กทพ.กางโรดแมป 11 ทางด่วนวงเงิน 2.7 แสนล้าน ปูพรมเชื่อมโครงข่ายใหม่ทั่วประเทศประเดิมN2 จ่อสร้างปี 70

การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมไม่ได้มุ่งแก้ไขปัญหาการจราจรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของจังหวัดและการเดินทางในอนาคต โดยมุ่งลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางและการขนส่ง เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว ตลอดจนรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ อันจะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และนำไปสู่การพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ล่าสุด นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้เปิดเผยถึงทิศทางการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษ (ทางด่วน) ของประเทศว่า กทพ.มีแผนเร่งรัด พัฒนาโครงการทางพิเศษจำนวน 11 โครงการ วงเงินกว่า 2.7 แสนล้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบคมนาคม แก้ไขปัญหาการจราจร และยกระดับการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยแผนงานครอบคลุมตั้งแต่โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการที่อยู่ระหว่างกระบวนการขออนุมัติดำเนินการ ไปจนถึงโครงการที่อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม เพื่อวางรากฐานโครงข่ายทางพิเศษให้สามารถรองรับปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

โครงการที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในขณะนี้ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ระยะทาง 18.70 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 31,244 ล้านบาท โดย ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีความคืบหน้างานก่อสร้างแล้ว 95.98% และคาดว่าจะสามารถเปิดทดลองให้ประชาชนใช้บริการได้ภายในปี 2569 ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2570 โครงการดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางจากถนนพระราม 2 ต่อเนื่องไปยังทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง M82 ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้าบริเวณฝั่งตะวันตกของเมือง

ขณะเดียวกัน กทพ.อยู่ระหว่างก่อสร้าง โครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ–ถนนลำลูกกา ระยะทาง 16.21 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 24,060 ล้านบาท ซึ่ง ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีความคืบหน้าการก่อสร้าง 9.57% และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2571 โครงการนี้จะขยายโครงข่ายทางพิเศษจากพื้นที่จตุโชติไปยังถนนลำลูกกา รองรับการขยายตัวของชุมชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

สำหรับพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ กทพ.วางแผนพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษออกเป็น 2 ระยะ เพื่อรองรับปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขข้อจำกัดด้านโครงข่ายคมนาคมของจังหวัด โดยระยะแรกเป็น โครงการทางพิเศษช่วงกะทู้–ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 16,757 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ และคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติได้ภายในปี 2569 จากนั้นคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2574

ส่วน โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ มีระยะทาง 30.62 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 67,461 ล้านบาท ปัจจุบัน กทพ.อยู่ระหว่างทบทวนกรอบวงเงินลงทุนและเตรียมเสนอขออนุมัติก่อสร้าง รวมถึงงานบำรุงรักษาและบริหารจัดการระบบ (O&M) ของโครงการทั้ง 2 ระยะ ตามกระบวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยคาดว่า ครม.จะพิจารณาอนุมัติโครงการระยะที่ 2 ในปี 2570 เริ่มก่อสร้างในปี 2571 และเปิดให้บริการในปี 2574

หากโครงการทางพิเศษภูเก็ตทั้ง 2 ระยะสามารถเดินหน้าได้ตามแผน จะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางของจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงพื้นที่เมืองใหม่ เกาะแก้ว กะทู้ และป่าตอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเดินทางหนาแน่นและมีความสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยว ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว ประชาชน และการขนส่งในอนาคต

ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กทพ.ยังมีแผนผลักดันโครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน–พระราม 9 ระยะทาง 20.09 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 34,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาการจราจรบนโครงข่ายถนนสายหลัก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการ PPP เพื่อขอความเห็นชอบการแก้ไขสัญญาตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2570 และเปิดให้บริการในปี 2574

อีกโครงการที่ กทพ.เตรียมเร่งผลักดันเข้าสู่กระบวนการอนุมัติ คือ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก หรือ N2 เดิม ซึ่งเป็นทางพิเศษยกระดับขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 6.67 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 14,802 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอ ครม.เพื่อขออนุมัติให้ กทพ.ดำเนินโครงการ หากได้รับความเห็นชอบตามกรอบเวลาที่วางไว้ คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2570 และเปิดให้บริการในปี 2573

โครงการ N2 จะมีบทบาทในการเติมเต็มโครงข่ายทางพิเศษด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและช่วยกระจายปริมาณรถออกจากถนนสายหลัก ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงพื้นที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช–แคราย หรือ N1 เดิม ซึ่งมีระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเตรียมศึกษาความเหมาะสม โดยมีเป้าหมายพัฒนาเป็นโครงข่ายทางพิเศษที่เชื่อมต่อพื้นที่ด้านตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ และช่วยลดปัญหาการจราจรบนถนนงามวงศ์วานและถนนประเสริฐมนูกิจ กทพ.คาดว่าจะเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการในปี 2572 เริ่มก่อสร้างในปี 2573 และเปิดให้บริการในปี 2576

