
โลกสมัยนี้น่าทึ่งจริงๆ ครับ
โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวทำอะไรได้สารพัด จะซื้อของ ขายของ โอนเงิน อ่านข่าว ดูหนัง ฟังเพลง หรือถามปัญญาประดิษฐ์เรื่องอะไรก็ได้
บางคนมีโทรศัพท์เครื่องเดียวก็กลายเป็นคนดัง มีผู้ติดตามเป็นแสนเป็นล้าน ไม่ต้องไปสมัครเป็นดาราหรือพิธีกรที่ไหน
แค่นั่งหน้ากล้อง เปิดไลฟ์สด พูดเรื่องที่ตัวเองอยากพูด ก็มีคนเข้ามาดูกันแล้ว
ที่น่าสนใจก็คือ บางคนเปิดกล้องขึ้นมาก็พูดกูพูดมึงกับคนดูอย่างคล่องปาก
คนดูก็ชอบเสียด้วย
บางรายพูดกันตั้งแต่ต้นจนจบรายการ มีคนกดไลก์ กดแชร์ แสดงความคิดเห็นกันคึกคัก แถมยังมีคนส่งเงินสนับสนุนให้อีกต่างหาก
ผมเห็นแล้วก็นึกขำอยู่เหมือนกัน
เทคโนโลยีเดินทางมาถึงยุคปัญญาประดิษฐ์แล้ว แต่สรรพนามที่กำลังได้รับความนิยมในบางช่องกลับเป็นคำที่คนไทยใช้กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
โทรศัพท์ยุคใหม่ แต่ภาษายังย้อนกลับไปหาพ่อขุนรามคำแหงได้อย่างสบายๆ
พูดถึงเรื่องนี้ พอดีมีจดหมายจากคุณ “ลัดดา” เขียนมาถามเรื่องอินฟลูเอนเซอร์ที่นิยมใช้คำว่า “กู” กับ “มึง” ในการไลฟ์สด
เธอตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องความสุภาพ กาลเทศะ และความรู้สึกของคนดูที่อาจมีอายุมากกว่าคนพูดหลายสิบปี
ลองอ่านกันครับ
............................
สวัสดีค่ะ คุณเสมอต้น
น่าแปลกใจจริงๆค่ะ… ดูไลฟ์สดของคนดังๆ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีคนติดตามเป็นแสนเป็นล้าน ทั้งเด็กวัยรุ่นทั้งคนทำงานเข้าไปดูเต็มไปหมด สิ่งหนึ่งที่สะดุดหูจนต้องหยุดคิดไม่ได้เลยคือ…
ทำไมเดี๋ยวนี้เขานิยมใช้สรรพนามขึ้นมึงขึ้นกู พูดจาโผงผาง หลุดคำหยาบออกอากาศกันเป็นเรื่องปกติธรรมดาขนาดนี้?
แล้วที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ คนดูส่วนใหญ่กลับชอบ! มีการกดไลก์ กดหัวเราะ ตบมุกรับกันสนุกสนาน ราวกับว่ายิ่งพูดจาไม่สุภาพ ยิ่งดูเป็นกันเอง ดู “เรียล” ดูไม่เฟค ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คนที่นั่งฟังคุณไลฟ์อยู่นั้น หลายคนอายุรุ่นพ่อรุ่นแม่ รุ่นน้าไรท์คุณได้สบายๆ บางคนอายุมากกว่าเป็นสิบๆ ปี แต่กลับต้องมานั่งฟังเด็กหรือคนรุ่นลูกรุ่นหลานพูดมึงกูใส่หน้าจอทุกวัน
คนมีอายุอย่างเราเห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า โลกยุคนี้มันเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้แล้วหรือ?
ถ้ามองในแง่หนึ่ง มันอาจจะเป็นค่านิยมใหม่ของคนยุคนี้ที่มองว่า ความสุภาพทางการคือการใส่หน้ากากเข้าหากัน และคำหยาบคายคือภาษาของความจริงใจ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ความจริงใจกับ “กาลเทศะ” และ “ความเคารพผู้อื่น” มันกลายเป็นเรื่องคนละฝั่งกันไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
การให้เกียรติผู้ฟังผ่านหน้าจอซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ มันกลายเป็นเรื่องโบราณล้าสมัยไปแล้วจริงหรือ
ไม่ได้จะมาดราม่าหรือเป็นคนแก่กะลาทัศน์ที่รับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้นะคะ เพียงแต่เห็นปรากฏการณ์นี้แล้วก็เกิดความสงสัยจริงๆ ว่า สังคมเรากำลังมองข้ามเรื่องกาลเทศะพื้นฐานในการสื่อสารไปหรือเปล่า
หรือสุดท้ายแล้ว ภาษาที่ใช้ในสื่อสาธารณะจะค่อยๆ ลดระดับความเกรงใจลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติของคนยุคนี้ไปแล้ว… ท่านอื่นคิดเห็นยังไงกันบ้างค่ะ
นับถือค่ะ
ลัดดา
............................
