การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV), การลงทุน Data Center ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง รวมถึงแนวโน้มตลาดไฟฟ้าที่เปิดกว้างขึ้นและการซื้อขายพลังงานสะอาดโดยตรง

ดังนั้น ภารกิจของ กฟภ. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดหาและจ่ายไฟฟ้าให้เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องพัฒนาโครงข่ายให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และรองรับรูปแบบการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายมากขึ้น  โดยได้เตรียมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2570-2574 เพื่อยกระดับองค์กรและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยมีเป้าหมายสำคัญทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และการพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

โดยหัวใจสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ คือการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสู่สายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ( Smart Grid) และเดินหน้าการปรับปรุงและยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าที่มีการผลิตแบบกระจายตัวมากขึ้น จากเดิมที่ไฟฟ้าไหลจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันประชาชนและภาคธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองจาก Solar Rooftop และส่งไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบได้ ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ทำให้ระบบจำหน่ายต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถบริหารจัดการแบบเรียลไทม์ได้มากขึ้

นอกจากนี้ กฟภ. จึงเตรียมนำมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Meter) ระบบเซ็นเซอร์ Data Analytics และระบบกักเก็บพลังงาน หรือ BESS มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่าย รองรับพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มความมั่นคงของระบบในระยะยาว

นายมงคล กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายที่มีความสำคัญมากขึ้น คือการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กฟภ. จึงต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ ตั้งแต่ระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถขยายระบบได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแนวโน้มการลงทุนสูง ซึ่งความพร้อมของระบบไฟฟ้าจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนของธุรกิจเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Data Center และอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าเข้มข้น ดังนั้น การลงทุนโครงข่ายของ กฟภ. จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า แต่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ อีกโจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดไฟฟ้า โดยเฉพาะแนวโน้มการซื้อขายพลังงานสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้มากขึ้น กฟภ. จึงเตรียมพัฒนา Energy Trading Platform (ETP) และ Third Party Access (TPA) Platform เพื่อรองรับการซื้อขายพลังงานรูปแบบใหม่ รวมถึงการใช้โครงข่ายไฟฟ้าในการส่งผ่านพลังงานระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า การเตรียมแพลตฟอร์มดังกล่าวสะท้อนการปรับบทบาทของ กฟภ. จากผู้จำหน่ายไฟฟ้าไปสู่การเป็นผู้ให้บริการและบริหารจัดการโครงข่าย รวมถึงสนับสนุนตลาดพลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต

“ตลอด 66 ปี กฟภ. ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานที่ทำหน้าที่จ่ายไฟฟ้า แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยวางรากฐานให้เศรษฐกิจและสังคมไทยเดินหน้า ตั้งแต่การนำไฟฟ้าไปสู่ชุมชน การสนับสนุนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ไปจนถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของเมืองและธุรกิจ ท่ามกลางการเติบโตของ Data Center, EV, Solar Rooftop, พลังงานหมุนเวียน และตลาดไฟฟ้าเสรี ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านไฟฟ้าอย่างมาก ดังนั้นระบบไฟฟ้าต้องมีความยืดหยุ่นและชาญฉลาดกว่าเดิม” นายมงคล กล่าวย้ำ

เพิ่มเพื่อน