นอกจากนี้ กทพ.ยังเตรียมพัฒนา โครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์–ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 15.80 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 20,538 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างทบทวนรูปแบบการลงทุนในลักษณะ PPP โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติในปี 2571 เริ่มก่อสร้างในปี 2573 และเปิดให้บริการในปี 2576 โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบทางพิเศษกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นประตูสำคัญด้านการเดินทางและการคมนาคมระหว่างประเทศของไทย

อีกโครงการที่อยู่ในแผนพัฒนา คือ โครงการทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพและทางพิเศษสายบางนา–อาจณรงค์ หรือทางด่วน S1 ระยะทาง 2.25 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 4,984 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ของท่าเรือกรุงเทพ รวมถึงการหารือเรื่องสัดส่วนการลงทุนค่าก่อสร้างระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติในปี 2571 เริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดให้บริการในปี 2574 โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ท่าเรือกับระบบทางพิเศษและโครงข่ายการคมนาคมโดยรอบ

นอกเหนือจากการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษในกรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ตแล้ว กทพ.ยังมีแนวคิดขยายบทบาทโครงข่ายทางพิเศษไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ โดยหนึ่งในโครงการขนาดใหญ่คือ โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทาง 37.41 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 66,487 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมและเตรียมหารือรายละเอียดกับหน่วยงานสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยมีองค์ประกอบด้านวิศวกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย สะพานหลักรูปแบบ Cable-stayed Bridge สะพานรองรูปแบบ Extradosed Bridge และสะพานทั่วไป

โดย กทพ.คาดว่าจะเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการในปี 2571 เริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดให้บริการในปี 2577 หากสามารถดำเนินการได้ตามแผน โครงการจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการเดินทางเข้าสู่เกาะสมุย เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมโยงพื้นที่ท่องเที่ยว และรองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ส่วน โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะช้าง จังหวัดตราด ระยะทาง 5.90 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 15,475 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม โดยมีแนวคิดใช้โครงสร้างสะพานช่วงยาวพิเศษรูปแบบ Extradosed Bridge ร่วมกับสะพานช่วงทั่วไปแบบ Balanced Cantilever Bridge เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่และสภาพแวดล้อม โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติในปี 2572 เริ่มก่อสร้างในปี 2574 และเปิดให้บริการในปี 2578

นายสุรเชษฐ์ ระบุว่า ทิศทางการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษในระยะต่อไปจะไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนถนนหรือช่องจราจรเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบและวางโครงข่ายให้สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของเมือง รูปแบบการเดินทาง การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดย กทพ.จะเดินหน้าพร้อมกันทั้งโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง โครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอขออนุมัติ และโครงการที่อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษในอนาคตสามารถเชื่อมโยงถึงกันเป็นระบบและตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนมากที่สุด

นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างทางพิเศษแล้ว กทพ.ยังเตรียมเพิ่มประโยชน์จากพื้นที่ในเขตทางพิเศษด้วยการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้ทาง โดยมี โครงการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง หรือ Rest Area บริเวณทางพิเศษกาญจนาภิเษก ช่วงบางพลี–สุขสวัสดิ์ บนพื้นที่ประมาณ 60 ไร่ วงเงินลงทุน 757 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาร่วมลงทุนได้ในปี 2570 และเปิดให้บริการในปี 2572

การพัฒนา Rest Area ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ทางพิเศษ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของ กทพ.ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการบนโครงข่ายทางพิเศษในอนาคต

ภาพรวมแผนงานของ กทพ.จึงสะท้อนทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มุ่งเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ตั้งแต่พระราม 2 ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ พื้นที่ตะวันออกอย่างจตุโชติ–ลำลูกกา ไปจนถึงภูเก็ต สมุย และเกาะช้าง ขณะเดียวกันยังมีการเตรียมโครงข่ายใหม่อย่าง N1, N2 การเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพ และเส้นทางสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ดังนั้น จะเห็นว่าแผนขยายโครงข่ายทางพิเศษของ กทพ.ระยะเร่งด่วนกำลังเดินหน้าในหลายระดับ ทั้งงานก่อสร้างที่เห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น พระราม 3–ดาวคะนอง ซึ่งมีความคืบหน้าเกือบ 96% งานที่กำลังผลักดันเข้าสู่การอนุมัติของ ครม. เช่น N2 และทางพิเศษภูเก็ต ตลอดจนโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมอย่าง N1 ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย และทางพิเศษเชื่อมเกาะช้าง โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างโครงข่ายที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงระบายรถ แต่ต้องเชื่อมเมือง แหล่งงาน ท่าเรือ สนามบิน และเมืองท่องเที่ยว เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับศักยภาพด้านคมนาคมและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว.

เพิ่มเพื่อน