คุณลัดดาครับ
ผมเห็นด้วยกับคุณอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องกาลเทศะและการให้เกียรติคนฟัง
ถึงโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ผมก็ยังคิดว่าการพูดจาสุภาพไม่ได้เป็นเรื่องเชยหรือเป็นเรื่องของคนแก่
แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนที่พูดกูมึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนหยาบคายหรือไม่มีความจริงใจเสมอไป
เพื่อนสนิทบางคนพูดกูมึงกันมาตั้งแต่เด็กจนแก่ พอวันไหนเปลี่ยนมาเรียกคุณเรียกผมขึ้นมา อีกฝ่ายอาจสงสัยเสียด้วยซ้ำว่าไปโกรธอะไรกันมาหรือเปล่า
คนทำคอนเทนต์บางคนก็อาจเป็นอย่างนั้นครับ
เขาพูดแบบนี้เป็นปกติ รู้สึกเป็นกันเองกับคนดู และคนที่ติดตามก็ชอบลีลาของเขา
แต่บางคนผมก็สงสัยเหมือนกันว่า ที่พูดกันเดือดๆ นั้น เป็นนิสัยจริงๆ หรือเป็นวิธีเรียกคนดู
เพราะโลกออนไลน์ทุกวันนี้แข่งขันกันหนักเหลือเกิน
เปิดโทรศัพท์ขึ้นมาก็มีคลิปสารพัดเรื่องให้เลือกดู คนทำคลิปมีมากมาย แต่เวลาของคนดูมีเท่าเดิม
ใครพูดเรียบๆ สุภาพๆ บางทีคนยังไม่ทันฟังจบประโยคก็เลื่อนผ่านไปแล้ว
แต่พอมีใครเปิดกล้องขึ้นมาเสียงดังโวยวาย พูดจาเผ็ดร้อน มีคำกูคำมึงแทรกเป็นระยะ คนกลับหยุดดู
ยิ่งมีเรื่องให้เถียงกัน ยิ่งมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็น
คนชอบก็กดไลก์ คนไม่ชอบก็เข้าไปต่อว่า
บางคนโมโหจัดถึงกับแชร์คลิปไปด่าต่อในเพจตัวเอง
กลายเป็นช่วยเผยแพร่คลิปให้เขาอีกแรง
คนทำคลิปบางรายคงนั่งยิ้มอยู่หน้าจอ
ไม่ต้องจ้างใครประชาสัมพันธ์ คนที่ไม่ชอบนี่แหละช่วยโฆษณาให้ฟรีๆ
ผมไม่ได้หมายความว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนคิดอย่างนี้นะครับ แต่ในโลกที่ยอดคนดู ยอดแชร์ และยอดติดตามมีความสำคัญต่อชื่อเสียงหรือรายได้ วิธีเรียกความสนใจก็ย่อมมีสารพัดรูปแบบ
บางคนใช้ความรู้ บางคนใช้ความสามารถ บางคนใช้ความสนุกสนาน
บางคนอาจเห็นว่าพูดให้แรงเข้าไว้ คนจะได้หยุดฟัง
ยิ่งเดือดก็ยิ่งมีคนดู
และเมื่อคนดูชอบ คนพูดก็อาจยิ่งพูดแรงขึ้นไปอีก
ทีนี้ผมว่ามีเรื่องหนึ่งที่เราต้องระวังเหมือนกัน
คืออย่าเผลอเอาความสนุกไปปนกับความถูกต้อง
เพราะคนพูดเก่ง พูดมัน หรือพูดได้สะใจ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่พูดจะถูกต้องทุกเรื่อง
บางคนด่าคนอื่นเสียจนคนดูปรบมือให้ แต่พอถามหาข้อมูลหรือเหตุผล กลับมีอยู่ไม่กี่อย่าง
เสียงดังอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เหตุผลหนักแน่นขึ้นนะครับ
ไม่อย่างนั้นคนที่มีเหตุผลดีที่สุดในประเทศก็คงเป็นคนที่ตะโกนได้ดังที่สุด!
ผมนึกถึงคนดังในโลกออนไลน์บางคนเหมือนกันครับ
เมื่อก่อนพูดจาสุภาพ เรียกตัวเองว่า “ผม” เรียกคนฟังว่า “คุณ”
แต่พอมีช่องของตัวเอง มีคนติดตามมากขึ้น ไม่รู้ไปอย่างไรมาอย่างไร จากผมกลายเป็นกู จากคุณกลายเป็นมึง
บางคนเปลี่ยนลีลาการพูดไปจนแทบจำแบบเดิมไม่ได้
จะเป็นเพราะพูดแล้วสนุกขึ้น หรือเพราะคนดูชอบมากขึ้น ผมก็ไม่ทราบ
แต่ที่แน่ๆ คนดูสมัยนี้มีสิทธิเลือกครับ
ใครชอบฟังแบบไหนก็ติดตามแบบนั้น ใครไม่ชอบก็เลื่อนผ่านไป
ผมเองไม่ได้คิดว่าทุกคนต้องพูดจาเรียบร้อยเหมือนกันหมด
โลกคงเงียบเหงาน่าดูถ้าทุกคนพูดเหมือนกันหมด
พูดถึงคำว่า “กู” กับ “มึง” แล้ว สองคำนี้มีใช้กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโน่น ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงยังมีข้อความว่า “เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู”
ส่วนคำสองคำนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมทุกวันนี้คนถึงมองว่าไม่สุภาพ ผมไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ คงอธิบายได้ไม่ละเอียดนัก
แต่ที่รู้ๆ ทุกวันนี้คนไทยก็ยังพูดกูมึงกันอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน
เพื่อนบางคนพูดกูมึงกันมาตั้งแต่เด็กจนแก่ ก็ไม่เห็นจะมีใครถือสาอะไร
แต่กับคนที่ไม่รู้จักกัน อยู่ๆ จะเดินเข้าไปเรียกเขาว่า “มึง” ก็คงต้องคิดกันหน่อยละครับ
ทีนี้พอมาอยู่ในโลกออนไลน์ คนพูดกับคนฟังไม่เคยรู้จักกันเลย แต่กลับกูมึงกันได้อย่างสนิทสนม แถมคนฟังบางส่วนยังชอบเสียอีก
นี่ต่างหากที่ผมว่าน่าสนใจ
เอ๊ะ…ว่าแต่ผมเองก็น่าจะลองเปลี่ยนวิธีเขียนคอลัมน์ “เปิดซองออนไลน์” ดูบ้างดีไหม?
จากที่เคยเรียกตัวเองว่า “ผม” เรียกคนอ่านว่า “ท่านผู้อ่าน” ก็เปลี่ยนมาเป็น “กู” กับ “มึง” กันเสียเลย
เผื่อยอดคนอ่านจะเพิ่มขึ้น ยอดแชร์จะกระฉูด ยอดวิวจะพุ่งเป็นแสนเป็นล้านกับเขาบ้าง
ไม่แน่นะครับ บางทีอาจมีคนโอนเงินสนับสนุนมาให้อีกต่างหาก
แต่คิดไปคิดมา…ผมว่าอย่าดีกว่า
กลัวท่านผู้อ่านจะไม่กดไลก์ แต่กดเลิกอ่านกันหมดเสียก่อน!
เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ผมไม่เปลี่ยนสรรพนาม แต่เปลี่ยนจากตัวหนังสือมาเป็นเสียงให้ฟังกันบ้าง ใครอ่านจนเมื่อยตาแล้ว ก็ลองกดฟังทาง YouTube ได้ ผมแนบลิงก์ไว้ท้ายเรื่องแล้วครับ
— เสมอต้น
7 พฤศจิกายน 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปฐม อินทโรดม จุดพลิกไทยในสมรภูมิ AI หากช้า เราจะเสียโอกาส
เรื่องบทบาทและความสำคัญของ AI ถึงตอนนี้คงไม่ต้องพูดให้เสียเวลากันอีกแล้วว่า AI เข้ามามีบทบาทในการทำงาน การใช้ชีวิต หรือการศึกษาอย่างไรในสังคมโลก ที่ก็รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยพบว่าช่วงหลังคนไทยตื่นตัวและให้ความสนใจเรื่อง AI มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ลุแก่อำนาจ!? | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2569
🔴LIVE 'ดร.นพดล อินนา' เตือน 3 มหันตภัย ไซเบอร์..ล้างโลก! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569
ม้าก็แล้ว บ้าก็แล้ว!
สมัยก่อนเขาเรียกกันว่า “ยาม้า” ครับ ว่ากันว่าชื่อนี้มาจากตรารูปหัวม้าที่ประทับอยู่บนเม็ดยา
สำหรับ ‘บุ๋ม-ปนัดดา’
สงสารบ้านเมือง และเสียดาย “บรรยากาศดีๆ” ตอนปลายปีของไทย เพราะตามปกติ ช่วงนี้จะเข้าหน้าหนาว
ม็อบกำนันมะโน
วันนี้มีจดหมายจากทางใต้ส่งมาครับ อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าเจ้าของจดหมายกำลังคึกคักเป็นพิเศษ ถึงขนาดเช็กลมยาง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เตรียมมอเตอร์ไซค์คู่ใจไว้เรียบร้อยแล้ว

